หน้าแรก 

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
32790 ครั้ง

เครื่องดนตรีไทยประเภทตี



กรับพวง

กรับพวง

    เป็นการทำไม้ซี่หลายๆอันมารวมกันเข้าเพื่อตีคนเดียวให้เกิดเสียงดังมากขึ้น กรับพวงเป็นไม้บางๆหรือ แผ่นทองเหลือง
    หรือแผ่นงาเจาะรูตอนหัวร้อยเชือกประกบไว้โดยมีไม้แก่นหรืองา 2 อันประกบหน้าหลังคลี่ออกได้อย่างพัด เวลาตีให้จังหวะ
    ใช้มือหนึ่งถือตรงหัวที่ร้อยเชือกแล้วตีพาดอีกข้างหนึ่งลงฝ่ามืออีกมือหนึ่ง ใช้ประกอบวงขับไม้ในสุโขทัย วงมโหรีเครื่องสีในสมัย
    อยุธยาประกอบการร้องเพลงหรือดอกสร้อยสักวา ใช้ในวงบรรเลงเครื่องสายและวงมโหรี
     
     

    ระนาดทุ้ม

    ระนาดทุ้ม

      ลูกระนาดทำด้วยไม้ชนิดเดียวกับระนาดเอก แต่ลูกระนาดยาวและกว้างกว่าแต่มีลูกระนาดน้อยกว่า คือมีเพียง 17-18 ลูก
      รางมีรูปคล้ายหีบไม้ที่โค้งตรงกลาง ใช้ไม้ตีชนิดเดียวคือ ไม้ตีระนาดทุ้มมีหน้าที่ดำเนินเนื้อเพลงคล้ายกับฆ้อง หรือขัดหรือล้อหรือขัด
      กับระนาดเอก เล่นทั้งลูกล้อและลูกขัดจัดเป็นเครื่องตาม

     
     

    ฆ้องวงใหญ่

    ฆ้องวงใหญ่

    เป็นการนำฆ้องขนาดต่างๆที่มีขนาดและเสียงเหมาะสม ประกอบกับความคิดที่ได้จากฆ้องรางมาคิดสร้าง ฆ้องวงขึ้นโดยใช้ต้นหวายมาดัดโค้ง 2 ชั้นทำเป็นโครงแขวนลูกฆ้อง 16 ลูก ลูกฆ้องมีขนาดเส้นผ่านศุนย์กลางตั้งแต่ 12-17 ซม. เว้นโครงหวายให้คนตีเข้าไปนั่งตรงกลางหมุนตีได้เกือบรอบตัว ใช้ไม้ตี 2 อัน

    รำมะนามโหรี

    รำมะนามโหรี

      เป็นรำมะนาที่มีขนาดเล็กที่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางหน้ากลองประมาณ 26 ซม. ตัวรำมะนากว้างประมาณ 7 ซม.ตีด้วยมือ
      ให้สอดสลับกับโทนมโหรีปัจจุบันมักใช้คนตีคนเดียวกัน คือตีทั้งโทนและรำมะนาใช้ทำหน้าทับในวงเครื่องสาย และวงมโหรี
      เครื่องเล็กถ้าเป็นวงมโหรีเครื่องคู่หรือเครื่องใหญ่ นิยมใช้กลองแขกคู่หนึ่ง

     

    กลองทัด

    กลองทัด

    เป็นกลอง 2 หน้าตัวกลองทำด้วยไม้แก่นเนื้อแข็ง กลึงคว้านข้างในให้เป็นโพรงตรงกลางป่องเล็กน้อย ขึ้นหน้ากลองด้วยหนังวัว
    ตรึงด้วยหมุด กลองทัดเป็นกลองใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 46 ซม.สูง 51 ซม.ตั้งทแยงเข้าหากันตีด้วย ไม้ 2 ท่อนปัจจุบันนิยม
    ใช้ 2 ลูกเป็นกลองเสียงสูง(กลองตัวผู้)กลองเสียงตำ(กลองตัวเมีย)อย่างละลูก
 

กรับเสภา

กรับเสภา

    เป็นไม้แก่น มักใช้ไม้ชิงชัน ยาวประมาณ 20 ซม. กว้างประมาณ 5 ซม.และหนาประมาณ 5 ซม.มีลักษณะ เป็นท่อนไม้
    สี่เหลี่ยมลบเหลี่ยมออกให้หมดเพื่อให้กลิ้งกระทบกันได้ง่าย ใช้ประกอบการขับเสภาจึงได้ชื่อว่ากรับเสภา การขับเสภาเป็น การเล่านิทานมีทำนองเสนาะอย่างกลอน เรียกว่าขับเสภาแต่เดิมไม่มีดนตรีประกอบคนขับจะขยับกรับเป็น จังหวะ 2 คู่คือมือละ
    คู่ขยับให้กรับกลอกกระทบกันเข้ากับการขับ