หน้าแรก 

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
489525 ครั้ง

เทศน์มหาชาติคำหลวงและฉบับวิงวอน



 

 

มหาชาติคำหลวง

 

ผู้แต่ง

มหาชาติคำหลวงหรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า มหาเวสสันดรชาดก มีข้ออธิบายว่า หนังสือมหาชาติเดิมแต่งเป็นภาษามคธ ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง แต่น่าจะแปลเป็นไทยแต่ครั้งสมัยสุโขทัย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเกี่ยวกับเรื่องน้ำไว้ว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้ประชุมปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งขึ้นเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๐๒๕ มีจำนวน ๑๓ กัณฑ์ และเสียหายไปตอนเสียกรุงเก่า ๖ กัณฑ์ คือ กัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สักกบรรพ และฉกษัตริย์ แต่พอถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ก็ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งส่วนที่ขาดหายไปจนครบ

 

 

ที่มาของวรรณคดี

ที่มาของเรื่อง มหาเวสสันดรชาดกเป็นชาดกเรื่องหนึ่งในทศชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระพุทธเจ้าเมื่อเสวยพระชาติเพื่อบำเพ็ญบารมีต่างๆ ๑๐ ประการ ชาดกทั้ง ๑๐ เรื่องมีดังนี้

. เตมียชาดก เสวยพระชาติเป็นพระเตมีย์ บำเพ็ญเนกขัมมบารมี

. มหาชนกชาดก เสวยพระชาติเป็นพระมหาชนก บำเพ็ญวิริยบารมี

. สุวรรณสามชาดก เสวยพระชาติเป็นพระสุวรรณสาม บำเพ็ญเมตตาบารมี

. เนมีราชชาดก เสวยพระชาติเป็นพระเนมี บำเพ็ญอธิษฐานบารมี

. มโหสถชาดก เสวยพระชาติเป็นพระมโหสถ บำเพ็ญปัญญาบารมี

. ภูริทัตชาดก เสวยพระชาติเป็นพระภูริทัต บำเพ็ญศีลบารมี

. จันทกุมารชาดก เสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมาร บำเพ็ญขันติบารมี

. นารทชาดก เสวยพระชาติเป็นพระนารทะ บำเพ็ญอุเบกขามบารมี

. วิทูรชาดก เสวยพระชาติเป็นพระวิทูร บำเพ็ญสัจบารมี

. เวสสันดร เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร บำเพ็ญทานบารมี

มหาเวสสันดรนี้ถือกันว่าเป็นชาดกที่สำคัญที่สุด เพราะในชาตินี้พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีครบทั้ง ๑๐ ประการ เป็นพระชาติที่พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธามากกว่าพระชาติอื่นๆ ในทศชาติ ถึงกับเกิดเป็นประเพณีมีเทศน์มหาชาติกันทั่วไปเป็นประจำทุกปี

มหาเวสสันดรชาดกนี้ เป็นเรื่องเล่าซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสเล่าให้บรรดาสาวกฟังตามคำทูลขอ

รูปแบบ

เป็นร่ายยาว ยกคาถาภาษาบาลีขึ้นเป็นหลักก่อน แล้วแต่งเป็นภาษาไทย และมีภาษาบาลีประกอบสลับเป็นตอนๆ

ร่ายยาว จะมีกี่คำก็ได้ อย่างต่ำได้ ๕ คำ แต่ไม่เกิน ๑๔ คำ จะมีกี่วรรคก็ได้ ไม่บังคับเอกโท มีสัมผัสคือ คำสุดท้ายของวรรคแรก จะไปสัมผัสกับคำที่ ๑,,,,๕ แต่งไปเรื่อย ๆ เวลาจบจะจบด้วยคำว่า นั้นแล, ฉะนี้, นั้นเถิด, ด้วยประการฉะนี้

 

จุดมุ่งหมาย

เรื่องมหาเวสสันดรชาดกนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อนำไปเทศน์ให้ประชาชนฟัง

พุทธศาสนิกนิยมฟังเทศน์มหาชาติกันมากเพราะเชื่อว่า

๑. เป็นพุทธวจนะที่พระพุทธองค์ประทานแก่ภิกษุและพุทธบริษัทที่เมืองกบิลพัสดุ์ เป็นกุศลราศรีแก่ผู้แสวงบุญ

                ๒. เชื่อกันว่า ผู้ที่ต้องการมาเกิดในศาสนาของพระศรีอาริยเมตตไตย จะต้องฟัง มหาชาติคำหลวง หรือเวสสันดรชาดกอันประกอบด้วยคาถาพันให้จบภายในราตรีเดียว และยังมีหลักฐานปรากฏว่า มหาชาติมีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย เพราะศิลาจารึกนครชุม พ.ศ. ๑๙๐๐ มีข้อความจารึกว่า ธรรมเทศนาอันเป็นต้นว่ามหาชาติคนสวดแลมิได้เลย และจารึกวัดป่ามะม่วง สรรเสริญพระเจ้าลิไท เมื่อทรงผนวชว่า (พ.ศ. ๑๙๕๐) ทรงประกอบด้วยทานบารมีคล้ายพระเวสสันดร

การกำหนดวัน

ไม่เป็นทางการแน่นอนแล้วแต่ละภาค      เช่น     ภาคกลางอาจทำกลางเดือนสิบสอง    หรือ

เดือนสิบ พ้นกรานกฐิน หรือบางทีอาจเป็นเดือนอ้าย ส่วนทางภาคอีสานจัดให้มีในเดือนสี่ ส่วนมากเรื่องบุญพระเวส การเทศน์ทำนองแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป ภาคกลางก็ใส่ภาษากลาง ภาคอีสานก็เทศน์ทำนองอีสาน เครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ก็จะมีพวกของแห้งของสดพวกผลไม้ กล้วย ส้ม มะพร้าว แก่อ่อนเป็นทะลาย ตลอดจนอ้อยเป็นมัด และการจัดเครื่องกัณฑ์ต้องจัดให้เข้ากับกัณฑ์เทศน์ กัณฑ์มัทรีหรือกุมารมักมีผลไม้ และที่ขาดไม่ได้ คือเทียนประจำคาถา เรียกว่า   เดินคาถา   สถานที่จะจัดอย่างงดงามประดับด้วยธงทิว บางทีอาจมีภาพจิตรกรรมแขวน ไว้รอบศาลา
                การเทศน์อาจกำหนด ๓ วัน หรือ ๒ วันแล้วแต่ท้องที่ คือวันแรกเทศน์คาถาพัน วันที่ ๒ เทศน์มหาชาติ วันสุดท้ายเทศน์อริยสัจ ๔ ทางภาคอีสานมีการเทศน์วันเดียวเป็นส่วนมาก และจะมีการแห่กัณฑ์หลอน และในสมัยก่อน เทศน์จบแต่ละกัณฑ์แล้วมักจะมีการบรรเลงปี่พาทย์ประกอบกัณฑ์นั้น

ๆ ด้วย ส่วนภาคอีสานจะใช้การตีฆ้องแทน

เรื่องย่อ

พระเจ้าสัญชัย ทรงครองราชสมบัติเมืองสีวี มีพระมเหสีทรงพระนามว่า พระนางผุสดี ธิดาพระเจ้า กรุงมัททราช พระนางผุสดีนี้ ในชาติก่อนๆ ได้เคยถวายแก่นจันทน์หอม เป็นพุทธบูชาและอธิษฐานขอให้ได้เป็น พุทธมารดาพระพุทธเจ้าในกาลอนาคต ครั้นเมื่อนางสิ้นชีวิตก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก เมื่อถึงวาระ ที่จะต้องจุติมาเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์ได้ประทานพรสิบประการแก่นาง ครั้นเมื่อพระนางผุสดีทรงครรภ์ใกล้กำหนด ประสูติ พระนางปรารถนาไปเที่ยวชมตลาด ร้านค้าบังเอิญใน ขณะเสด็จประพาสนั้น พระนางทรงเจ็บครรภ์และประสูติพระโอรส ในบริเวณย่านนั้น พระโอรสจึงทรงพระนามว่า เวสสันดร หมายถึง ในท่ามกลางระหว่าง ย่านค้าขาย พร้อมกับที่พระโอรสประสูติ ช้างต้นของ พระเจ้าสญชัยก็ตกลูกเป็นช้างเผือกเพศผู้ ได้รับชื่อว่า ปัจจัยนาค เป็นช้างต้น คู่บุญพระเวสสันดร

               เมื่อพระกุมารเวสสันดรทรงเจริญวัยขึ้น ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ในการบริจาคทาน มักขอพระราชทานทรัพย์ จากพระบิดามารดา เพื่อบริจาคแก่ประชาชนอยู่เป็นนิตย์ ทรงขอให้พระบิดาตั้งโรงทานสี่มุมเมือง เพื่อบริจาคข้าวปลาอาหารและสิ่งของจำเป็น แก่ประชาชน และหากมีผู้มาทูลขอสิ่งหนึ่ง สิ่งใด พระองค์ก็จะทรงบริจาคให้โดยมิได้ เสียดาย ด้วยทรงเห็นว่า การบริจาคนั้น เป็นกุศลเป็นคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ ผู้รับและผู้ให้ ผู้รับก็จะพ้นความเดือดร้อน ผู้ให้ก็จะอิ่มเอิบเป็นสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น และยังทำให้พ้นจากความโลภความตระหนี่ ถี่เหนียวในทรัพย์สมบัติของตนอีกด้วย พระเกียรติคุณของพระเวสสันดรเลื่องลือไป ทั่วทุกทิศว่าทรงมีจิตเมตตาแก่ผู้อื่นมิได้ ทรงเห็นแก่ความสุขสบายหรือเห็นแก่ทรัพย์ สมบัติส่วนพระองค์ มิได้ทรงหวงแหนสิ่งใด ไว้สำหรับพระองค์

              อยู่มาครั้งหนึ่ง ในเมืองกลิงคราษฏร์ เกิดข้าวยากหมายแพง เพราะฝนแล้ง ทำให้เพาะปลูกไม่ได้ ราษฎรอดอยาก ได้รับความเดือนร้อนสาหัส ประชาชน ชาวกลิงคราษฏร์พากันไปเฝ้าพระราชา ทูลว่า ในเมืองสีวี นั้นมีช้างเผือกคู่บุญ พระเวสสันดร ชื่อว่า ช้างปัจจัยนาค เป็นช้างมีอำนาจพิเศษ ถ้าอยู่เมืองใด จะ ทำให้ ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาลพืชพันธุ์ จะบริบูรณ์ ขอให้พระเจ้ากลิงคราษฏร์ ส่งทูตเพื่อไปทูลขอช้างจาก พระเวสสันดร พระเวสสันดรก็จะทรงบริจาคให้เพราะ พระองค์ไม่เคยขัดเมื่อมีผู้ทูลขอสิ่งใด พระเจ้ากลิงคราษฏร์จึงส่งพราหมณ์แปดคน ไปเมืองสีวี ครั้นเมื่อพราหมณ์ได้พบ พระเวสสันดรขณะเสด็จ ประพาสพระนคร ประทับบนหลังช้างปัจจัยนาค พราหมณ์จึง ทูลขอช้างคู่บุญ เพื่อดับทุกข์ชาวกลิงคราษฏร์ พระเวสสันดรก็โปรดประทานให้ตามที่ขอ ชาวสีวีเห็นพระเวสสันดรทรงบริจาคช้าง ปัจจัยนาคคู่บ้านคู่เมืองไปดังนั้น ก็ไม่พอใจ พากันโกรธเคืองว่า ต่อไปบ้านเมืองจะลำบาก เมื่อไม่มีช้างปัจจัยนาคเสียแล้ว

               จึงพากันไป เข้าเฝ้าพระเจ้าสญชัย ทูลกล่าวโทษ พระเวสสันดรว่าบริจาคช้างคู่บ้านคู่เมือง แก่ชาวเมืองอื่นไป ขอให้ขับพระเวสสันดร ไปเสียจากเมืองสีวี พระเจ้าสญชัยไม่อาจขัดราษฏรได้ จึงจำ พระทัยมีพระราชโองการให้ขับพระเวสสันดร ออกจากเมืองไป พระเวสสันดรไม่ทรงขัดข้อง แต่ทูลขอพระราชทานโอกาสบริจาคทาน ครั้งใหญ่ก่อนเสด็จออกจากพระนคร พระบิดาก็ทรงอนุญาตให้ พระเวสสันดร ทรงบริจาค สัตสดกมหาทาน คือบริจาค ทานเจ็ดสิ่ง สิ่งละเจ็ดร้อย แก่ประชาชนชาวสีวี เมื่อพระนางมัทรี พระมเหสีของพระเวสสันดร ทรงทราบว่า ประชาชนขอให้ขับพระเวสสันดร ออกจาก เมือง ก็กราบทูลพระเวสสันดรว่า "พระองค์เป็นพระราชสวามีของหม่อมฉัน พระองค์เสด็จไปที่ใด หม่อมฉันจะขอติดตาม ไปด้วยทุกหนทุกแห่ง มิได้ย่อท้อต่อความ ลำบาก ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยาแล้ว ย่อมต้อง อยู่เคียงข้างกันในทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่ายามสุข หรือทุกข์ โปรดประทานอนุญาติให้หม่อมฉัน ติดตามไปด้วยเถิด" พระเวสสันดรไม่ทรงประสงค์ให้พระนางมัทรี ติดตามพระองค์ไป เพราะการเดินทางไปจาก พระนครย่อม มีแต่ความยากลำบาก ทั้งพระองค์ เองก็ทรงปรารถนาจะเสด็จไปประทับบำเพ็ญ ศีลภาวนาอยู่ในป่าพระนางมัทรีไม่คุ้นเคยต่อ สภาพเช่นนั้น ย่อมจะต้องลำบากยากเข็ญทั้ง อาหารการกินและความเป็นอยู่ แต่ไม่ว่า พระเวสสันดรจะตรัสห้ามปรามอย่างไร นาง ก็มิยอมฟัง บรรดาพระประยูรญาติ ก็พากัน อ้อนวอนขอร้อง พระนางก็ทรงยืนกรานว่า จะติดตามพระราชสวามีไปด้วย พระนางผุสดีจึงทรงไปทูลขอพระเจ้าสญชัย มิให้ขับพระเวสสันดรออกจากเมือง พระเจ้า สญชัยตรัสว่า "บ้านเมืองจะเป็นสุขได้ก็ต่อ เมื่อราษฏรเป็นสุข พระราชาจะเป็นสุขได้ก็ เมื่อราษฏรเป็นสุข ถ้าราษฏรมีความทุกข์ พระราชาจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร ราษฏรพากัน กล่าวโทษพระเวสสันดรว่าจะทำให้บ้านเมือง ยากเข็ญ เราจึงจำเป็นต้องลงโทษ แม้ว่า พระเวสสันดรจะเป็นลูกของเราก็ตาม" ไม่ว่าผู้ใดจะห้ามปรามอย่างไร พระนางมัทรี ก็จะตามเสด็จพระเวสสันดรไปให้จงได้ พระเจ้าสญชัยและ พระนางผุสดีจึงของเอา พระชาลี พระกัณหา โอรสธิดาของพระเวสสันดรไว้ แต่พระนางมัทรีก็ไม่ยินยอม ทรงกล่าวว่า "เมื่อชาวเมืองสีวีรังเกียจพระเวสสันดร ให้ขับไล่ไปเสียดังนี้ พระโอรสธิดาจะอยู่ ต่อไปได้อย่างไร ชาวเมืองโกรธแค้นขึ้นมา พระชาลีกัณหาก็จะทรงได้รับความลำบาก จึงควรที่จะออกจากเมือง ไปเสียพร้อม พระบิดาพระมารดา"

              ในที่สุดพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระมเหสี และโอรสธิดาก็ออกจากเมืองสีวีไป แม้ใน ขณะนั้นชาวเมือง ยังตามมาทูลขอรถพระที่นั่ง ทั้งสี่พระองค์จึงต้องทรงดำเนินด้วยพระบาทออก จากเมืองสีวีมุ่งไปสู่ป่า เพื่อบำเพ็ญพรตภาวนา ครั้นเสด็จมาถึงเมืองมาตุลนคร บรรดากษัตริย์ เจตราชทรงทราบข่าว จึงพากันมาต้อนรับ พระเวสสันดร ทรงถามถึงทางไปสู่เขาวงกต กษัตริย์เจตราชก็ทรงบอกทางให้และเล่าว่า เขาวงกตนั้นต้องเดินทางผ่าน ป่าใหญ่ที่เต็ม ไปด้วยอันตราย แต่เมื่อไปถึงสระโบกขรณีแล้ว ก็จะเป็นบริเวณร่มรื่นสะดวกสบาย มีต้นไม้ผล ที่จะใช้เป็นอาหารได้ นอกจากนี้กษัตริย์เจตราช ยังได้สั่งให้ พรานป่าเจตบุตร ซึ่งเป็นผู้ชำนาญ ป่าแถบนั้น ให้คอยเฝ้าระแวดระวังรักษาต้นทาง ที่จะไปสู่เขาวงกต เพื่อมิให้ผู้ใดไปรบกวน พระเวสสันตรในการบำเพ็ญพรต เว้นแต่ทูต จากเมืองสีวีที่จะมาทูลเชิญเสด็จกลับนครเท่านั้น ที่จะยอมให้ผ่านเข้าไปได้ เมื่อเสด็จไปถึงบริเวณสระโบกขรณีอันเป็นที่ ร่มรื่นสบาย พระเวสสันดร พระนางมัทรี ตลอดจน พระ โอรสธิดา ก็ผนวชเป็นฤาษี บำเพ็ญพรตภาวนาอยู่ ณ ที่นั้น โดยมีพรานป่า เจตบุตรคอยรักษาต้นทาง ณ ตำบลบ้านทุนนวิฐ เขตเมืองกลิงคราษฏร์

               มีพราหมณ์เฒ่าชื่อ ชูชก หาเลี้ยงชีพด้วยการ ขอทาน ชูชก ขอทานจนได้เงินมามาก จะเก็บไว้ เองก็กลัวสูญหาย จึงเอาไปฝากเพื่อนพราหมณ์ไว้ อยู่มาวันหนึ่ง ชูชกไปหาพราหมณ์ที่ตน ฝากเงินได้ จะขอเงินกลับไป ปรากฎว่า พราหมณ์นั้นนำเงินไปใช้หมดแล้ว จะหา มาใช้ให้ชูชกก็หาไม่ทัน จึงจูงเอาลูกสาวชื่อ อมิตตดา มายกให้แก่ชูชก พราหมณ์กล่าว แก่ชูชกว่า "ท่านจงรับเอาอมิตตดาลูกสาว เราไปเถิด จะเอาไปเลี้ยงเป็นลูกหรือภรรยา หรือจะเอาไปเป็น ทาสรับใช้ปรนนิบัติก็สุด แล้วแต่ท่านจะเมตตา" ชูชกเห็นนางอมิตตดาหน้าตาสะสวย งดงามก็หลงรัก จึงพานางไปบ้าน เลี้ยงดู นางในฐานะภรรยา นางอมิตตดาอายุ ยังน้อย หน้าตางดงาม และมีความกตัญญู ต่อพ่อแม่ นางจึงยอมเป็นภรรยาชูชกผู้แก่ เฒ่า รูปร่างหน้าตาน่ารังเกียจ อมิตตดา ปรนนิบัติชูชกอย่างภรรยาที่ดีจะพึงกระทำ ทุกประการ นางตักน้ำ ตำข้าว หุงหาอาหาร ดูแลบ้านเรือนไม่มีขาดตกบกพร่อง ชูชกไม่เคย ต้องบ่นว่าหรือตักเตือนสั่งสอนแต่ อย่างใดทั้งสิ้น ความประพฤติที่ดีเพียบพร้อมของนาง อมิตตดาทำให้เป็นที่สรรเสริญของบรรดา พราหมณ์ทั้งหลายในหมู่บ้านนั้น ในไม่ช้า บรรดาพราหมณ์เหล่านั้นก็พากันตำหนิ ติเตียนภรรยาของตนที่มิได้ประพฤติตนเป็น แม่บ้านแม่เรือนอย่างอมิตตดา บางบ้านก็ถึง กับทุบตีภรรยาเพื่อให้รู้จักเอาอย่างนาง เหล่านางพราหมณีทั้งหลายได้รับความ เดือดร้อน ก็พากันโกรธแค้นนางอมิตตดา ว่าเป็นต้นเหตุ วันหนึ่ง ขณะที่นางไปตักน้ำ ในหมู่บ้าน บรรดานางพราหมณีก็รุมกัน เย้ยหยันที่นางมีสามีแก่ หน้าตาน่าเกลียด อย่างชูชก นางพราหมณีพากันกล่าวว่า "นางก็อายุน้อย หน้าตางดงาม ทำไมมา ยอมอยู่กับเฒ่าชรา น่ารังเกียจอย่างชูชก หรือว่ากลังจะหาสามีไม่ได้ มิหนำซ้ำยังทำ ตนเป็นกาลกิณี พอเข้ามาในหมู่บ้านก็ทำให้ ชาวบ้านสิ้นความสงบสุข เขาเคยอยู่กันมาดีๆ พอนางเข้ามาก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า หาความสงบ ไม่ได้ นางอย่าอยู่ในหมู่บ้านนี้เลย จะไปไหนก็ไปเสียเถิด" ไม่เพียงกล่าววาจาด่าทอ ยังพากันหยิก ทึ้งทำร้ายนางอมิตตดา จนนางทนไม่ได้ ต้องหนีกลับบ้านร้องไห้ มาเล่าให้ชูชกฟัง ชูชกจึงบอกว่า ต่อไปนี้นางไม่ต้องทำการ งานสิ่งใด ชูชกจะเป็นฝ่ายทำให้ทุกอย่าง นางอมิตตดาจึงว่า "ภรรยาที่ดีจะทำเช่นนั้น ได้อย่างไร จะปล่อยให้สามีมาปรนนิบัติรับใช้ เราทำไม่ได้หรอก ลูกหญิงที่พ่อแม่อบรมสั่งสอน มาดี ย่อมจะไม่นั่งนอนอยู่เฉยๆ ดีแต่ชี้นิ้วให้ผู้ อื่นปรนนิบัติตน นี่แน่ะ ชูชก ถ้าท่านรักเราจริง ท่านจงไปหาบริวารมาปรนนิบัติรับใช้เราดีกว่า" ชูชกได้ฟังดังนั้นก็อัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะไปหา ข้าทาสหญิงชายมาจากไหน นางอมิตตดา จึงแนะว่า "ขณะนี้ พระเวสสันดรเสด็จออกมา จากเมืองสีวี มาทรงบำเพ็ญพรตอยู่ในป่า เขาวงกต พระองค์เป็นผู้ใฝ่ในการบริจาคทาน ท่านจงเดินทางไปขอบริจาคพระชาลีกัณหา โอรสธิดาของพระเวสสันดรมาเป็นข้าทาส ของ เราเถิด" ชูชกไม่อยากเดินทางไปเลยเพราะกลัว อันตรายในป่า แต่ครั้นจะไม่ไปก็กลัวนาง อมิตตดาจะทอดทิ้ง ไม่ ยอมอยู่กับตน

             ในที่สุดชูชกจึงตัดสินใจเดินทางไปเขา วงกตเพื่อทูลขอพระชาลีกัณหา เมื่อไปถึงบริเวณปากทางเข้าสู่เขาวงกต ชูชกก็ได้พบพรานเจตบุตรผู้รักษาปากทาง หมาไล่เนื้อที่พราน เลี้ยงไว้พากันรุมไล่ต้อน ชูชกขึ้นไปจนมุมอยู่บนต้นไม้ เจตบุตรก็เข้า ไปตะคอกขู่ ชูชกนั้น เป็นคนมีไหวพริบ สังเกตดูเจตบุตรก็รู้ว่าเป็นคนซื่อสัตย์ มีฝีมือเข้มแข็ง แต่ขาดไหวพริบ จึงคิด จะใช้วาาจาลวง เจตบุตรให้หลงเชื่อ พาตนเข้าไปพบพระเวสสันดรให้ได้ ชูชก จึงกล่าวแก่เจตบุตรว่า "นี่แนะ เจ้าพราน ป่าหน้าโง่ เจ้าหารู้ไม่ว่าเราเป็นใคร ผู้อื่นเขา จะเดินทางมาให้ยากลำบากทำไมจนถึงนี่ เรามาในฐานะทูต ของพระเจ้าสญชัย เจ้าเมืองสีวี จะมาทูลพระเวสสันดรว่า บัดนี้ชาวเมืองสีวีได้คิดแล้ว จะมาทูล เชิญเสด็จ กลับพระนคร เราเป็นผู้มาทูล พระองค์ไว้ก่อน เจ้ามัวมาขัดขวางเราอยู่ อย่างนี้ เมื่อไรพระเวสสันดรจะได้ เสด็จคืนเมือง" เจตบุตรได้ยินก็หลงเชื่อ เพราะมีความ จงรักภักดี อยากให้พระเวสสันดรเสด็จกลับ เมืองอยู่แล้ว จึงขอโทษชูชก จัดการหา อาหารมาเลี้ยงดูแล้วชี้ทางให้เข้าไปสู่อาศรม ที่พระเวสสันดรบำเพ็ญพรตภาวนา อยู่เมื่อ ชูชกมาถึงอาศรมก็คิดได้ว่า หากเข้าไปทูลขอ พระโอรสธิดาในขณะพระนางมัทรีอยู่ด้วย พระนางคงจะไม่ยินยอมยกให้เพราะความรัก อาลัยพระโอรสธิดา จึงควรจะรอจนพระนาง เสด็จไปหาผลไม้ในป่าเสียก่อน จึงค่อยเข้า ไปทูลขอต่อพระเวสสันดรเพียงลำพัง ในวันนั้น พระนางมัทรีทรงรู้สึกไม่สบาย พระทัยเป็นอย่างยิ่ง เพราะในตอนกลางคืน พระนางทรงฝันร้าย ว่า มีบุรุษร่างกายกำยำ ถือดาบ มาตัดแขนซ้าวขวาของพระนางขาด ออกจากกาย บุรุษนั้นควักดวงเนตร ซ้ายขวา แล้วยังผ่าเอาดวงพระทัยพระนางไปด้วย พระนางมัทรีทรงสังหรณ์ว่าจะมีเหตุร้าย เกิดขึ้น จึงทรง ละล้าละลังไม่อยากไปไกลจาก อาศรม แต่ครั้นจะไม่เสด็จไปก็จะไม่มีผลไม้ มาให้พระเวสสันดรและโอรส ธิดาเสวย พระนางจึงจูงโอรสธิดาไปทรงฝากฝังกับ พระเวสสันดรขอให้ทรงดูแล ตรัสเรียกหา ให้เล่นอยู่ ใกล้ๆ บรรณศาลา พร้อมกับเล่า ความฝันให้พระเวสสันดรทรงทราบ พระเวสสันดรทรงหยั่งรู้ว่าจะมีผู้มาทูลขอ พระโอรสธิดา แต่ครั้นจะบอกความตามตรง พระนางมัทรีก็คงจะทนไม่ได้ พระองค์เองนั้น ตั้งพระทัยมั่นว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติทุกสิ่ง ทุกประการในกายนอกกาย แม้แต่ชีวิตและ เลือดเนื้อของพระองค์ หากมีผู้มาทูลขอ ก็จะ ทรงบริจาคให้โดยมิได้ทรงเสียดายหรือหวาดหวั่น

               พระเวสสันดรจึงตรัสกับพระนางมัทรีว่าจะดูแล พระโอรสธิดาให้ พระนางมัทรีจึงเสด็จไปหา ผลไม้ในป่าแต่ลำพัง ครั้นชูชกเห็นได้เวลาแล้ว จึงมุ่งมาที่อาศรม ได้พบพระชาลีพระกัณหาทรงเล่นอยู่หน้าอาศรม ก็แกล้งขู่ ให้สองพระองค์ตกพระทัยเพื่อข่มขวัญ ไว้ก่อน แล้วชูชกพราหมณ์เฒ่าก็เข้าไปเฝ้า พระเวสสันดร กล่าว วาจากราบทูลด้วยโวหาร อ้อมค้อมลดเลี้ยว ชักแม่น้ำทั้งห้า เพื่อทูลขอ พระโอรสธิดาไปเป็นข้าช่วงใช้ ของตน พระเวสสันดรทรงมีพระทัยยินดีที่จะทรง กระทำบุตรทาน คือการบริจาคบุตรเป็นทาน อันหมายถึงว่า พระองค์เป็นผู้สละกิเลส ความหวงแหนในทรัพย์สมบัติทั้งปวง แม้กระทั่งบุคคลอันเป็นที่รัก ก็สามารถสละ เป็นทานเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ แต่พระองค์ทรงผัดผ่อนต่อชูชกว่า ขอให้ พระนางมัทรีกลับมาจากป่า ได้ร่ำลาโอรสธิดา เสียก่อนชูชกก็ไม่ ยินยอม กลับทูลว่า "หากพระนางกลับมา สัญชาตญาณแห่งมารดา ย่อมจะทำให้พระนางหวงแหนห่วงใย พระโอรสธิดา ย่อมจะไม่ทรงให้พระโอรส ธิดาพรากจากไปได้ หากพระองค์ทรง ปรารถนาจะบำเพ็ญทานจริง ก็โปรดยก ให้หม่อมฉันเสียแต่บัดนี้เถิด" พระเวสสันดรจนพระทัยจึงตรัสเรียกหา พระโอรสธิดา แต่พระชาลีกัณหาซึ่งแอบฟัง ความอยู่ใกล้ๆ ได้ ทราบว่า พระบิดาจะยกตน ให้แก่ชูชก ก็ทรงหวาดกลัว จึงพากันไปหลบ ซ่อน โดยเดินถอยหลังลงสู่สระบัว เอาใบบัว บังเศียรไว้ ชูชกเห็นสองกุมารหายไป จึงทูล ประชดประชันพระเวสสันดรว่า ไม่เต็ม พระทัย บริจาคจริง ทรงให้สัญญาณสอง กุมารหนีไปซ่อนตัวเสียที่อื่น พระเวสสันดร จึงทรงต้องออกมาตามหาพระชาลีกัณหา ครั้นทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าเดินขึ้นมา จากสระ จึงตรัสเรียกพระโอรสธิดาว่า "ชาลีกัณหา เจ้าจงขึ้นมาหาพ่อเถิด หากเจ้า นิ่งเฉยอยู่ พราหมณ์เฒ่าก็จะเยาะเย้ยว่าพ่อนี้ ไร้วาจาสัตย์ พ่อตั้งใจจะบำเพ็ญทานบารมี เพื่อสละละกิเลสให้บรรลุพระโพธิญาณ จะได้เป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ในภาย ภาคหน้า ให้พ้นจากทุกข์แห่งการเวียนว่าย ตายเกิด เจ้าจงมาช่วยพ่อประกอบการบุญ เพื่อบรรลุ ผล คือ พระโพธิญาณนั้นเถิด" ทั้งสองกุมารทรงได้ยินพระบิดาตรัสเรียก ก็ทรงรำลึกได้ถึงหน้าที่ของบุตรที่ดี ที่ถึง เชื่อฟังบิดามารดา รำลึกได้ถึงความ พากเพียรของพระบิดาที่จะประกอบ บารมีเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลส ทั้งยังรำลึกถึง ขัตติยมานะว่าทรงเป็น โอรสธิดากษัตริย์ ไม่สมควรจะหวาดกลัว ต่อสิ่งใด จึงเสด็จขึ้นมาจากสระบัว พระบิดาก็จูงทั้งสองพระองค์มาทรงบริจาค เป็นทานแก่ชูชก ชูชกครั้นได้ตัวพระชาลีกัณหาเป็นสิทธิ ขาดแล้ว ก็แสดงอำนาจฉุดลากเอาสอง กุมารเข้าป่าไป เพื่อจะให้ เกิดความยำเกรง ตน พระเวสสันดรทรงสงสารพระโอรสธิดา แต่ก็ไม่อาจทำประการใดได้ เพราะทรง ถือว่า ได้บริจาคเป็นสิทธิแก่ชูชกไปแล้ว

              ครั้นพระนางมัทรีทรงกลับมาจากป่า ในเวลาพลบค่ำ เที่ยวตามหาโอรสธิดา ไม่พบ ก็มาเฝ้าทูลถามจาก พระเวสสันดร พระเวสสันดรจะทรงตอบความจริงก็เกรงว่า นางจะทนความเศร้าโศกมิได้ จึงทรงแกล้ง ตำหนิว่า นางไปป่าหาผลไม้ กลับมาจน เย็นค่ำ คงจะรื่นรมย์มากจนลืมนึกถึง โอรสธิดาและสวามีที่คอยอยู่ พระนางมัทรี ได้ทรงฟัง ก็เสียพระทัย ทูลตอบว่า "เมื่อหม่อมฉันจะกลับอาศรม มีสัตว์ ร้ายวนเวียนดักทางอยู่ หม่อมฉันจะมา ก็มามิได้จนเย็นค่ำ สัตว์ร้ายเหล่านั้น จึงจากไป หม่อมฉันมีแต่ความสัตย์ซื่อ มิได้เคยจึกถึงความสุขสบายส่วนตัวเลย แม้แต่น้อยนิด บัดนี้ลูกของหม่อมฉันหายไป จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็มิทราบ หม่อมฉัน จะเที่ยวติดตามหาจนกว่าจะ พบลูก" พระนางมัทรีทรงออกเที่ยวตามหาพระชาลี กัณหาตามรอบบริเวณศาลา เท่าไรๆ ก็มิได้ พบจนในที่สุด พระนางก็สิ้นแรง ถึงกับสลบไป พระเวสสันดรทรงเวทนา จึงทรงนำน้ำเย็นมา ประพรมจนนางฟื้นขึ้น ก็ ตรัสเล่าว่าได้บริจาค โอรสธิดาแก่พราหมณ์เฒ่าไปแล้ว ขอให้ พระนางอนุโมทนาในทานบารมีที่ทรงกระทำ ไปนั้นด้วยบุตรทานที่พระราชสวามีทรงบำเพ็ญ และมีพระทัยค่อยบรรเทาจากความโศกเศร้า

              ฝ่ายท้าวสักกะเทวราชทรงเล็งเห็นว่า หากมี ผู้มาทูลขอพระนางมัทรีไป พระเวสสันดร ก็จะทรงลำบาก ไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้เต็ม ความปรารถนา เพราะต้องทรงแสวงหาอาหาร ประทังชีวิต ท้าวสักกะจึงแปลงองค์เป็นพราหมณ์ มาขอรับบริจาคพระนางมัทรี พระเวสสันดร ก็ทรงปิติยินดีที่จะได้ประกอบทารทานคือการ บริจาคภรรยาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น พระนาง มัทรีก็ทรงเต็มพระทัยที่จะได้ทรงมีส่วน ในการ บำเพ็ญทานบารมีตามที่พระเวสสันดร ทรงตั้งพระทัยไว้ เมื่อได้รับบริจาคแล้ว ท้าวสักกะก็ทรงกลับ คืนร่างดังเดิม และตรัสสรรเสริญอนุโมทนา ในกุศลแห่งทาน บารมีของพระเวสสันดร แล้วถวายพระนางมัทรีกลับคืนแด่พระเวสสันดร พระเวสสันดรจึงได้ทรงประกอบบุตรทารทาน อันยากที่ผู้ใดจะกระทำได้ สมดังที่ได้ตั้งพระทัย ว่าจะบริจาคทรัพย์ของพระองค์ เพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น โดยปราศจากความหวงแหนเสียดาย ฝ่ายชูชกพาสองกุมารเดินทางมาในป่า ระหกระเหินได้รับความลำบากเป็นอันมาก และหลงทางไปจนถึง เมืองสีวี บังเอิญผ่าน ไปหน้าที่ประทับพระเจ้าสญชัย ทรงทอด พระเนตรเห็นพระนัดดาทั้งสองก็ทรงจำได้ จึงให้เสนาไปพาเข้ามาเฝ้า ชูชกทูลว่า พระเวสสันดรทรงบริจาคพระชาลีกัณหา ให้เป็นข้าทาสของตนแล้ว บรรดาเสนาอำมาตย์และประชาชนทั้งหลาย ต่างก็พากันสงสารพระกุมารทั้งสอง และ ตำหนิพระเวสสันดรที่มิได้ทรงห่วงใย พระโอรสธิดา พระชาลีเห็นผู้อื่นพากัน ตำหนิติเตียนพระบิดา จึงทรงกล่าวว่า "เมื่อพระบิดาเสด็จไปผนวชอยู่ในป่า มิได้ทรงมีสมบัติใดติดพระองค์ไป แต่ทรงมีพระทัยแน่วแน่ที่จะ สละกิเลส ไม่หลงใหลหวงแหนในสมบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้บุคคลอันเป็นที่รักก็ย่อมสละได้เพื่อประโยชน์ แก่ผู้อื่น เพราะทรงมีพระทัยมั่นในพระโพธิญาณ ในภายหน้า ความรัก ความหลง ความโลภ ความโกรธ เป็นกิเลสที่ขวางกั้นหนทางไปสู่ พระโพธิญาณ พระบิดาของหม่อมฉันสละกิเลส ได้ดังนี้จะมาตำหนิติเตียน พระองค์หาควรไม่" พระเจ้าสญชัยได้ทรงฟังดังนั้นก็ยินดี จึงตรัสเรียกพระชาลีให้เข้าไปหา แต่พระชาลี ยังคงประทับอยู่กับ ชูชก และทูลว่า พระองค์ ยังเป็นทาสของชูชกอยู่ พระเจ้าสญชัยจึงขอไถ่ สองกุมารจากชูชก พระชาลี ตรัสว่า พระบิดา ตีค่าพระองค์ไว้พันตำลึงทอง แต่พระกัณหานั้น เป็นหญิง พระบิดาจึงตีค่าตัวไว้สูง เพื่อมิให้ ผู้ใดมาไถ่ตัวหรือซื้อขายไปได้ง่ายๆ พระกัณหา นั้นมีค่าตัวเท่ากับทรัพย์เจ็ดชีวิตเจ็ดสิ่ง เช่น ข้าทาส หญิงชาย เป็นต้น สิ่งละเจ็ดร้อย กับทองคำอีกร้อยตำลึง พระเจ้าสญชัยก็โปรดให้เบิกสมบัติท้องพระคลัง มาไถ่ตัวพระนัดดาจากชูชก และโปรดให้จัด ข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูชูชก เพื่อตอบแทนที่พาพระนัดดากลับมาถึงเมือง

               ชูชกพราหมณ์เฒ่าขอทาน ไม่เคยได้บริโภค อาหารดีๆ ก็ไม่รู้จักยับยั้ง บริโภคมาจนทนไม่ไหว ถึงแก่ ความตายในที่สุด พระเจ้าสญชัยโปรด ให้จัดการศพแล้วประกาศหาผู้รับมรดกก็หา มีผู้ใดมาขอรับไม่ หลังจากนั้น พระเจ้าสญชัย จึงตรัส สั่งให้จัดกระบวนเสด็จเพื่อไปรับ พระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับคืนสู่ เมืองสีวี เพราะบรรดาประชาชนก็พากันได้คิดว่า พระเวสสันดรได้ทรงประกอบทานบารมี อันยิ่งใหญ่ กว่าทั้งหลายทั้งปวง ก็เพื่อประโยชน์ แห่งผู้คนทั้งหลาย หาใช่เพื่อพระองค์เองไม่ เมื่อกระบวนไปถึงอาศรมริมสระโบกขรณี กษัตริย์ทั้งหกก็ทรงได้พบกันด้วยความโสมนัส ยินดี พระเจ้าสญชัยจึงตรัสบอกพระเวสสันดร ว่าประชาชนชาวสีวีได้เห็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว และพากันร่ำร้องได้ ทูล เชิญเสด็จกลับเมืองสีวี พระเวสสันดร พระนางมัทรี และพระชาลี กัณหาจึงได้เสด็จกลับเมือง พระเจ้าสญชัย ทรงอภิเษก พระ เวสสันดรขึ้นครองเมืองสืบ ต่อไป ครั้นได้เป็นพระราชาแห่งสีวี พระเวสสันดรก็ทรงยึดมั่นในการประกอบ ทานบารมี ทรงตั้งโรงทานบริจาคเป็นประจำ ทุกวัน ชาวเมืองสีวีตลอดจนบ้านเมืองใกล้เคียง ก็ได้รับพระ เมตตากรุณา มีความร่มเย็นเป็นสุข ชาวเมืองต่างก็เอื้อเฟื้อช่วยเหลือกันมิได้โลภ กระหายในทรัพย์สมบัติ ต่างก็มีจิตใจผ่องใสเป็น สุข เหมือนดังที่พระเวสสันดรทรงตั้งพระปณิธาน ว่า พระองค์จะทรงบริจาคทรัพย์สมบัติทั้งปวง เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ด้วยทรัพย์ทั้งหลาย ทำให้เกิดกิเลส คือความโลภ ความหลงหวงแหน เมื่อบริจาคทรัพย์แล้ว ผู้รับก็จะได้ประโยชน์ จากสิ่งนั้น และมีความชื่นชม ยินดี ผู้ให้ก็จะ อิ่มเอมใจว่าได้ทำประโยชน์แก่ผู้อื่น เกิดความ ปิติยินดีเช่นกัน ทั้งผู้ให้และผู้รับย่อมได้รับ ความสุขความพึงพอใจดังนี้

 1.กัณฑ์ทศพร
- เป็นสำนวนของกรมพระปรมานุชิตชิโนสร
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์คือ สาธุการ มี 19 คาถา
- กล่าวถึงการอภิเษกของพระเจ้ากรุงสญชัยแห่งแคว้นสีพีกับพระนางผุสดีพระธิดาพระเจ้ากรุงมัทราช ซึ่งในอดีตชาติเคยบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เป็นมเหสีพระพระอินทร์ เมื่อจุติจากสวรรค์ได้ทูลขอพร 10 ประการและได้เป็นพุทธมารดาสมปรารถนา
พร ๑๐ ข้อนั้นมีดังนี้
๑.ขอให้เกิดในกรุงมัททราช แคว้นสีพี

๒.ขอให้มีดวงเนตรคมงามและดำขลับดั่งลูกเนื้อทราย
๓.ขอให้คิ้วคมขำดั่งสร้อยคอนกยูง
๔. ขอให้ได้นาม "ผุสดี" ดังภพเดิม
๕.ขอให้มีพระโอรสเกริกเกียรติที่สุดในชมพูทวีป
๖. ขอให้พระครรภ์งามไม่ป่องนูนดั่งสตรีสามัญ
๗. ขอให้พระถันเปล่งปลั่งงดงามไม่ยานคล้อยลง
๘.ขอให้เส้นพระเกศาดำขลับตลอดชาติ
๙.ขอให้ผิดพรรณละเอียดบริสุทธิ์ดุจทองคำธรรมชาติ
๑๐.ขอให้ได้ปลดปล่อยนักโทษที่ต้องอาญาประหารได้
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์ทศพร ผู้นั้นจะได้รับทรัพย์สมบัติดังปรารถนาถ้าเป็นสตรีจะได้สามีเป็นที่ชอบเนื้อเจริญใจบุรุษจะได้ภรรยาเป็นที่ต้องประสงค์อีกเช่นเดียวกันจะได้บุตรหญิงชายเป็นคนว่านอนสอนง่ายมีรูปกายงดงามมีความประพฤติดีกิริยาเรียบร้อยทุกประการฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
การทำบุญจักให้สำเร็จสมประสงค์ต้องอธิษฐานจิตตั้งเป้าหมายชีวิตที่ตนปรารถนาไว้ ความปรารถนาที่จะสำเร็จสมดังตั้งใจผู้นั้นต้องมีศีลบริบูรณ์ กล่าวคือ
๑. ต้องกระทำความดี
๒.ต้องรักษาความดีนั้นไว้
๓. หมั่นเพิ่มพูนความดีให้มากยิ่งขึ้น

 

 

2.กัณฑ์หิมพานต์
- เป็นสำนวนของ กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ ดวงพระธาตุ มี 134 พระคาถา
- กล่าวถึงการประสูติของ “พระเวสสันดร” พระราชโอรสของพระนางผุสดีกับพระเจ้ากรุงสญชัยโดยวันเดียวกันนั้นช้างเผือกชื่อ “ปัจจัยนาค” ได้ถือกำเนิดที่โรงช้างต้น พระเวสสันดรได้อภิเษกสมรสกับพระนางมัทรีและมีพระราชโอรสนาม “ชาลี” กับพระธิดานาม "กัณหา"และมี ๘ พราหมณ์คน จากเมืองกลิงครัฐ มาทูลขอช้างปัจจัยนาค และพระเวสสันดรทรงโปรดยกให้ เป็นเหตุให้พระเวสสันดรถูกขับออกจากวัง
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์หิมพานต์ย่อมได้สิ่งปรารถนาทุกประการครั้นตายแล้วได้ไปบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์ เสวยสมบัติอันมโหฬารมีบริวารแวดล้อมบำรุงบำเรออยู่เป็นนิตย์จุติจากสวรรค์แล้วจะลงมาเกิดในตระกูลขัตติยะมหาศาล หรือตระกูลพราหมณ์มหาศาลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์ศฤงคาร บริวารมากมายนานาประการ เช่น โค กระบือ ช้าง ม้า รถยานพาหนะจะนับจะประมาณมิได้ประกอบด้วยสุขกายสบายใจทุกอิริยาบถฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑.คนดีเกิดมานำพาโลกให้ร่มเย็น
๒. โลกต้องการผู้เสียสละมิฉะนั้นหายนะจะบังเกิด
๓. การทำดีย่อมมีอุปสรรค "มารไม่มีบารมีไม่มามารยิ่งมาบารมียิ่งแก่กล้า"
๔. จุดหมายแห่งการเสียสละอยู่ที่พระโพธิญาณมิหวั่นไหวแม้จะได้รับทุกข์

3.ทานกัณฑ์
- เป็นสำนวนของสำนักวัดถนน
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือพญาโศก มี 209 คาถา
กล่าวถึงพระราชมารดา รับอาสาไปทูลวิงวอนขอโทษพระเจ้ากรุงสัญชัยให้ทรงลดหย่อนผ่อนโทษแต่ไม่สำเร็จ จากนั้นพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญมหาทาน เรียกว่า "สัตตสดกมหาทาน" แล้วทูลลาพระชนกชนนี ทรงขึ้นราชรถเวียนรอบเมือง มีพราหมณ์ ๔คนมาทูลขอม้าและราชรถพระองค์ก็เปลื้องปลดพระราชทานให้
เนื้อเรื่อง
พระเจ้ากรุงสัญชัยจำต้องเนรเทศพระราชโอรสด้วยเสียพระทัยนักพระนางผุสดีทูลขออภัยโทษก็มิเป็นผลสำเร็จ พระเวสสันดรทูลลาพระมารดาพระบิดาและขอบริจาคทานให้พิธีสัตตสตกมหาทาน คือ ช้าง ม้า โคนม รถม้า ทาสและทาสี อย่างละ๗๐๐ บริจาคให้คนทั่วไป
สัตตสตกมหาทานนั้น คือ ช้าง ๗๐๐ เชือก ม้า ๗๐๐ ตัว โคนม๗๐๐ ตัว รถม้า ๗๐๐ คัน นารี ๗๐๐ นาง ทาส ๗๐๐ คน ทาสี ๗๐๐ คน ผ้าอาภรณ์ ๗๐๐ชิ้น
เสด็จออกจากนครพระนางมัทรีพาพระโอรสและพระธิดาตามเสด็จออกป่าด้วยมิทรงยอมอยู่ในวังแม้พระเวสสันดรจะยับยั้งห้ามปรามมิให้มาตกระกำลำบากด้วยกันในป่า
ระหว่างทางที่เสด็จขึ้นราชรถทองไปนั้นมีพราหมณ์วิ่งมาทูลขอม้าบ้าง ขอราชรถบ้าง พระเวสสันดรก็ยกให้ทั้งสิ้นในที่สุดจึงต้องทรงอุ้มพระโอรสและพระธิดาเสด็จเข้าป่าไป
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์ทานกัณฑ์จะบริบูรณ์ด้วยแก้วแหวนเงินทอง ทาส ทาสี และสัตว์สองเท้าสี่เท้าครั้นตายแล้วจะได้ไปเกิดในฉกามาพจรสวรรค์ มีนางเทพอัปสรแวดล้อมมากมายเสวยสุขอยู่ในปราสาทสร้างด้วยแก้ว ๗ ประการ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑.ความรักของแม่ ความห่วงของเมีย
๒.โทษทัณฑ์ของการเป็นหม้าย คือถูกประนามหยามหมิ่นอาจถึงจบชีวิตด้วยการก่อกองไฟให้รุ่งโรจน์แล้วโดดฆ่าตัวตาย
๓.เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม พึงยอมเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว
๔. ยามบุญมีเขาก็ยกยามตกต่ำเขาก็หยาม ชีวิตมีทั้งชื่นบานและขื่นขม

4.กัณฑ์วนปเวสน์
- เป็นสำนวนของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ พญาเดิน มี 57 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
กล่าวถึงกษัตริย์ทั้ง 4 เมื่อเสด็จไปถึงมาตุลนคร บรรดากษัตริย์ได้ทูลเชิญให้พระเวสสันดรครองเมืองแต่พระเวสสันดรได้ทรงปฏิเสธ พระเจ้าเจตราษฎร์จึงให้เจตบุตรพรานป่าไปดูแลมิให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้าไปรบกวนพระเวสสันดร ซึ่งเมื่อเสด็จไปจนถึงเขาวงกต ได้พบพระอาศรมที่พระอินทร์สั่งให้พระวิศรรมเทพบุตรมาเนรมิตรไว้ให้ พระนางมัทรีและชาลีกุมาร กัณหากุมารีต่างก็เหน็ดเหนื่อยสะอื้นไห้ด้วยความลำบากยากเข็ญ พระเวสสันดรจึงทรงเปลี่ยนเครื่องทรงเป็นนุ่งห่มของนักบวช พระนางมัทรีก็ทรงบวชเป็นดาบสินี บำเพ็ญศีลกันในป่าอยู่ที่อาศรม พระนางมัทรีต้องปัดกวาดอาศรมทุกวันแล้วก็หาผลไม้ในป่า ตักน้ำมาเตรียมไว้ ในป่านั้นอุดมด้วยผลไม้นานาชาติ มีสระโบกขรณีน้ำสะอาดใสไหลเย็น มีพฤกษาร่มรื่นและมีดอกไม้หอมหวลทั่วทั้งป่าราวกับวิมานทิพย์
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์เทศน์วนประเวศน์จะได้รับความสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า จะได้เป็นบรมกษัตริย์ในชมพูทวีปเป็นผู้ทรงปรีชา เฉลียวฉลาด สามารถปราบอริราชศัตรูให้ย่อยยับไปฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑. ยามเห็นใจ ยามจน ยามเจ็บ ยามจากเป็นยามที่ควรจะได้รับความเหลียวแล
๒. ผลดีของมิตรแท้ คือ ไม่ทอดทิ้งในยามเพื่อนทุกข์ ช่วยอุ้มชูยามเพื่อนอ่อนล้า ช่วยฉุดดึงยามเพื่อนตกต่ำ
๓. น้ำใจของคนดี หากรู้ชัดว่าปกติสุขของคนส่วนมากจะตั้งอยู่ได้ เพราะการเสียสละของตน ก็สมัครสลัดโอกาสและโชคลาภอันจะพึงได้ ด้วยความชื่นชม

5.กัณฑ์ชูชก
- เป็นสำนวนของพระมุนี (ด้วง) วัดสังข์กระจาย
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ เซ่นเหล้า มี 79 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
กล่าวถึงชูชกพราหมณ์ชราชาวเมืองกลิงคราษฎร์ มีภรรยาสาวชื่อนางอมิตตดา ซึ่งปรนนิบัติชูชกอย่างดี พราหมณ์หนุ่มจึงพากันอิจฉาด่าทอ ทุบตีภรรยาที่ไม่ปรนนิบัติต่อตนเช่นนั้นเลย นางพราหมณีเหล่านี้นั้นโกรธแค้นจึงมารุมต่อว่านางอมิตตดาอย่างรุนแรง ด้วนเทวดาดลใจ นางจึงบังคับให้ชูชกไปขอสองกุมารจากพระเวสสันดรมารับใช้นาง ชูชกจำใจทำตามเดินทางไปเขตเขาคันธมาทน์ใช้เพทุบายหลอกพรานเจตบุตรว่าเป็นทูตมาเชิญพระเวสสันดรกลับแคว้นสีพี เจตบุตรหลงเชื่อจึงบอกทางไปเขาวงกตให้
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์ชูชกจะได้บังเกิดในตระกูลกษัตริย์ ประกอบด้วยสมบัติ อันงดงามกว่าชนทั้งหลายจะเจรจาปราศรัยก็ไพเราะเสนาะโสต แม้จะได้สามีภรรยาและบุตรธิดาก็็ล้วนแต่มีรูปทรงงดงามสอนง่าย
ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑.ของที่รักและหวงแหน ที่โบราณห้ามฝากผู้อื่นไว้คือ เงิน ม้า เมีย ยิ่งน้องเมียห้ามฝากเด็ดขาด อันตรายมาก
๒.ภรรยาที่ดีย่อมไม่ย่อหย่อนต่อหน้าที่ ข้าวดำ น้ำตัก ฟืนตอหักหา น้ำร้อน น้ำชาเตรียมไว้เสร็จ
๓.ของไม่คู่ควรย่อมมีปัญหา ตำราหิโตปเทศกล่าวว่า "ความรู้เป็นพิษเพราะเหตุที่ไม่ใช้ อาหารเป็นพิษเพราะเหตุไฟธาตุไม่ย่อย เมียสาวเป็นพิษเพราะผัวแก

6.กัณฑ์จุลพน
- เป็นสำนวนของพระบาทสมเด็จพระจอมกล้าเจ้าอยู่หัว
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ คุกพาทย์ มี 35 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
กล่าวถึง การบอกทางไปเขาวงกตให้ชูชกอย่างละเอียดของเจตบุตรพรานป่าพร้อมเลี้ยงอาหารและจัดเสบียงให้ชูชกไปกินกลางทาง
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์จุลพน แม้จะบังเกิดในปรภพใด ๆ จะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติบริวาร จะมีอุทยานอันดารดาษด้วยดอกไม้หอมตลบไป แล้วจะมีสระโบกขรณีอันเต็มไปด้วยปทุมชาติ ครั้นตายไปแล้วก็ได้เสวยทิพยสมบัติในโลกหน้าสืบไปฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑. มีอำนาจหากขาดปัญญาย่อมถูกหลอกได้ง่าย
๒. คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด
๓. ไว้ใจทาง วางใจคน จะจนใจตัว

7.กัณฑ์มหาพน
- เป็นสำนวนของพระเทพโมลี (กลิ่น)
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ เชิดกลอง มี 80 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
กล่าวถึงชูชกเมื่อเดินทางไปถึงอาศรมพระอัจจุตฤษีก็ได้ใช้เพทุบายลวงว่าจะมาสนทนาธรรมกับพระเวสสันดร พระอัจจุตฤษีหลงเชื่อจึงต้อนรับเลี้ยงดูอย่างดีแล้วแนะทางไปเขาวงกตให้อย่างละเอียด เมื่อไปถึงเป็นเวลาพลบค่ำ เฒ่าชูชกก็ซ่อนตัวบนชะง่อนเขาด้วยคิดว่า ต้องรอรุ่งเช้าให้พระนางมัทรีออกไปหาผลไม้ เพราะนางคงไม่ยอมยกลูกให้ใครแน่
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์มหาพน จะได้เสวยสมบัติในดาวดึงส์เทวโลกนั้น แล้วจะได้ลงมาเกิดเป็นกษัตริย์มหาศาล มีทรัพย์ศฤงคารบริวารมาก มีอุทยานและสนระโบกขรณีเป็นที่ประพาส เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยศักดานุภาพเฟื่องฟุ้งไปทั่วชมพูทวีป อีกทั้งจักได้เสวยอาหารทิพย์เป็นนิจนิรันดรฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑. ฉลาดแต่ขาดเฉลียว มีปัญญาแต่ขาดสติก็เสียทีพลาดท่าได้
๒. สงสารฉิบหาย เชื่อง่ายเป็นทุกข์
๓. คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ ซื้อเสื่อให้ดูลาย

 

8.กัณฑ์กุมาร
- เป็นสำนวนของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ โอดเชิดฉิ่ง มี 11 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
ค่ำคืนนั้นเอง พระนางมัทรีทรงสุบินร้ายว่า มีบุรุษผิวดำร่างสูงใหญ่นุ่งผ้าย้อมฝาด สองหูทัดดอกไม้แดง มือถือดาบใหญ่ ตรงเข้าจิกพระเกศาแล้วแทงดาบใส่ดวงพระเนตร ควักดวงตาออกไปทั้งสองข้าง จากนั้นกรีดพระอุระควักเอาพระทัยไปทั้งดวง
พระนางร้องลั่นสะดุ้งตื่นบรรทมพระวรกายสั่นสะท้าย รีบไปหาพระเวสสันดรเพื่อจะให้ทำนายฝัน แต่เมื่อเข้าไปในอาศรมพระเวสสันดรก็ตรงตรัสว่า "น้องหญิงจงเล่าความอยู่ที่ข้างนอกเถิด" พระนางมัทรีทรงทูลเล่าพระสุบินนั้นพระทัยสั่น
พระเวสสันดรทรงทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นในรุ่งเช้า แต่ทรงตรัสแก่พระนางว่าเป็นความตรากตรำลำบาก จึงทำให้เกิดธาตุวิปริตดังนี้
เมื่อรุ่งเช้าพระนางมัทรีมีลางสังหรณ์ไม่อยากเสด็จเข้าป่า จึงตรัสสั่งพระโอรสและธิดาให้อยู่ใกล้ ๆ เสด็จพ่อ ครั้นพระนางมัทรีไปแล้ว เฒ่าชูชกจึงรีบเข้าไปยังบริเวณอาศรมทันที
เมื่อพระกุมารชาลีเข้าไปถามต้อนรับ ชูชกสังเกตรู้ว่าพระกุมารเป็นเด็กฉลาด จึงทรงร้องตวาดไล่ไปด้วยหวังจะข่มให้กลัวแล้วหนีไป แล้วเฒ่าชูชกก็เข้าเฝ้าพระเวสสันดร พยายามอ้างถึงความลำบากยากเข็ญนานาประการ ในการเดินทางฝ่าอันตรายมาถึงป่านี้ ก็เพื่อขอปิยบุตรไปช่วยงานที่บ้าน เนื่องจากตนจนยากไม่มีเงินซื้อทาสได้ พระเวสสันดรทรงตรัสอนุญาต
ชาลีกุมารแอบได้ยินจึงพาน้องสาวไปซ่อนที่ใต้ใบบัวข้างสระน้ำเฒ่าชูชกเห็นเด็กทั้งสองหายไป ก็แกล้งติเตียนตัดพ้อพระเวสสันดรด้วยคำบริภาษว่า "ไหนล่ะที่พระองค์บริจาคทาน ปากยกให้แต่ไหนละเด็กร้ายทั้งสองคงจะคิดหนีไปแล้ว พระองค์มิได้มีจิตบริจาคทานตามที่ลั่นสัจจะไว้เลย" เมื่อสดับดังนั้น พระเวสสันดรจึงทรงเสด็จออกตามหาทั่วบริเวณ
ชาลีราชกุมารมิอยากให้พระราชบิดาออกร้องเรียกนานไป จึงจูงน้องออกมา
พระเวสสันดรขอให้กัณหา ชาลี ติดตามเฒ่าชูชกไปเถิด แต่ให้รอร่ำลาพระนางมัทรีก่อน
เฒ่าชูชกไม่ยอมฟัง รีบหาเชือกเถาวัลย์มาผูกมัดพระโอรสพระธิดา แล้วเอาหวายเฆี่ยนตีต่อหน้าพระเวสสันดร พลางฉุดกระชากลากไปอย่างโหดเหี้ยม
กัณหา ชาลี ถูกตีรุนแรงก็ร่ำไห้หาพระบิดาพระมารดา พระเวสสันดรทรงกันแสง แต่ก็ตั้งมั่นในสัจจะที่พระองค์ตั้งจิตไว้
ก่อนไปนั้นชูชกว่า ถ้าจะไถ่ตัวกันหาชาลีได้ต้องให้ ทาส ทาสี ช้าง ม้า โคนม ทองคำ สิ่งละ ๑๐๐ แก่ชูชก
ครั้นเมื่อเฒ่าร้ายนำตัวพระกุมารและกุมารีไปแล้ว ก็ให้เกิดอัศจรรย์ดินฟ้าวิปโยคครืนครั่น ฟ้าผ่าน่าสะพรึงกลัวไปทั่วป่าหิมพานต์
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์กุมาร ย่อมประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา ครั้นตายไปได้เกิดในฉกามาพจรสวรรค์ในสมัยพระศรีอาริยเมตไตรยมาอุบัติ ก็จะได้พบศาสนาของพระองค์จะได้ถือปฏิสนธิในตระกูลกษัตริย์ ตลอดจนได้สดับฟังพระสัทธรรมเทศนาของพระองค์ แล้วบรรลุพระอรหันตผล พร้อมปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ ด้วยบุญราศีที่ได้อบรมไว้ฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑. ความเป็นผู้รู้จักกาลเทศะ ไม่ผลีผลามเข้าไปขอรอจนพระมัทรีเข้าป่าจึงเข้าเฝ้า เพื่อของสองกุมาร เป็นเหตุให้ชูชกประสบผลสำเร็จใจสิ่งที่ตนปรารถนา ดังภาษิตโบราณว่า "ช้า ๆ จะได้พร้าเล่มงาม ด่วนได้สามผลามมักพลิกแพลง" ช้าเป็นการนานเป็นคุณ ผู้รู้จักโอกาส มีมารยาท กล้าหาญ ใจเย็น เป็นสำเร็จ
๒. พ่อแม่ทุกคนรักลูกเหมือนกัน แต่เป็นห่วงไม่เท่ากัน ห่วงหญิงมากกว่าห่วงชาย เพราะท่านเปรียบไว้ว่า "ลูกหญิงเหมือนข้าวสาร ลูกชายเหมือนข้าวเปลือก"
๓. สติ เตสัง นิวารณัง สติเป็นเครื่องป้องกันอันตรายทั้งปวงได้ ขันติ สาหสวารณา ขันติป้องกันความหุนหันพลันแล่นได้ เป็นเหตุให้พระเวสสันดรไม่ประหารชูชกด้วยพระขรรค์ เมื่อถูกชูชกประนาม
๔. วิสัยหญิงนั้น แม้จะมากอยู่ด้วยเมตตากรุณา ชอบปลดเปลื้องทุกข์แก่ผู้อื่นก็จริงอยู่ แต่เว้นอย่างเดียว ที่ผู้หญิงนั้นไม่มีวันจะสละสิ่งนั้น คือ "ลูก"

9.กัณฑ์มัทรี
- เป็นสำนวนของเจ้าพระยาพระคลัง (หน)
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ ทยอยโอด มี 90 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
กล่าวถึงพระนางมัทรีออกจากพระอาศรมไปหาผลไม้ในป่า พระทัยหวาดหวั่นด้วยประหวัดถึงสองกุมาร ผลไม้ก็หาได้ยากจนพลบค่ำกำลังจะกลับอาศรม เทวดาก็จำแลงเป็นสัตว์ร้ายขวางอยู่พระนางมัทรีต้องวิงวอนอย่างอ่อนโยนอยู่นานจึงผ่านมาได้ เมื่อกลับถึงอาศรมพระเวสสันดรมิได้แจ้งความจริงโดยทันทีด้วยเกรงว่านางจะโศกเศร้าจนไม่อาจทนทานได้ จึงกล่าวแสร้งด้วยโวหารแสดงความหึงหวง พระนางมัทรีน้องพระทัยออกเที่ยวแสวงหาสองกุมารตลอดคืนจนสลบไป พระเวสสันดรแก้ไขให้ฟื้นขึ้นแล้วตรัสบอกความจริง พระนางมัทรีจึงทรงอนุโมทนา


อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์มัทรี เกิดในโลกหน้าจะเป็นผู้มั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นผู้มีอายุยืนยาว ทั้งประกอบด้วยรูปโฉมงดงามกว่าคนทั้งหลายจะไปในที่แห่งใด
ก็จะมีแต่ความสุขความเจริญทุกหนแห่ง
ข้อคิดประจำกัณฑ์
ลูกคือแก้วตาดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ "ลูกดีเป็นที่ชื่นใจของพ่อแม่ ลูกแย่พ่อแม่ช้ำใจ" รักใครเล่าจะเท่าพ่อแม่รัก ห่วงใดเล่าจะเท่าพ่อแม่ห่วง หวงใดเล่าจะเท่าพ่อแม่หวง ให้ใครเล่าจะเท่าพ่อแม่ให้ เพราะฉะนั้นพึงเป็นลูกแก้ว ลูกขวัญ ลูกกตัญญู ที่ชาวโลกชื่นชม พรหมก็สรรเสริญฯ

10.กัณฑ์สักกบรรพ
- เป็นสำนวนของพระบาทสมเด็จพระจองเกล้าเจ้าอยู่หัว
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ กลม มี 43 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
กล่าวถึงพระอินทร์เมื่อทรงทราบถึงบุตรทานนี้ เกรงว่าจะมีผู้อื่น มาขอพระนางมัทรีจึงแปลงองค์เป็นพราหมณ์มาทูลขอเสียก่อน เมื่อพระเวสสันดรประทานให้ พระอินทร์ทรงอนุโมทนาแล้วถวายพระนางคืนพระเวสสันดร จากนั้นจึงแสดงองค์ให้ปรากฏและให้พรพระเวสสันดร 8 ประการดังนี้
1.ให้พระเจ้ากรุงสญชัยมารับกลับนคร
2.ให้ได้ช่วยนักโทษประหารให้รอดพ้นจากความตาย
3.ให้ได้เป็นที่พึ่งแก่คน 3 วัย
4.ให้มีใจยินดีต่อภรรยาตนเพียงผู้เดียว
5. ให้โอรสมีอายุยืน อำนาจมาก
6.ให้มีสรรพาหารไว้บำเพ็ญทานโดยเทวดาบรรดาลให้
7.ให้ทรัพย์ที่บริจาคทานไม่หมดสิ้นและไม่เบื่อหน่ายในการบริจาคทาน
8.ให้ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นสูงเมื่อสิ้นชีพ
หรืออีกอย่างหนึ่ง
๑. ให้ทรงได้รับอภัยโทษ
๒. ให้ทรงช่วยคนถูกฆ่าได้
๓. ให้ไพร่ฟ้าได้พึ่งพา
๔. ให้มั่นคงในมเหสี ไม่ลุ่มหลงสตรีอื่น
๕. ให้ได้สืบสันติวงศ์
๖. ให้มีสิ่งของบริจาคทานมิสิ้น
๗. ให้มีอาหารทิพย์พอเพียงทุกรุ่งเช้า
๘. ให้ได้สำเร็จพระโพธิญาณ แล้วท้าวสหัสนัยก็เนรมิตรร่างเป็นพระอินทร์เหาะขึ้นฟ้าไปทันที
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์สักกบรรพ จะได้เป็นผู้เจริญด้วยลาภยศ ตลอดจนจตุรพิธพรทั้ง ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ตลอดกาลฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
การทำดีแม้ไม่มีคนเห็น ก็เป็นความดีอยู่วันยังค่ำ ดุจทองคำแม้จะอยู่ในตู้โชว์ หรือในกำปั่นก็เป็นทองคำอยู่นั่นเอง เข้าลักษณะว่า ความ(ของ)ดีดีเด็ดเหมือนเพชรเหมือนทอง ถึงไร้เจ้าของก็เหมือนตัวยัง ถึงใส่ตู้อุด ถึงขุดหลุมฝัง ก็มีวันปลั่งอะหลั่งฉั่งชู การทำความดีแม้ไม่มีคนเห็น แต่เทพยดาอารักษ์เบื้องบนท่านย่อม

11.กัณฑ์มหาราช
- เป็นสำนวนของพระปรมานุชิตชิโนรส
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ กราวนอก มี 69 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
กล่าวถึงเมื่อชูชกพาสองกุมารหลงทางมาสู่หน้าพระลานกลางเมืองสีพี พระเจ้ากรุงสญชัยทอดพระเนตรเห็นเข้า เมื่อทรงทราบเรื่องก็ได้ทรงไถ่สองกุมารคืนตามพระเวสสันดรกำหนดค่าไว้ พระชาลีได้มีโอกาศชี้แจงเหตุผลการบำเพ็ญความดีของพระเวสสันดรต่อหน้าหมู่อำมาตย์ทั้งหลาย พระเจ้ากรุงสญชัยจึงเตรียมไพร่พลเสด็จไปรับพระเวสสันดรกลับเมือง พอดีกับที่พราหมณ์ 8 คนจากเมืองกลิงคราษฎร์นำช้างปัจจัยนาคมาคืน พระเจ้ากรุงสญชัยจึงทรงให้จัดขบวนแต่งกองเกียรติยศ ยกออกนครไปรับพระเวสสันดร กลับสู่เวียงวังด้วยทรงคิดถึงราชบุตรและสำนึกผิดแล้ว
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์มหาราชจะได้มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์จะได้เป็นพระราชา เมื่อจากโลกมนุษย์ไป ก็จะได้ไปเสวยทิพยสมบัติในฉกามาพจรสวรรค์ มีนางเทพอัปสรเป็นบริวาร ครั้นบารมีแก่กล้าก็จะได้นิพพานสมบัติ อันตัดเสียซึ่งชาติ ชรา พยาธิ มรณะ พ้นจากโอฆะทั้งสามมีกาโมฆะเป็นต้นฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ย่อมได้รับความปกป้องคุ้มครองภัยในที่ทุกสถาน

 

12.กัณฑ์ฉกษัตริย์
- เป็นสำนวนของกรมพระปรมานุชิตชิโนรส
- เพลงพิณพามย์ประจำกัณฑ์ ใช้เพลง ตระนอน มี 36 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
การเสด็จพระราชดำเนินของพระเจ้ากรุงสัญชัยและจตุรงคเสนาเป็นขบวนเสด็จ จากรุงเชตุดรนครหลวง ถึงเขาวงกตเป็นระยะทาง ๖๐ โยชน์ เท่ากับ ๙๖๐ กิโลเมตร
กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ได้มาพบกันด้วยในกลางป่า โดยมิได้คาดฝัน จึงได้ร่วมเดินทางไปยังเขาวงกตพร้อมกันกองขบวนเกียรติยศ พร้อมมโหรีและไพร่พล ก็เคลื่อนสู่ป่าด้วยเสียงอันกึกก้องลั่นป่า พระเวสสันดรเข้าพระทัยว่า กองในพระราชวังคงจะมาประหารพระองค์ จึงทรงพาพระนางมัทรีไปหลบซ่อนในพุ่มไม้ ครั้นพระเจ้ากรุงสัญชัยบอกความให้ทราบ พระนางมัทรีก็ออกมาถวายบังคม ต่างก็ร่ำไห้ด้วยสลดใจกันถ้วนทั่วในเคราะห์กรรมนี้ แม้บรรดาเสนาอำมาตย์และนางกำนัลต่างก็ร้องไห้กันทั่ว
พระราชาตรัสให้พระเวสสันดรลาผนวชกลับคืนสู่เวียงวัง พระนางผุสดีก็ขอให้พระนางมัทรีคืนสู่พระราชวังเถิด พระนางมัทรีได้แต่กันแสงสวมกอดกัณหาพระธิดา และพระโอรสชาลีไว้แนบอกด้วยทรงคิดถึงยิ่ง บริเวณป่าเต็มไปด้วยเสียงคร่ำครวญระงมจนหมดสติไปทั้งสิ้น
พระอินทร์บนสรวงสวรรค์เล็งทิพยเนตรเห็นดังนั้น จึงทรงบันดาลสายฝนให้โปรยปรายเป็นอัศจรรย์ ในป่าชุ่มชื้นด้วยในโบกขรพรรษที่มิสาดให้ผู้ใดเปียกปอน บรรดาพระราชวงศ์ก็ทรงฟื้นขึ้นมาด้วยความแช่มชื่นปราโมทย์ หลังจากนั้นได้ขอลุแก่โทษและทูลอาราธนาให้พระเวสสันดรทรงลาผนวช
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์ฉกษัตริย์ จะได้เป็นผู้เจริญด้วยพร ๔ ประการ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุก ๆ ชาติแลฯ
ข้อคิดประจำกัณฑ์
๑. พรากมีวันพบ จากมีวันเจอ จากกันยามเป็นได้เห็นน้ำใจจากกันยามตายได้เห็นน้ำตา
๒. การให้อภัยเป็นเพราะได้สำนึกเป็นเหตุให้ลบรอยร้าวฉานบันดาลสันติสุขแก่ส่วนรวม
๓. สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ผิด บรรพชิตยังรู้เผลอ ความผิดพลาดเป็นเรื่องของมนุษย์ แต่การให้อภัยเป็นวิสัยของเทวดา

 

 

13. กัณฑ์นครกัณฑ์
- เป็นสำนวนของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
- เพลงพิณพาทย์ประจำกัณฑ์ คือ กลองโยน มี 48 คาถา
- รวม 13 กัณฑ์ 1,000 พระคาถา
เนื้อเรื่อง
เมื่อพระเวสสันดรทรงลาผนวชแล้ว ทรงสั่งลาพระอาศรม รับเครื่องทรงกษัตริย์ แล้วเสด็จกลับไปครองเมืองสีพีพระเวสสันดรเสด็จขึ้นครองราชย์ครองแผ่นดิน ทำให้ไพร่ฟ้าเสนาอำมาตย์มีสุขสงบกันทั่วทั้งแคว้น ชาวเมืองต่างก็หมั่นถือศีลบำเพ็ญกุศลตามสัตย์อธิษฐานของพระเวสสันดร กษัตริย์เมืองกลิงคราฐก็นำช้างปัจจัยนาเคนทร์มาถวายคืน เพราะบ้านเมืองมีฝนตกต้องตามฤดูกาลแล้ว พระเวสสันดรก็ทรงอยู่ในทศพิธราชธรรม และยังคงทรงบริจาคทาน จนพระชนมายุได้ ๑๒๐ พรรษาจึงสวรรคตแล้วไปปรากฎอุบัติเป็นท้าวสันดุสิตเทพบุตร บนสวรรค์ชั้นดุสิตรวมระยะเวลาที่พระเวสสันดร มัทรี ชาลี กัณหา ต้องนิราศจากพระนครไปอยู่ป่า เป็นเวลา ๑ ปี ๑๕ วัน
อานิสงส์
ผู้ใดบูชากัณฑ์นครกัณฑ์ จะได้เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยวงศาคณาญาติ ข้าทาสชายหญิง ธิดาสามี หรือบิดามารดาเป็นต้น อยู่พร้อมหน้ากันโดยความผาสุก ปราศจากโรคาพาธทั้งปวง จะทำการใด ๆ ก็พร้อมเพรียงกัน ยังการงานนั้น ๆ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
ข้อคิดประจำกัณฑ์
การทำความดี ย่อมได้รับผลดีตอบแทน การใช้ธรรมะในการปกครองย่อมทำให้เกิดความสงบร่มเย็น
ข้อคิดประจำชาดก
ชาดกเรื่องนี้มีคติธรรม สั่งสอนให้คนเราเพียรประกอบคุณงามความดีโดยมิท้อถอย หากรู้จักสละทรัพย์บริจาคทานเนื่องนิจก็จะเป็นที่สรรเสริญทั่วไป คนโลภคนจิตบาปหยาบร้ายก็ต้องได้ภัยเพราะตัวเอง ดั่งชูชกนั้นเอง

 

 

 

 

การเทศน์มหาชาติ
ถือกันว่า ใครได้ฟังเทศน์มหาชาติครบทุกกัณฑ์ จะได้รับอานิสงฆ์ใหญ่
ความนิยมเทศน์ นิยมกันมาตั้งแต่ครั้ง กรุงสุโขทัย และ กรุงศรีอยุธยา เดิมแต่งเป็นภาษามคธ มีพระคาถาพันหนึ่ง เรียกว่า “ พระคาถาพัน”ปัจจุบันแต่งเป็นร่ายยาว พิธีเทศน์ของราษฎรนิยมทำกันในวันออกพรรษา (เดือน ๑๑) นิยมฟังให้จบภายในวันเดียว แต่ปัจจุบันขึ้นอยู่กับความสะดวก มิใคร่ถือฤดูกาลเป็นที่แน่นอน

เนื้อหาเรื่องเทศน์มหาชาติหรือเวสสันดรชาดก มีสาระความดีงามหลายอย่าง แต่หนักไปในทางเสียสละ ความไม่เห็นแก่ตัว เป็นเรื่องเร้าใจให้ผู้ฟังปลูกฝังนิสัยเมตตาการุณย์ และแสวงหาโอกาสสงเคราะห์ ช่วยเหลือผู้ตกยาก แม้ตนจะลำบากก็ยินดี ดังพระเวสสันดรเป็นอุทาหรณ์ คนส่วนใหญ่ได้ฟังเทศน์มหาชาติ ก็จะเกิดอุปนิสัยโน้มเอียงตามเยี่ยงของพระเวสสันดร

นั่นคือความเห็นแก่ตัวจะค่อยๆ เบาบาง หากเป็นไปได้ว่า ทั้งโลกไม่มีคนเห็นแก่ตัวเลยแล้ว โลกสมัยพระศรีอาริยเมตตไตรก็จะผ่านเข้ามาหาเอง ความทุกข์ร้อนความทุกข์ยากจะไม่มี มีแต่ความสมบูรณ์พูนสุข โดยมิต้องรอให้ตายเสียก่อนแล้วจึงไปเกิดประสบพบพานยุคพระศรีอาริย์ในชาติหน้า
การที่ชาวพุทธไทย นิยมการฟังเทศน์มหาชาติกันอย่างไม่เบื่อหน่าย นอกจากจะเพลิดเพลินในการฟัง เพราะประกอบด้วยท่วงทีลีลาทำนองที่แตกต่างกันไปแล้ว ก็เห็นจะเป็น อานิสงฆ์ของเทศน์มหาชาติ ท่านกล่าวว่า ผู้ใดได้ฟังมหาชาติครบ ๑๓ กัณฑ์ ๑,๐๐๐ พระคาถา จบในวันเดียว จะมีอานิสงฆ์ถึง ๕ ประการคือ
 
๑. จะเกิดในศาสนาพระศรีอาริยเมตตไตรย ซึ่งมาอุบัติเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต
๒. จะได้ไปสู่สุคติโลกสวรรค์ เสวยทิพย์สมบัติอันโอฬาร
๓. จะไม่ไปเกิดในอบาย เมื่อตายแล้ว
๔. จะเป็นผู้มีลาภ ยศ ไมตรี มีความสุข
๕. จะได้บรรลุมรรคผลพระนิพพาน เป็นพระอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา
เหตุที่เรียก มหาชาติเพราะเป็นการประชุมงแห่งบารมีครั้งยิ่งใหญ่ คำว่า “บารมี” หมายถึง การบำเพ็ญคุณธรรมที่จะนำไปสู่ผลสำเร็จ คือ พระโพธิญาณ ๑๐ พระชาติ
๑. พระเตมีย์ใบ้ - ทรงบำเพ็ญ เนขัมมบารมี คือ การถือบวช
๒. พระมหาชนก - ทรงบำเพ็ญ วิริยบารมี คือ ความเพียร
๓. พระสุวรรณสาม –ทรงบำเพ็ญ เมตตาบารมี คือ ความรัก ความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข
๔. พระเนมราช – ทรงบำเพ็ญ อธิษฐานบารมี คือ ความตั้งใจอันแน่วแน่
๕. พระมโหสถ – ทรงบำเพ็ญ ปัญญาบารมี คือ ความรอบรู้
๖. พระภิรทัต – ทรงบำเพ็ญ ศีลบารมี คือ สำรวมกาย วาจา ใจ
๗. พระจันทกุมาร – ทรงบำเพ็ญ ขันติบารมี คือ ความอดทน
๘. พระนารทะ -ทรงบำเพ็ญ อุเบกขาบารมี คือ การวางใจเป็นกลาง
๙. พระวิฑูรบัณฑิต – ทรงบำเพ็ญ สัจจบารมี คือ การรักษาความสัตย์ และความซื่อตรง

ด้วยความเชื่อ อันเป็นพื้นฐานดั่งเดิม มหาชาติเวสสันดรชาดกนี้ เป็นค้มภัร์แห่งมงคล เป็นคัมภีร์สำคัญคู่บ้านคู่เมือง เพราะเนื้อความเนื้อหาในท้องเรื่องนั้น มีกระแสความเมตตา การเสียสละ ความช่วยเหลือเจือจุน อยู่ในนั้น สอนให้รู้จักความโอบอ้อมอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มิเห็นแก่ตัว อันจะเป็นเหตุบันดาลให้สังคมอยู่เย็นเป็นสุข เพราะฉะนั้น จึงถือว่าผู้ใดได้สดับรับฟังศึกษาเทศน์มหาชาติ ย่อมจะเป็นแนวทางอันจะโน้มไปสู่ความสุข ความเจริญ ถึงกับมีความเลื่อมใส ยึดมั่นว่า แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง เช่น ฟังคาถาพันก็จะเกิดเป็นสิริมงคลมากมาย และมักนิยมเอาน้ำพุทธมนต์ นำพรจากพระคาถาที่พระเทศน์มาอาบและประพรมอาคารบ้านเรือน เพื่อหวังให้เกิดความสงบร่มเย็นเป้นสุขแก่สมาชิกในครอบครัว สังคม บ้านเมือง

ฉะนั้น การศึกษารับฟังเรื่องเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก ด้วยความกตัญญูรู้คุณ ด้วยการประพฤติปฏิบัติตน จำเร็ญรอยตามปฏิปทาพระโพธิสัตว์เวสสันดร นั่นคือบูชาคารวะพระองค์ท่านด้วยความเสียสละ กำจัดความเห็นแก่ตัวให้ลดลงทีละเล็กทีละน้อย จะได้ชื่อว่า เป็นผู้มีส่วนช่วยให้โลกสันนิวาส คือ สังคมมนุษย์น่าอยู่ น่าอาศัย อบอุ่นขึ้น ดังพระเวสสันดรทรงบำเพ็ญให้ดูเป็นตัวอย่างมาแล้ว

 

 

) ทานบารมี
ทรงบริจาคทรัพย์สิน ช้างม้า ราชรถ พระกุมารทั้งสองและพระมเหสี

๒) ศีลบารมี
ทรงรักษาศีลอย่างเคร่งครัด ระหว่างทรงผนวชอยู่ ณ เขาวงกต

๓) เนกขัมมบารมี
ทรงครองเพศบรรพชิตตลอดเวลาที่ประทับ ณ เขาวงกต

๔) ปัญญาบารมี
ทรงบำเพ็ญภาวนามัยปัญญาตลอดเวลาที่ทรงผนวช

๕) วิริยะบารมี
ทรงปฏิบัติธรรมมิได้ย่อหย่อน

๖) สัจจะบารมี
ทรงลั่นวาจายกสองพระกุมารให้ชูชก เมื่อพระกุมารหลบหนี ก็ทรงติดตามมาให้

๗) ขันติบารมี
ทรงอดทนต่อความยากลำบากต่างๆ ขณะที่เดินทางมายังเขาวงกต
และตลอดเวลาที่ประทับ ณ ที่นั่น
แม้เมื่อทอดพระเนตรเห็นชูชกเฆี่ยนตีพระกุมารอย่างทารุณ
พระองค์ก็ทรงข่มพระทัยไว้ได้

๘) เมตตาบารมี
เมื่อพราหมณ์เมืองกลิงคราษฏร์ มาทูลขอช้างปัจจัยนาเคนทร์
เพราะเมืองกลิงคราษฏร์ฝนแล้ง ก็ทรงพระเมตตาประทานให้
และเมื่อชูชกมูลขอสองพระกุมาร โดยอ้างว่าตนได้รับความยากลำบากต่างๆ
พระองค์ก็มีเมตตาประทานให้ด้วย

๙) อุเบกขาบารมี
เมื่อทรงเห็นสองพระกุมารถูกชูชกเฆี่ยนตี วิงวอนให้พระองค์ช่วยเหลือ
พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญอุเบกขา คือ ทรงวางเฉย
เพราะทรงเห็นว่าได้ประทานเป็นสิทธิ์ขาดแก่ชูชกไปแล้ว

๑๐) อธิษฐานบารมี
คือ ทรงตั้งมั่นที่จะบำเพ็ญบารมีเพื่อให้สำเร็จโพธิญาณเบื้องหน้า
แม้จะมีอุปสรรคก็มิได้ทรงย่อท้อ จนพระอินทร์ต้องประทานความช่วยเหลือต่างๆ

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑   ทศพร


ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา) ๑๙ คาถา
...ข้าแต่พระมหาราชะเจ้า ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาสองสวรรค์ พระราชะเจ้าหื้อพรแก่ข้าดั่งอั้น ศรีสวัสดีจุ่งมีแก่พระราชะเจ้าเทอะ คันข้าตายจาก พรากพระเจ้าไปแล้ว ขอหื้อข้าได้ไปเกิดในตระกูลอันล้ำเลิศ คือตระกูลพระยามัทราฐ มีรูปโฉมองอาจสิบหกขวบเข้าวัสสา ขอหื้อได้มาเกิดเป็นอัคคมเหษีล้ำเลิศแห่งพระยาสีวิราฐ ในปราสาทราชมณเฑียร เกิดมาเป็นฅนขอหื้อมีตาและคิ้วอันเขียวก่องงาม ดุจดั่งตาลูกเนื้อ และขอหื้อข้ามีชื่อว่าผุสสดี...
        นโม ตสฺสตฺถุ ฯผุสฺสตี วรวณฺณาเภติ อิทํ กปิลวตฺถํ อุปนิสฺสาย นิโครธาราเม วิหรนฺติ โปกฺขรวรสฺสํ อารพฺภ กเถสิ สตฺถาวาโห นายโกฯ ภควา

อันว่าพระพุทธเจ้าแห่งเราตนเป็นนายนำหมู่ นำสัตว์เข้าสู่อมตมหาเนรพาน เมื่อพระยังสถิตสำราญ อาศัยยังเมืองกปิลวัตถุราชธานี เป็นที่โคจรคามจระเดินปิณฑบาต ยังอริยาบททังสี่หื้อเป็นไป ในนิโครธารามแล้ว ก็ปรากฎเซิ่งกิริยาอันตกลงมา แห่งห่าฝนโปกขรวัสหื้อเป็นเหตุแก่ญาณประญา แล้วจิ่งประวัตติเทสนามหาเวสสันดรชาดกอันนี้ อันมีคาถาบาทต้นว่า ผุสฺสตี วรณฺณาเภ อุปตฺติ นิทาน เหตุการณ์อันพระพุทธเจ้าจักได้เทสนา ผู้มีประญาเพิงรู้ดั่งนี้เทอะ

           พระพุทธเจ้าแห่งเรา คันว่าดำรัสตรัสประญาสัพพัญญ ูเป็นครูแก่โลกแล้ว พระผ่านแผ้วก็ไปเทสนา ยังธัมมจักกัปปวัตนสูตร ในป่าอิสิปตนะมิคทายวัน อันมีในเมืองพาราณสี ออกวัสสาแล้วก็เข้าไปสู่เมืองราชคหนคร ยั้งอยู่เสี้ยงฤดูหนาว เจ้ากาฬุทายีก็ขออาราธนา พระสัตถามีหมู่ขีณาสวชาติ อรหันตาสิบหมื่นตนแวดล้อมเป็นบริวาร พระก็เข้าไปสู่เมืองกปิละวัตถุ เพื่อสังคหะญาติพี่น้อง ด้วยเจ้ากาฬุทายีเถระ วันนั้นแลฯ
           ในกาลนั้น ท้าวพระยาชาวสากยราช ก็พากันลีลาชุ่มนุมกัน ว่าเราจักได้หันเจ้าสิทธาตถ์ อันเป็นลูกหลานญาติอันประเสริฐแห่งเรา แล้วเขาก็พิจารณาหาที่อยู่ อันควรคู่ที่สำราญแห่งพระพุทธเจ้า ก็แขวดกฎหมายว่าสวนอุทยานแห่งพระยาตนพ่อ อันชื่อว่านิโครธสักกะ ควรถูก

           เนื้อเพิงใจว่าอั้นแล้ว ก็กวาดเผี้ยวประดับประดา มีมือถือคันธมาลาดอกไม้ จักไปต้อนไปรับพระพุทธเจ้า จิ่งใช้เด็กน้อยชาวเมือง ประดับประดาด้วยเครื่องทังมวลหื้อไปก่อนแล้ว ก็ใช้กุมาระกุมารีหนุ่มน้อย ประดับประดาชื่นช้อยดีงาม หื้อไปต้อนไปรับพระพุทธเจ้า ถัดเด็กน้อยลูกชาวเมือง ส่วนตัวท้าวพระยาทังหลายไปเมื่อพายลูน ปูชาด้วยคันธมาลาดอกไม้ แล้วนำพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิโครธาราม วันนั้นแล ฯ

           พระพุทธเจ้ามีหมู่อรหันตาแวดล้อมเป็นบริวาร ก็นั่งเหนืออาสนา อันท้าวพระยาหากปูไว้ ในนิโครธารามที่นั้นแล ฯ ท้าวพระยาสากยราช มีมานะแข็งด้วยเชื้อชาติ มหาสมันตราชลงมาจากันว่า เจ้าสิทธาตถ์นี้นายังหนุ่มหน้อย ถ้านเป็นหลานน้อยแห่งเรา จิ่งจากับกับบุตรีลูกเจ้า ว่าสูเจ้าจุ่งไหว้พระพุทธเจ้าเทอะนา ส่วนตูข้าจักนั่งอยู่พายหลัง ว่าอั้นแล้วเขาก็บ่ไหว้พระพุทธเจ้า นั่งอยู่วันนั้นแลฯ

           พระพุทธเจ้าก็เล็งดูอัชฌาศัย ใจแห่งท้าวพระยาทังหลาย จิ่งร่ำเพิงในใจว่า ญาติพี่น้องบ่ไหว้กู ควรตถาคตหื้อญาติทังหลายไหว้ ควรชะแล ฯ ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วก็เข้าสู่จตุตถฌาน อันเป็นเหตุแห่งอภิญญาแล้ว ก็ออกจากฌาน สยองขึ้นสู่พื้นประตูอากาศ เรี่ยรายผายลงยังผงอันติดแปดพระบาททังคู่ ตกลงสู่หัวท้าวพระยาทังหลาย แล้วก็ผายสำแดงอัจฉริยะ อันเป็นลำน้ำลำไฟเป็นคู่กันไป เหมือนปางเมื่อพระกระทำในเมืองสาวัตถี ที่ใกล้ต้นไม้ม่วงชื่อว่าคัณฑามรุกขะ วันนั้นแลฯ

           ในกาละนั้น พระยาศรีสุทโธทนะตนพ่อเล็งผ่อ หันอัศจรรย์อันนั้น จิ่งกล่าวว่า ข้าแห่งเจ้ากู ในเมื่อแม่นมอุ้มเจ้ากูไป พ่อจักหื้อไหว้ปาทะเจ้าระสี ชื่อว่ากปิละในวันเจ้ากูเกิด พ่อก็หันพระบาททังคู่ กลับขึ้นขี่อยู่เหนือหัวเจ้าระสี พ่อก็ไหว้พระบาทเจ้ากูทีนึ่งแล้ว กรียาอันพ่อไหว้เจ้าแก้วเป็นทุติยวันทา ในวันปลูกเข้า พ่อก็เอาเจ้าไปนอนอยู่เหนืออาสนา อันมีศรีสวัสดิ์ใต้ร่มไม้ชุมพูเสี้ยงวันฅ่ำ ร่มไม้อันนั้นก็บ่ผัดผันหนีไป พ่อหันอัศจรรย์ใจเหลือขนาด พ่อจิ่งไหว้พระบาทเจ้ากู เป็นตติยวันทาถ้วนสาม

เมื่อพระยาศรีสุทโธทน ไหว้ปาทะแห่งพระพุทธเจ้าตนวิลาส ท้าวพระยาสากยราชทังหลายก็บ่สมัตถาอยู่ได้ จิ่งไหว้พระพุทธเจ้าเสี้ยงชุตน พระทสพลยังญาติพี่น้อง ถ้องแถวเลือดอันเดียว มา

 

ชุ่มนุมกันในนิโครธารามบ่น้อย เป็นยอดสุดจอมซ้อยญาติทังมวล ฯ ส่วนว่าบริษัทมวลหมู่ อันมาอยู่ที่นั้น ก็ตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวกัน เพื่อจักฟังธัมม์ วันนั้นแลฯ

           ในกาละนั้น ห่าฝนชลเมฆธารา ไหลหลั่งถั่งตกลงมาซะซู่ เป็นฝนโปกขรพัสอยู่ปูนอัศจรรย์ น้ำฝนนั้นมีวัณณะอันแดงเหมือนดั่งน้ำครั่ง มีเสียงอันร้องคั่งคั่ง แล้วก็ไหลหลั่งลงใต้แผ่นดิน ฅนทังหลายฝูงใดบ่มีใจใคร่ชุ่มใคร่รำดั่งอั้น มาตราว่าต่อมน้ำนึ่งก็บ่ตั้งอยู่ในตน เหมือนดังต่อมน้ำบ่ตั้งอยู่ในเหนือใบบัวนั้นแล เหตุดั่งอั้น ฝนอันนั้นชื่อว่าโปกขรพัส บริษัททังหลายหันอัศจรรย์นั้นเกิด เป็นอันงืดมากนักหนา

           ภิกขุทังหลายก็บังเกิดยังคำจา ในธัมมสภาคะศาลาว่าสันนี้ ดูราอาวุโส ห่าฝนโปกขรพัสตกลงมา ในที่ชุมนุมญาติกาแห่งพระพุทธเจ้า ก็ด้วยอานุภาวะบุญแห่งพระพุทธเจ้านั้นแล ควรงืดอัศจรรย์ใจนักแล

           ทีนั้นพระพุทธเจ้า ได้ยินคำจาเจ้าภิกขุทังหลาย ด้วยทิพพโสตวิญญาณแห่งตน มักปลงลงยังห่าฝนแก้วคือธัมมเทสนา พระจิ่งลีลาคลาออกจาก พระคันธกุฎีพรากลงมา ด้วยพุทธลีลาองอาจ เหมือนไกรสรราชออกจากคูหา นั่งเหนืออาสนางามองอาจ แล้วจิ่งประกาศถามภิกขุทังหลายว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ท่านทังหลายมาชุ่มนุมกัน ด้วยคาถาอันใดไป่ทันแล้วบรมวล พระตถาคตะมาจวน ท่านทังหลายนั้นชา ฯ

           เมื่อนั้น เจ้าภิกขุทังหลายจิ่งขานว่า ข้าแด่พระพุทธเจ้า ผู้ข้าทังหลายมาชุ่มนุมกัน ด้วยคำจาเรื่องนี้แล้ว พระตนแก้วสัพพัญญูกล่าวว่า ดูราภิกขุทังหลาย ห่าฝนโปกขรพัสตกลงมา ในที่ชุ่มนุมญาติกาพระตถาคตะ ในชาติเดียวนี้บ่มีเลย แม้ในชาติก่อน ห่าฝนโปกขรพัสก็ตกลงในที่ชุ่มนุมญาติพี่น้องพระตถาคตะ ปางเมื่อเป็นพระยาเวสสันตระวันนั้นแลฯ พระพุทธเจ้ากล่าวเท่านั้นแล้ว ตนแก้วก็หื้อโอกาสอาราธนาขอ ภิกขุทังหลายจิ่งยออัญชุลีไหว้ว่า ภนฺเต ข้าแต่พระพุทธเจ้า ห่าฝนโปกขรพัสตกลงมา ในที่ชุ่มนุมญาติแห่งเจ้ากู บ่ห่อนปรากฏแก่ผู้ข้าทังหลาย ขอเจ้ากูจุ่งผายโปรด เทสนาหื้อแจ้งโสตแก่ผู้ข้าทังหลายแด่เทอะ ฯ

           ทีนั้น พระพุทธเจ้าจิ่งนำเอามา ยังมหาเวสสันตระชาดกธัมมเทสนาว่า อตีเต ภิกฺขเว สีวีรฏฺเฐ เชตุตฺตรนคเร สีวิมหาราชา นาม ธมฺเมน รชฺชํ กาเรสิ ดั่งนี้เป็นต้นว่า ฯ

           ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในอดีตกาลล่วงข้ามมาเสี้ยงแล้วจีรกาล มีพระยาตนนึ่งชื่อว่า สีวิมหาราชา เสวยราชการบ้านเมืองโดยชอบด้วยราชธัมม์สิบประการ ในเมืองเชตุตรนคร อันมีในโขงเขตเมืองสีวิราช พระยาตนนั้นหากได้ลูกชายฅนนึ่งว่า สญไชยราชกุมาร เมื่อเถิงกาลควรราชาภิเษก ท้าวบรมเอกปิตา ก็นำเอามายังราชธิดา ลูกสาวพระยามัททราฐตนชื่อว่าผุสสดี แล้วก็เวนเคนหื้อราชสมบัติทังมวล แก่สญไชยราชกุมาร ตั้งยังผุสสดีหื้อเป็นอัคคมเหสี แห่งสัญไชยราชวันนั้นแล ฯ

           ทีนี้จักจายังบุญสมภาร แห่งนางราชผุสสดี ผู้มีประยาเพิงรู้สันนี้เทอะ ในเมื่อพระพุทธเจ้าตนชื่อว่าวิปัสสี เกิดมาสั่งสอนสัตว์ในโลกได้ ๙๑ กัป นับแต่ภัททกัปอันนี้ฅืนเมือหลัง ยังมีพระยาตนนึ่งชื่อว่าพันธุมตีราช อันเป็นปิตาธิราชแห่งพระเจ้าวิปัสสี เสวยราชการบ้านเมืองชื่อพันธุมตินคร ในเมื่อพระเจ้าวิปัสสี อาศัยพันธุมตินคร เป็นที่โคจระคามสำราญด้วยอิริยาบททังสี่ ในที่ป่าชื่อมิคทายวัน อันเป็นที่หื้ออภัยแก่เนื้อทังหลายดังอั้น ฯ

           ยามนั้นมีพระยาตนนึ่ง ก็ใช้มายังดอกไม้ควรค่าได้แสนฅำ กับแก่นจันทน์แดงแก่ลูกสาวพระยาพันธุมติผู้พี่ และหื้อดอกไม้ฅำแก่นางผู้น้อง สองพี่น้องจิ่งจากันว่าสันนี้ เราทังสองบ่ควรบริโภคบรรณาการอันนี้ ควรเอาไปปูชาพระพุทธเจ้า ก็บอกแก่พระยาตนพ่อ พระยาเจ้าก็ว่าดีดี

           ราชธิดาตนพี่ก็บดแก่นจันทน์แดงหื้ออ่อนสุขุมาล แล้วเจือจานด้วยสุคัณโธทกะแก้ว ส่วนราชธิดาผู้น้องเหน้า ก็หื้อช่างฅำผู้ฉลาด แต่งแปลงเป็นดอกไม้ฅำ แล้วนางทังสองก็นำไปถวายพระพุทธเจ้า นางผู้พี่ก็ปูชาพระพุทธเจ้าด้วยคันธะจวนจันทน์ เหลือแก่นั้นก็ไล้ลาทาคันธกุฎีรอดชุก้ำ

           แล้วจิ่งตั้งคำปรารถนาว่า ด้วยเตชะบุญอันผู้ข้า ได้หื้อคันธะจวนจันทน์เป็นทาน ขอหื้อได้เป็นแม่พระเจ้าในอนาคตกาลพายหน้านี้เทอะ ส่วนราชธิดาผู้น้องปูชาพระเจ้าด้วยดอกไม้ฅำอันเป็นเครื่องประดับอก แล้วก็ยกคำปณิธานปรารถนาว่า ด้วยเตชะกุศลอันข้าได้หื้อดอกไม้ฅำนี้เป็นทาน ข้าเกิดมาในภวชาติกำเนิดอันใด ตราบเท่าเท้าเถิงอรหันตา เกิดมาเป็นฅน ขอเครื่องประดับอันเป็นลายลักษณ์จักงามอันนี้ อย่าได้พลัดพลากจากตัวข้า สักชาติจุ่งมีเทอะ ทีนั้นพระวิปัสสีเจ้าจิ่งอนุโมทนาว่า มโนปณิธานปรารถนามักในใจ มีด้วยประการสันใด ก็ขอให้สมฤทธิเทอะ ว่าอั้นวันนั้นแลฯ

           นางทังสองได้กระทำบุญหื้อทานบ่ได้ขาด คันจุติคลาคลาด ก็ได้ไปเกิดในปราสาทวิมานฅำ อันมีในสวรรค์เทวโลก นางผู้พี่ได้ท่วนเทียวไปมาในวัฏฏสังสารหลายกำเนิด แล้วก็ได้บังเกิดเป็นนางศรีมหามายา แม่แห่งพระตถาคตาในกาลบัดนี้แล พั่นนางธิดาผู้น้องได้ท่วนเทียวไปมาในวัฏฏสงสารหลายกำเนิด เมื่อพระพุทธเจ้ากัสสปะเกิดมา ก็ได้นำเอากำเนิดเป็นธิดาแห่งพระยากิงกิสราช มีองคะงามวิลาศ ประกอบด้วยลายลักษณ์จักอันงาม เหมือนประดับด้วยฅำ เหตุดั่งอั้นฯ ญาติพี่น้องจิ่งเบิกบายรวายศรีใส่ชื่อว่า นางอุรัจฉทาราชกุมารี เมื่อนางขึ้นใหญ่ได้ ๑๖ ขวบเข้าวัสสา ได้ฟังภัตตานุโมทนา เซิ่งธัมมเสนาปติแห่งพระเจ้ากัสสปะ ก็ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนพ่อพระยาก็ได้เถิงโสดาปัตติผล ในเมื่อนางราชธิดาได้เถิงอรหันตาแล้ว นางแก้วก็ออกบวชลวดนิพพานไปวันนั้นแลฯ

           พระยากิงกิสราชก็ได้ลูกสาวเจ็ดฅนฝูงอื่น ผู้นึ่งชื่อว่านางสมณี ผู้นึ่งชื่อว่านางสมณโคตตา ผู้นึ่งชื่อนางภิกขุณี เกิดมามีรูปโฉมอันงาม มีต้นดั่งไล้ทาจวนจันทน์ดอกไม้ ด้วยอานิสงส์อันนางได้หื้อคันธะจวนจันทร์ปูชา พระวิปัสสีพุทธเจ้าวันนั้นแล จึงได้ชื่อว่าผุสสดี นางท่วนเทียวไปมาในวัฏฏสงสารไจ้ ๆ ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์เทวโลก เป็นอัคคมเหษีแห่งพระยาอินทเจ้าฟ้าก็มีแล
ในเมื่อปุพพนิมิตห้าประการ มีประธานผ้าเสื้อหม่นหมองเกิดมาก่อน เหตุอันจักผ่อนเสียอายุแห่งนาง เมื่อนั้นพระยาอินท์ตนมีอำนาจ รู้แจ้งเหตุราชเทวี จิ่งเอานางผุสสดีไปสู่สวนอุทยาน กับด้วยบริวารอันมาก ยังนางแก้วราชผุสสดี หื้อนอนเหนือที่อันมีศรีสวัสดีบ่ไร้ ตนอินท์ก็นั่งอยู่ใกล้แห่งนาง ท้าวจิ่งกล่าวว่าดูราผุสสดี พี่จักหื้อพรดีสิบประการ จุ่งเอาพรฝูงนั้นจากสำนักกูพี่เทอะ ว่าอั้นแล้วตนแก้วก็หื้อพรสิบประการ จิ่งกล่าวเป็นคาถา อันมีมาในเวสสันตรชาตกะ มีต้นว่า ผุสฺสตี วรวณฺณาเภ วรสฺสุทสธา วเร ปฐพฺยา จารุปุพฺพํคิยํ ตุยฺหํ มนโส ปิย ํ ดั่งนี้

           ดูราผุสสดี ผู้มีเนื้อตนอันประเสริฐ ประกอบด้วยองคะล้ำเลิศเพิงใจน้องหล้า ใต้ลุ่มฟ้าเหนือหน้าแผ่นดิน เจ้าจุ่งถือพรสิบประการนี้เทอะ คาถานี้ พระยาอินท์จากับด้วยนางผุสสดีในเมืองฟ้า เหตุดั่งอั้น มหาเวสสันตรธัมมเทสนาอันนี้ ชื่อว่าตั้งอยู่ในเทวโลก

           นางผุสสดีรู้สภาวะอันตนจักตาย จิ่งกล่าวคาถาที่สองว่า เทวราชนโม ตฺยตฺถุ กึ ปาปปกตํ มยา ดั่งนี้เป็นต้น ว่าข้าแต่มหาราชเจ้า กรียาอันไหว้แห่งข้า จุ่งมีแก่มหาราชเทอะ บาปกัมม์อันใด อันข้าได้กระทำไป บ่ชอบหรทัยแห่งเจ้า จิ่งกำจัดหื้อข้าเจียรจากพรากเทวโลก เหมือนดั่งลมอันเพิกพัดต้นไม้ อันได้เกิดเหนือหน้าพสุธา หื้อท่าวไปนั้นชา พระยาอินท์รู้สภาวะอันนางบ่ประมาท บ่รู้คลาคลาดจากเมืองสวรรค์ จักเตือนสตินางดั่ง ก็กล่าวคาถาสองอันว่า น เจว เต กตํ ปาป น เม ตฺวมสิ อปฺปิยา ดั่งนี้เป็นเค้า

           ภทฺเท ดูราราชผุสสดี กัมม์อันใดบ่ชอบหรทัยกูพี่ ก็บ่มีสักอัน กรียาอันราจักได้พลัดพรากจากกันนี้ ก็จักมีแท้แล นางจุ่งเอาพรบวรสิบประการแต่สำนักแห่งกูพี่ อันบอกแจ้งถี่แก่เจ้าชุอันนี้เทอะ นางราชผุสสดีได้ยินคำอินทาธิราช ก็รู้ภาวะอันตนจักตายเที่ยงแท้บ่สงสัย นางก็เล็งแลไปเหนือหน้า ใต้ลุ่มฟ้าชุมพูทีปเมืองฅน ก็หันเวไชยนต์ประสาท มณเฑียรพระยาสีวิราฐ ดูองอาจควรแก่ตน จักปรารถนาเป็นอัคคมเหษีแห่งพระยาสีวิราฐ จิ่งอนุวาทคาถาว่า วรญฺเจ เม อโท สกฺก สพฺพภูตานมิสฺสร ดั่งนี้เป็นต้น

           ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ผู้เป็นใหญ่แก่เทวดาสองสวรรค์ พระราชเจ้าหื้อพรแก่ข้าดั่งอั้น ศรีสวัสดีจุ่งมีแก่พระราชเจ้าเทอะ คันข้าตายจากพรากพระเจ้าไปแล้ว ขอหื้อข้าได้ไปเกิดในตระกูลอันล้ำเลิศ คือตระกูลพระยามัทราฐ มีรูปโฉมองอาจสิบหกขวบเข้าวัสสา ขอหื้อได้มาเกิดเป็นอัคคมเหษีล้ำเลิศแห่งพระยาสีวิราฐ ในปราสาทราชมณเฑียร เกิดมาเป็นฅนขอหื้อมีตาและคิ้วอันเขียวก่องงาม ดุจดั่งตาลูกเนื้อ และขอหื้อข้ามีชื่อว่าผุสสดี อันนึ่งขอหื้อมีลูกชายตนประเสริฐ อันควรเลิศในทางทาน เป็นที่เข้าไปสู่หาแห่งวณิพกฅนขอ เป็นที่ชุ่มนุมปูชาท้าวพระยา และลือชาปรากฎทรงยศมากนัก นั่งเหนือหน้าแผ่นดิน ประการนึ่ง เมื่อข้าทรงคัพภะลูกข้า ท่ามกลางท้องแห่งข้า อย่าหื้อสวดพ้นประมาณ เหมือนดั่งขาธนู อันช่างผู้ฉลาดหากเหลาหื้อกลมเกลี้ยงงาม อันนึ่งถานานมแห่งข้า อย่าหื้อยานลงพ้นแพ่ง อันนึ่งขอหื้อผมแห่งข้ามันบัวริสุทธิ์เป็นมันงาม ดุจดั่งสีปีกแทลงทับฅำ อันนึ่งขอหื้อข้ามีสีเนื้อเกลี้ยงอ่อนสุขุมาล เป็นประดุจดั่งสีฅำงามผ่องแผ้ว บ่มีเศร้าหม่นหมอง อันนึ่งฅนมีโทษทุจริตกัมม์ อันทังราชทัณฑ์เข่นข้า ขอหื้อเขาได้ปล่อยพ้นจากอันตราย อันพรบวรทังหลายสิบประการฝูงนี้ จุ่งมีแด่ข้าเทอะ

           พระยาอินท์เจ้าฟ้า จิ่งกล่าวว่า เย เต ทส วรา ทินนา มยา สพฺพงฺค โสภณา ดั่งนี้เป็นต้น ว่าดูราราชผุสสดี ตนทรงลักษณะงามล้วน งามถูกถ้วนชุประการ พรบวรสิบประการฝูงนั้น อันนางปรารถนาเอาดั่งอั้น กูพี่จักหื้อพรฝูงนั้นแก่มึงนาง นางจักได้พรสิบประการในมนุสสโลกเมืองฅนชะแล ว่าอั้นวันนั้นแลฯ
           ตมฺตถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห วตฺวาน มฆวา เทวราชาสุชมฺปติ ผุสสติยา วรํ ทตฺวา อนุโมทิตฺถ วาสโวติ ดั่งนี้ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพระยาอินท์สุรินทะเจ้าฟ้า ได้ชื่อว่ามัฆวาด้วยบุพพโวหาร ตนเป็นผัวนางสุชาดางามสะอาด ได้หื้ออาวาสเป็นทาน คันว่าหื้อพรสิบประการ แก่นางผุสสดีเลิศแล้ว ตนแก้วก็ชื่นชมยินดี ก็อยู่ในเวไชยนต์ปราสาท อันงามวิลาศแห่งตน ก็มีวันนั้นแล ฯ

ทสวรคาถา นิฏฺฐิตา กรียาอันกล่าวในทสพร อันประดับด้วยคาถาว่าได้ ๑๙ คาถา ก็สำเร็จเสร็จบรมวล กาลควรแล้ว เท่านี้ก่อนแลฯ

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๒ หิมพานต์
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา) ทสพร ๑๙ คาถา
...พระองค์จักได้หันยังหมู่ไม้ทุกด้าวขอกบานงาม คือว่าไม้มูกหลวง ไม้เสี้ยวไม้เหมือดไม้ขับมอก เป็นดอกบานงาม มีกลิ่นคันธะอันหอมตรหลบไปในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักได้หัน ยังไม้มีดอกบานงาม ได้หันดอกบัวบานทังหลาย อันมีกาบหล่นตกเหนือใบบัว ในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักบ่ระนึกคึดเถิง ยังราชะสัมปัตติเรืองในกาละนั้นชะแล ฯ
            นโม ตสฺสตฺถุ ฯ อิติ สา วเร คเหต๎วา ตโต จุตตา มทฺทญฺโญ อคฺคมเหสิยา กุจฺฉิมฺหิ นิพฺพตฺติสฺส ผุสฺสตี ติ ฯ

ล่ำดับธัมมเทสนามา ส่วนว่านางราชะผุสสดีเทวีกัญญา คันรับเอาพรปรารถนาสิบประการ ในสำนักแห่งอินทาแล้ว ก็จุติคลาดแกล้วจากตาวติงสา ก็ลงมาเอาปฏิสันธิก่ำเนิด เกิดในท้องแห่งอัคคมเหสี แห่งพระยามัททราชฯ
            ผุสสดีราชะกุมารีนั้น เกิดมามีวัณณะใสผ่องผิวงามนัก ประดุจดั่งแผ่ผายไป ด้วยจวนจันทร์และดอกไม้ เหตุดั่งอั้นญาติทังหลาย จิ่งใส่ชื่อว่านางผุสสดีราชะธิดา ก็มีแลฯ
             นางก็จำเริญขึ้นใหญ่มาด้วยยสะปริวารอันมาก เถิงเมื่ออายุได้ ๑๖ ปีขวบเข้า นางเหน้าก็ทรงรูปอันงามยิ่งนัก พระยาสีวิราชตนเป็นเจ้า แก่แผ่นดินเจตุตตระนคร ก็ใช้ยังอามาตย์ทังหลาย หื้อไปขอเอายังนางผุสสดีราชะธิดา หื้อเป็นอัคคมเหสี หื้อเป็นใหญ่กว่านางราชะกัญญาทังหลายหมื่นหกพันนาง ฯ

            เตน วุตฺตํ เหตุดั่งอั้น พระพุทธเจ้าเทสนาพันธนะคาถา แก่ธัมม์เสนาสารีบุตรว่า ตโต จุตฺตา สา ผุสสติ ขตฺติเย ดั่งนี้ ดูกรา สารีบุตร ส่วนผุสสดีราชะธิดา ลงมาเกิดในกระกูลมัททราช ก็จำเริญขึ้นใหญ่ได้ ๑๖ ปี ก็ได้มาเป็นอัคคมเหสี แห่งสญไชยราช ในเวียงเจตุตตระนคร ก็เป็นที่รักจำเริญใจแก่สญไชยราชมากนัก ฯ

            ในกาละยามนั้น อินทาธิราชก็ร่ำเพิงเถิงราชะผุสสดี ด้วยทิพพจักขุญาณแห่งตนว่า คำปรารถนาแห่งนางมี ๑๐ ประการ ส่วนคำปรารถนา ๙ ประการนั้น จักสมฤทธีแด่นางยังพรถ้วนนึ่ง อันนึ่งนางปรารถนา ใคร่ได้ลูกชายผู้ประเสริฐนั้น ก็จุ่งสมฤทธีเทอะ ฯ
            ตตา ในกาละยามนั้น โพธิสัตว์ตนวิเศษ ยังอยู่เสวยทิพพสัมปัตติ ในตาวติงสาสวรรค์เทวโลก ก็เถิงเซิ่งอันจักเสี้ยงแล้ว อินทาธิราชรู้เหตุจักเสี้ยงแห่งอายุ จิ่งเข้าไปสู่สำนัก แล้วก็อาราธนาว่า ดูกราเจ้าตนกูหาทุกข์บ่ได้ บัดนี้เจ้ากูควรลงเมือเอาปฏิสนธิ กำเนิดเกิดในท้องนางราชะผุสสดี ตนเป็นอัคคมเหสีเทวีแห่งสีวิราฐ ในเมืองฅนพุ้นควรชะแล ฯ
            โส มหาสตฺโต ส่วนมหาสัตว์เจ้าตนเป็นหน่อพุทธางกูร ก็รับนิมนต์แห่งพระยาอินทาว่าดีดี ว่าอั้น พระยาอินทาก็ไปเอาปฏิญาณแห่งเทวบุตรทังหลาย ได้หกหมื่นตนอันมีอายุจักจุตินั้นแล้ว ก็เมือสู่ที่อยู่แห่งตนก็มีวันนั้นแล ฯ
            ส่วนมหาสัตว์เจ้าหน่อพุทธางกูร ก็จุติจากสวรรค์เทวโลก แล้วลงมาเอาปฏิสันธิกำเนิด เกิดในท้องแห่งนางราชะผุสสดี ฯ เสสา ส่วนเทวบุตรหกหมื่นตน ก็เอากันลงมาปฏิสันธิกำเนิด เกิดในท้องแห่งภริยาอามาตย์ทังหลาย ได้หกหมื่นตนก็มีแลฯ

            ในเมื่อมหาสัตว์เจ้ามาตั้งอยู่ ในท้องแห่งนางผุสสดีตนเป็นแม่นั้น นางก็บังเกิดใคร่ประสูติด้วยสวัสสดี อันนึ่งก็มักใคร่หื้อฅนทังหลาย แปงสร้างศาลากว้านทาน ๖ หลังในที่ ๖ แห่ง คือว่าที่จิ่มใกล้ประตูเวียงทังสี่ และท่ำกลางเวียงแห่งนึ่ง ที่จิ่มใกล้ประตูฅุ้มหน้อยหลังนึ่ง แล้วก็สละจ่ายเข้าของเป็นทาน วันละหกแสนฅำฯ นางก็ใช้ขุนอามาตย์ไปบอกฅวามอันนั้น แก่สญไชยะราชได้รู้ชุประการ ฯ
            ส่วนสญไชยะราชได้ยินฅวามมักสองประการสันนั้น ก็หื้อพราหมณ์ทังหลายมาทวายแล้วถามดู ก็รู้ยังเหตุฅวามมักสองประการ ว่าตนมีบุญเทียรย่อมมักหื้อทาน ก็มาบังเกิดในท้องแห่งนางผุสสดีเทวี กุมารผู้นั้นบ่อิ่มในอันหื้อทานสักฅาบว่าอั้น ท้าวก็มีใจชมชื่นยินดีมากนัก ลวดหื้อแต่งแปงตามดั่งนางขอชุประการฯ

            นางผุสสดีเทวีทรงคัภพะได้ ๑๐ เดือนบัวรมวล ก็มีใจมักใคร่หันเวียงทังมวล จิ่งบอกหื้อสญไชยะราช ท้าวก็หื้ออามาตย์ประดับประดาเวียงทังมวลหื้องาม ดุจจะดั่งเวียงตาวติงสาสวรรค์เทวโลก แล้วก็อาราธนายังผุสสดี ขึ้นสู่มังคละรถเหล้มประเสริฐ หื้อไปทักขิณะเวียง ในเมื่อนางผุสสดีไปเถิงกลางทางพ่อค้าทังหลายนั้น ลมอันเกิดแต่กัมมะสวาด(กรรมชวาต) ก็ข้ำเขือกกิ้วในท้อง ยามนั้นสญไชยะราชก็หื้อแต่งแปงเรือนอันจักประสูติ ที่ใกล้หนทางพ่อค้า หื้อฅนทังหลายรักษารอดชุก้ำชุพาย ฯ
            นางผุสสดีก็ประสูติได้ลูกชายผู้นึ่งในเรือนที่นั้น มหาสัตว์เจ้าออกมาจากท้องแม่ มีตนอันบริสุทธิ์หามลทินทังมวลบ่ได้ ก็มืนตาทังสองออกมาจากท้องแม่ แล้วยืนมือไปว่า ดูกราแม่เป็นเจ้า ข้าใคร่หื้อทานนัก เข้าของแห่งแม่ยังมีสักเล็กสักหน้อยอั้นชา ฯ เมื่อนั้น นางราชะผุสสดีตนแม่ จิ่งตั้งไว้ยังถงฅำพันนึ่ง อันมีจิ่มใกล้มือตนหื้อแก่กุมาร อันยื่นมือมาขอนั้นว่า เจ้ากูจุ่งหื้อทานตามอันมักเทอะ ฯ
            มหาสัตว์เจ้าออกมาจากท้องแม่ รู้ปากต้านเจียรจามี ๓ ชาติ คือชาติอันเป็นเจ้ามโหสถ ชาติอันเป็นพระเวสสันตระ และชาติอันเป็นเจ้าสิทธาตถ์นั้นแลฯ ในกาละอันจักใส่ชื่อกุมาร ญาติทังหลายลวดใส่ชื่อว่าเวสสันตระ เหตุว่าเกิดในท่ำกลางหนทางพ่อค้าทังหลายนั้นแลฯ น เมยฺหํ มาติกํ น มํ ดูราสารีบุตร ชื่อแห่งพระตถาคตะปางเมื่อเป็นเวสสันตระ บ่ติดเนื่องด้วยชื่อแห่งพ่อแม่และกระกูลสักอัน เหตุเกิดในหนทางพ่อค้านั้นแลฯ

            ในเมื่อเวสสันตระกุมารเกิดมานั้น ยังมีแม่ช้างตัวนึ่ง เทียรย่อมจะเดินไปในอากาศ ก็นำเอามายังช้างหน้อยตัวนึ่ง มีตนขาวเผือกทังมวล ควรเป็นช้างมังคละดีนัก แต่กระกูลช้างสัททันตะมาตั้งไว้ในที่ใกล้แล้วก็ลวดหนีไป ฅนทังหลายจิ่งใส่ชื่อว่าช้างแก้วปัจไจย เหตุเกิดมาเป็นปัจไจยค้ำชูมหาสัตว์เจ้าฯ
            พระยาสญไชยะราชก็แต่งหื้อแม่นมทังหลาย ๖๙ ฅน มีน้ำนมอันหวานและมีนมบ่ยาน ปราสจากโรคทังหลายมีต้นว่า บ่สูงพ้นประหมาณ บ่สูงบ่ต่ำบ่ดำบ่ขาว บ่ผอมบ่พีพ้นประหมาณ หื้อแก่มหาสัตว์เจ้าเวสสันตระ เจ้าก็จำเริญขึ้นใหญ่มาด้วยยสะปริวาร สญไชยะนรินท์ตนพ่อ ก็ปลงอาชญาแก่ช่างฅำผู้ฉลาด มาแต่งแปงเครื่องประดับควรค่าได้แสนฅำ ก็หื้อประดับยังเวสสันตระเจ้า ฯ

            ในเมื่อเจ้าขึ้นใหญ่มาได้ ๖ ขวบ เจ้าก็ถอดยังเครื่องประดับฝูงนั้น หื้อแก่แม่นมทังหลาย พายลูนมาแม่นมทังหลายก็ถวายฅืนแก่เจ้า พระยาสญไชยะราชรู้ยังคำอันนั้นก็กล่าวว่า เครื่องประดับอันลูกกูหากหื้อนั้น จุ่งเป็นเครื่องประดับแห่งนางทังหลายเทอะ แล้วท้าวก็หื้อแต่งแปงยังเครื่องประดับอันใหม่ แก่มหาสัตว์เจ้าเล่าแลฯ มหาสัตว์เจ้ากุมารน้อย หื้อยังเครื่องประดับตนแก่แม่นมทังหลายวารและ ๙ ทีก็มีแลฯ
            เมื่อยามเจ้าอายุได้ ๘ ปี ก็ฅนิงใจว่ากูได้หื้อทานวัตถุพายนอกตัว ยังบ่ยินดีเถิงเซิ่งอันเต็มใจ กูมักใคร่หื้อวัตถุอันมีพายในตน ผิว่ายาจกฅนใดมาขอเนื้อตนและหัวใจแห่งกูดั่งอั้น กูก็จักผ่ายังหัวอก จกเอายังก้อนชิ้นหัวใจ ออกหื้อเป็นทานแก่ฅนฝูงนั้น แม้นผู้ใดมาขอเอาตาทังสอง กูก็จักขวักออกหื้อเป็นทานแก่ผู้มาขอนั้นแลฯ ผู้ใดใคร่ได้ชิ้นเนื้อแห่งกู ก็จักปาดเถือออกหื้อเป็นทาน ผู้ใดและมาขอเอาเลือด กูก็จักหื้อเป็นทานแก่ผู้นั้นชะแลฯ ผู้ใดมาขอเอากูไปเป็นข้าใช้ดั่งอั้น กูก็จักจำเนื้อสอนตนหื้อรู้แล้ว ก็จักไปเป็นข้าชายแก่ผู้มาขอนั้นแล

            ในเมื่อเวสสันตระกุมาร ฅนิงใจมักใคร่หื้อทาน ด้วยสภาวะอันบ่ปลิ้นแปรดั่งอั้น แผ่นดินหลวงลวงหนา ได้สองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องไหวหวั่นไปมา ดุจจะดั่งช้างสารตัวลงน้ำมันและร้องแล่นสะเฅียน เขาสิเนโรปัพพตาก็อ่อนน้อมค้อมไปมา ดุจจะดั่งยอดหวายอันท่านหากลนไฟนั้น ก็สะเพาะหน้าเซิ่งเวียงเจตุตตระราชะธานีแล้วก็ตั้งอยู่ สาคโร น้ำสมุทรสาครก็ข้ำเขือกเยือกตีฟอง มหาเมโฆ ห่าฝนก็ถูกต้องฟัดฟาดกัน แล้วก็ตกลงมาเป็นห่าฝน กับด้วยเสียงแห่งแผ่นดินและสายฟ้า บ่ใช่กาละเมื่อแมบ ก็มาแมบมะเมืองเรืองรอดชุก้ำชุพาย พระยาอินทายินดีนัก ตบต้นแขนปูชา เสียงสาธุการนั้นนานันเนือง เป็นอันนึ่งอันเดียวแต่ปฐวีขึ้นไป ตราบเถิงอกนิฏฐาพรหมโลก ก็มีวันนั้นแลฯ


            ในกาละเวสสันตระเจ้าอายุได้ ๑๖ ปี ส่วนท้าวสญไชยะราชเจ้าฟ้า มักใคร่หื้อลูกหล้าตนเสวยสัมปัตติ จิ่งจากันด้วยราชะผุสสดีตนเป็นแม่ แล้วก็หื้อนำเอายังราชะธิดาตนนึ่ง ชื่อว่ามัทที อันเป็นสายสรีแห่งลุงแต่มัททราชกระกูล มาเป็นอัคคมเหสีแห่งเวสสันตระ เป็นใหญ่แก่นางหมื่นหกพันแล้ว ก็อภิเสกยังมหาสัตว์เจ้า ก็สละเข้าของและฅำและหกแสนฅำ หื้อเป็นมหาทานชุวันฯ
            พายหน้าแต่นั้น ราชะมัททีก็ปราสูติได้ลูกชายผู้นึ่ง นางทังหลายก็เอาข่ายแก้วข่ายฅำมารับ เหตุดั่งอั้นจิ่งเบิกบายสรีใส่ชื่อว่า เจ้าชาลีราชะกุมารว่าอั้น ในเมื่อเจ้าชาบลีย่างเทียวไปมาได้ดั่งอั้น ราชะมัททีก็ปราสูติได้ลูกญิงผู้นึ่ง นางทังหลายก็เอาหนังสัตว์ผืนดำมารับเอานางธิดา เหตุดั่งอั้นจิ่งเบิกบายใส่ชื่อว่า กัณหาชินาฯ
            ส่วนมหาสัตว์เจ้ามีปกติขึ้นทรงช้างตัวประเสริฐ อันประดับดีนักไปเล็งดูศาลากว้านทาน ๖ หลัง วันและ ๖ ฅาบแห่งเดือน ฯ

            ในกาละนั้นเมืองกลิงคราษฎร์ ฝนบ่ตกก็เกิดแห้งแล้ง ไร่นาเข้ากล้าบ่บัวรมวล ไภยะทุกข์ยากไร้ ด้วยเข้ายากนัก ฅนทังหลายบ่อาจจักเลี้ยงชีวิตด้วยอันชอบธัมม์ ลวดเป็นโจรลักฅุบชิงกัน ปจันตคามบ้านนอกขอกเมือง ทุกขภิกขภัยยากไร้มาเบียน เขาก็มาชุ่มนุมกันที่ใกล้ฅุ้มหลวงพระยาแล้ว ก็ร้องเอิ้นกล่าวแก่พระยากลิงครัฐ พระยาจิ่งกล่าวว่าท่านทังหลายเหย เราหากจักอธิษฐานหื้อฝนตก ว่าแล้วท้าวก็สมาทานรักษาศีลพ้น ๗ วัน ก็บ่อาจหื้อฝนตกได้ จิ่งชุ่มนุมมายังเสนาอามาตย์ว่า ดูกราท่านทังหลาย เราอยู่จำเริญรักษาศีลแล้ว ฝนก็บ่ตก บัดนี้เราทังหลายจักควรกระทำสันใดชา
            ขุนเมืองทังหลายจิ่งไหว้ว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า ยังมีพระยาเวสสันตระ อันเป็นลูกแห่งพระยาสญไชยะราช อยู่ในเมืองเจตุตตระนครธานี เทียรย่อมหื้อทานมากนัก ท้าวตนนั้นมีช้างมังคละตัวขาวเผือก เป็นช้างตัวประเสริฐแห่งพระยาเวสสันตระ ช้างตัวนั้นอยู่และไปที่ใด ฝนก็ตกลงที่นั้น เหตุดั่งอั้นพระราชะเจ้า ควรใช้พราหมณ์ทังหลาย ไปขอแล้วนำมาสู่เมืองเราควรชะแลฯ
            พระยากลิงครัฐก็รับเอาคำขุนทังหลาย แล้วก็ชุ่มนุมมายังพราหมณ์ ๘ ฅน มีชื่อดั่งนี้ ผู้นึ่งชื่อว่า ราโม ผู้นึ่งชื่อว่าธชะ ผู้นึ่งชื่อว่าโชติ ผู้นึ่งชื่อว่าโกณฑัญญะ ผู้นึ่งชื่อว่าญาณโย ผู้นึ่งชื่อว่าสุชาตะ ผู้นึ่งชื่อว่าสุยามะ ผู้นึ่งชื่อว่ารามะหากเป็นประธานแก่พราหมณ์ทังหลาย พระยาก็ใช้เขาไปขอเอาช้างเผือกแห่งพระยาเวสสันตระเทอะ ฯ
            เขาก็ไปด้วยหนทางบ้านน้อยเมืองใหญ่ทังหลาย ก็ไปรอดเถิงเวียงเจตุตตระนคร ก็เข้าไปสู่ศาลากว้านทาน กระทำยังตนตัวหื้อกลั้วเคล้าด้วยฝุ่นผงธุลี ในยามเช้ารวายตรีก็ไปสู่ประตูเวียงก้ำวันออก ฯ

            ในกาละยามนั้น เวสันตระนริทร์เสวยโภชนะอาหารแล้ว ก็ขึ้นขี่เหนือฅอช้างแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ เสด็จไปสู่ประตูเวียงหนวันออก เล็งดูศาลากว้านทานแห่งตน ขณะยามนั้นพราหมณ์ทังหลาย บ่ได้โอกาสจักขอช้าง เหตุฅนทังหลายคัดคั่งมากนัก จิ่งไปสู่ประตูเวียงหนใต้ ยืนอยู่ที่สมควรแก่ตน พระยาเวสสันตระก็เสด็จไปสู่ศาลาหนใต้เล่าแล พราหมณ์ทังหลายได้โอกาสก็ยอมือขึ้นไหว้ว่า เทว ข้าแด่สมเด็จธัมมิกะราช เจ้ากูจุ่งผจญแพ้ยังข้าเสิกอันมีในตนทังมวลเทอะว่าอั้น ฯ
            พระยาเวสสันตระเจ้าจิ่งไสช้าง เข้าไปสู่ที่อยู่พราหมณ์ทังหลาย จิ่งกล่าวว่าดูราอามาตย์ พราหมณ์ทังหลายฝูงนี้ มีขนเค้าแขนและเล็บมืออันยาว มีฟันอันขาว มีตัวทังมวลอันกลั้วเคล้าด้วยด้วยฝุ่นธุลีแล้วยกมือขึ้น ขอเอาเข้าของอันใดกับเรานั้นชาฯ ยามนั้น พราหมณ์ทังหลายจิ่งไหว้ว่า รตนํ เทว ยาจามิ เทวะ ข้าแด่พระราชะเจ้า ผู้ข้าทังหลายมาขอเอายังช้างเผือกแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ เทียรย่อมหื้อบังเกิดสุขสวัสสดี วุฒิจ่ำเริญแก่บ้านเมืองทังมวล เซิ่งพระราชะเจ้าดีหลี ขอพระราชะเจ้าจุ่งปลงกรุณา หื้อทานยังรัตนาเฅียรเผือกแก้วปัจไจยตัวประเสริฐนั้น แก่ผู้ข้าทังหลายแด่เทอะ ฯ
            มหาเวสสันตระเจ้าตรัสรู้แล้ว ยังคำจาแห่งพราหมณ์ทังหลาย จิ่งร่ำเพิงว่ากูมักใคร่หื้อองคะอันมีในตนทังมวลเป็นทาน บัดนี้พราหมณ์ทังหลายฝูงนี้ พ้อยมาขอเอาช้างแก้วอันมีพายนอกตนสันนี้ กูจักหื้อพ่ำเพ็งคำปรารถนา แห่งพราหมณ์ทังหลายหื้อบัวรมวลเทอะ ฯ
            ก็กล่าวคาถาว่า ททามิ น วิกมฺปามิ ยํ ยํ ยาจนฺติ พราหมณา ดูกราเสนาอามาตย์ บัดนี้พราหมณ์ทังหลายมาขอเอาช้างแก้วตัวประเสริฐ อุดมยิ่งกว่าช้างทังมวล เราบ่เคยหวั่นไหวด้วยโลภะมัจเฉระธัมม์สักอัน เราจักหื้อทานแก่พราหมณ์ฝูงนี้ แล้วตนเจ้าก็เสด็จลงจากฅอช้าง ปทักขิณะแวดสามรอบ เพื่อเล็งดูอันควรประดับ ก็บ่หันอันที่จักหล้างประดับแถมสักแห่ง ท้าวจิ่งถือเอาน้ำต้นคันทีฅำมาแล้ว ก็กล่าวว่าดูราพราหมณ์ ท่านทังหลายจุ่งเข้ามาสู่ที่นี้ แล้วเจ้าก็วางไว้ยังงวงช้างอันขาวบริสุทธิ์ ดุจจะดั่งลวดเงินเหนือมือพราหมณ์ แล้วก็เหงี่ยงน้ำตกเหนือมือพราหมณ์ เป็นหมายทาน แล้วก็หื้อช้างแก้วตัวประเสริฐ อันประดับด้วยเครื่องทังมวล เป็นทานแก่พราหมณ์ทังหลายวันนั้นแลฯ
            เครื่องประดับตีนทังสี่แห่งช้าง มีค่าได้สี่แสนฅำ ผ้ากัมพละอันประดับท้องช้าง ควรค่าได้แสนฅำ ข่ายสามผืนประดับด้วยมุกฅำและแก้วต่าง ๆ ข่ายสามผืนประดับอยู่เหนือหลังช้างควรค่าได้สามแสรฅำ เครื่องประดับแก้มช้างทังสองควรค่าสองแสนฅำ เครื่องประดับพุ่มพ่วงช้าง ควรค่าได้แสนฅำ อันว่าเครื่องประดับช้างปัจไจยทังมวลนั้น อ่านนับค่าบ่ได้ เครื่องประดับหูทังสอง ควรค่าได้สองแสนฅำ เครื่องประดับงวงช้าง ควรค่าได้แสนฅำ เครื่องประดับงาทังสองควรค่าได้สองแสนฅำ เครื่องประดับตัวช้างทังมวล ควรค่าได้สองล้านสองแสนฅำ คันไดก่ายขึ้นช้าง ควรค่าได้แสนฅำ อ่างใส่เข้าหื้อช้างกิน ควรค่าได้แสนฅำ เข้าของประหมาณสันนี้ รอมกับกันเป็นสองล้านสี่แสนฅำ ส่วนแก้วประดับกระพุ่มฉัตร และแก้วประดับยอดจิกฉัตร แก้วแถวมุกมาดอันเป็นสร้อยสังวาลย์ประดับฅอช้าง แก้วประดับพุ่มพวงช้าง กับทังตัวช้างเป็นถ้วน ๗ วัตถุฝูงนี้มีค่าอ่านนับบ่ได้
            เวสสันตระราชก็หื้อเครื่องประดับทังมวล เป็นทาน แก่พราหมณ์ชาวเมืองกลิงคราษฎร์ทังมวล ด้วยมัญจเจตนาทานสิ่งเดียวฯ ประการนึ่ง ท้าวก็หื้อสองร้อยกระกูล อันพ่ำเรินรักษาช้างกับทังควาญช้าง และพ่อหมอช้างหื้อเป็นทานแก่พราหมณ์ทังหลาย ก็มีวันนั้นแลฯ ยามนั้นแผ่นดินไหวเกิดก้อง ด้วยเตชะทานอานุภาวะ แห่งเวสสันตระธัมมิกะราชเจ้า ก็มีวันนั้นแลฯ

            ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สตฺถา สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จักสำแดงอัตถะอันนั้นมาหื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาว่า ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ตทาสิ โลมหํสนํ หตฺถินาเค ปตินฺนมฺหิ ดั่งนี้
            ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในเมื่อช้างแก้วปัจไจยตัวประเสริฐ อันพระยาเวสสันตระตนบุญใหญ่ สละหื้อเป็นทานแก่พราหมณ์กลิงครัฐ ๘ ฅน ก็บันดลแผ่นดินอันหนาได้สองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องสนั่นหวั่นไหวไปมา อัศจรรย์นั้นหนาพืสสะเพิงกลัว หนังหัวพองย้าวเยือก ขว้ำเขือกขนฅิงบาน ก็มีในกาละบัดเดียวนั้นแลฯ
            ในเมื่อพราหมณ์ทังหลาย ขึ้นขี่เหนือช้างมีหมู่ฅนอันมากเป็นปริวาร เข้ามาในวิถีทางหลวงกลางเวียงนั้น ฅนทังหลายมากนัก หันช้างเผือกอันพราหมณ์ชาวเมืองกลิงครัฐะ หากนำไปดั่งอั้น ก็กล่าวว่าดูกราพราหมณ์ทังหลาย ช้างเผือกแก้วปัจไจยตัวนี้ หากเป็นช้างตัวจำเริญแก่บ้านเมืองแห่งตูทังหลาย สูได้แต่ที่ใดมาชา พราหมณ์ทังหลายก็ตอบว่าคำแข็ง ว่าพระยาเวสสันตระตนใหญ่หากหื้อทานแก่ตูด่าย แล้วก็ฅืดฅือผิดกัน พร่องก็ยอละคุย พร่องซุยสอเลาะ แล้วก็ออกหนีไปด้วยประตูเวียงหนเหนือฯ
            ชาวเมืองมวลมากอันเทวดาหากบันดลเข้าหัวใจ ก็ลวดเคียดแก่โพธิสัตว์เจ้า ก็ไปชุ่มนุมกันจิ่มใกล้ประตูฅุ้มหลวงแห่งสญไชยะราช ร้องเอิ้นกล่าวติเตียนพระยาเวสสันตระเป็นโกลาหล ในเวียงทังมวลก็ข้ำเขือกย้าวเยือก สะท้านตื่นเป็นอันนึ่งเสียงเดียว ก็จ่มฟ้องร้องติเตียน โอระทึกหึกหยาบซะราบไป ควรพืสสะเพิงกลัวมากนักว่า เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า บัดนี้พระยาเวสสันตระเจ้าตนเป็นลูกเต้านั้น มาเบียดเบียนกำจัดสถานบ้านเมืองแห่งเราหื้อฉิบหาย เสียช้างมงคละตัวประเสริฐ อันเกิดมาเป็นที่ปูชาแก่รัฏฐาประชาทังมวล ดั่งรือมาสละหื้อเป็นทานนั้นชา
            ช้างมงคละตัวนี้ประเสริฐยิ่งนัก งางอนงามดั่งหัวราชะรถ ประกอบด้วยกำลังเพียรองอาจ รู้ไชยภูมิที่แพ้แก่ข้าเสิกสงฅวามทังมวล ควรเป็นราชะยานยิ่งนัก มีตัวขาวบริสุทธิ์ยิ่งนักดั่งดอยเงิน มีตนเต็มไปด้วยเครื่องประดับวิเศษ ประกอบด้วยลักขณะอันงามบัวรมวลชุแห่ง ประกอบด้วยชายมอนหางบัวริสุทธิ์ ดุจจะดั่งจามรีควรจำเริญใจยิ่งนัก พระยาเวสสันตระพ้อยหื้อเป็นทานนั้นชาฯ
มหาราชะเจ้าบ่กระทำตามชาวสีวิราฐดั่งอั้น ดั่งจักใส่ใจดูนี้ชาวสีวิราฐทังหลาย เหมือนดั่งจักทำร้ายแก่มหาราชะเจ้า กับทังเวสสันตระตนเป็นลูก หื้อเข้าสู่เงื้อมมือแห่งเขาเพิงมีชะแลฯ
            ตํ สุตวา พระยาสญไชยะนรินทร์ได้ยินคำอันนั้น ก็แขวดกดหมายรู้ด้วยคำว่า ขุนเมืองทังหลาย ใคร่ข้าเจ้าพระยาเวสสันตระลูกกู สันนี้แล้ว จิ่งกล่าวว่า ดูกราท้าวพระยาอามาตย์ นักปราชญ์และขุนเมืองทังหลาย ปัจจันตนิคมบ้านใหญ่เมืองน้อยทังหลาย จักฉิบหายก็จุ่งฉิบหาย บ้านเมืองแห่งเราแม่นจักฉิบหาย ก็บ่ควรกระทำร้ายแก่เวสสันตระตนลูก ลูกกูนั้นเทียรย่อมประกอบด้วยราชะวัตร บรบัติในคองอันดีแท้ ผิว่าเรากระทำร้ายแก่เวสสันตระลูกกูแท้ดั่งอั้น คำนินทาจักเกิดมีแก่กูพระองค์ ฯ
            ยามนั้นชาวสีวิราฐทังหลาย ได้ยินคำอันนั้นจิ่งไหว้ว่า มาน ฑณฺเฑ น สฏฺเฐ นหิ โส คนฺธนา ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า ดั่งพระยาเวสสันตระนั้น ขอมหาราชะเจ้าอย่าเข่นข้าบุบตีด้วยไม้ฆ้อนก้อนดิน แม่นจักผูกมัดใส่โทษขังฅอกไว้ก็บ่ดี ควรดีขับหนีไปอยู่ปัพพตาคิรีพุ้นเทอะฯ
            พระยาสญไชยะราชได้ยินคำอันนั้น จิ่งกล่าวว่า เอโก สเจ สิวินํ สนฺโต ดูกราชาวสีพีทังหลายมวลมาก คำแห่งสูเจ้าหากจักสมหมาย ขอหื้อลูกชายเราเวสสันตระ อยู่เสวยปัญจกามคุณทังห้า ในปราสาทราชะมณเฑียร หื้อเสี้ยงฅืนนึ่งก่อนเทอะเจ้า วันพรูกเช้าจุ่งขับลูกเราไปเทอะ ฯ ยามนั้นชาวสีพีทังหลาย ก็รับเอาคำสัญไชยะราชชุประการ ก็มีแลฯ

            ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อุฏเฐหิ กตฺเต ตรมาโน เวสสันตรํ วทสีวิโย ภิกฺขเว ดูกราภิกขุทังหลาย สญไชยะราชจิ่งจากับอามาตย์ผู้ฉลาดด้วยโวหาร ว่าดูรานายนักการผู้แกว่น จุ่งลุกแล่นไปพลัน ไปบอกข่าวสารอันเกิดเหตุ แก่ลูกกูเจ้าเวสสันดร ว่าชาวนครน้อยใหญ่ ทุกผู้ใฝ่โกธา จักขับพระราชาเจียรจาก หื้อพลัดพรากเมืองไชย หื้อได้ไปในวันพรูก สูเจ้าจุ่งไปบอกแก่ลูกกูสันนี้เทอะฯ
            ยามนั้น นักการผู้ฉลาด ก็ลุกไปด้วยอาชญาพลัน จิ่งไหว้ถวายสารบอกกล่าว แก่หน่อท้าวเวสสันดร ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ตนปราบเหง้าโลกา ผู้ข้าจักถวายบอกกล่าว ยังข่าวสารอันเป็นเหตุแห่งทุกข์อันบ่เพิงใจ ขอมหาราชะเจ้าอย่าได้เคียดแก่ผู้ข้า อันเป็นฅนใช้สืบคำเมือง นายนักการผู้นั้นร้องไห้ไหว้สันนี้แล้ว ก็กล่าวแถมเล่า ว่าชาวสีพีทังหลาย ก็เคียดแก่พระราชะเจ้า คันว่าฅืนนี้รุ่งแจ้งแล้ว ชาวสีพีทังมวลก็จักพร้อมกัน ขับยังพระราชะเจ้าหื้อหนีออกจากเมืองไปฯ
            มหาสัตว์เจ้าจิ่งถามว่า ดูราอามาตย์ เราก็บ่หันทุจริตกัมม์อันตนได้กระทำแก่บ้านเมืองเยื่องใดสักอัน แก่ชาวสีวีราฐทังหลายเคียดแก่เราด้วยนิมิตอันใด จักขับหนีจากเมืองด้วยเหตุอันใดฯ อามาตย์จิ่งไหว้ว่า มหาราชะ ชาวสีวีราฐทังมวล ประกอบด้วยโกธะติเตียนมหาราชะเจ้า เหตุหื้อช้างแก้วปัจไจยเป็นทาน จิ่งจักขับมหาราชะเจ้าด้วยเหตุสันนี้และฯ
            ตํ สุตวา มหาสัตว์เจ้าได้ยินข่าวอันนั้น ก็เล่งซ้ำยินดีมากนักก็กล่าวว่า หทฺทยํ จกฺขุหํทชา กึ เม พาหิรกํ ธนํ ภเณ ดูราเพื่อน เราก็ยังมักใคร่หื้อก้อนชิ้นหัวใจเป็นทานเขาด่าย เข้าของพายนอกมีเงินฅำ ช้างม้าแก้วมุกแก้ววิฑูรย์แก้วค้อ และแก้วสามานย์นั้น จักเพิงกล่าวสันใดชา กูก็หื้อทานชุอันบ่อาลัย เรายินดีในอันหื้อทานชุเมื่อ ชาวสีวีราฐจักขับเราหนีจากบ้านเมือง เหตุอันหื้อทานดั่งอั้น ก็จุ่งขับหนีตามอันมักเพิงใจเทอะ แม่นจักข้าพระองค์เราก็ดี แม่นจักตัดตนเราหื้อเป็นเจ็ดบั้งเจ็ดท่อน ก็จุ่งกระทำตามอันมักชุประการเทอะฯ
            ทีนั้น นายนักการผู้ฉลาด อันเทวดาหากบันดล จิ่งกล่าวนิพนธ์คาถาว่า เอวนฺตํ สีวิโย อาห ดั่งนี้ เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า ชาวสีพีในนอก ทังข้างขอกนิคม ได้กล่าวคำนิยมไว้ว่า ท้าวพระยาเมื่อก่อน ชาวเมืองส่อนว่าบ่ดี พากันไล่ฅวีขับไล่ ย่อมไปสู่ฝั่งน้ำโกนติมารา อาไสรปัพพตาคีรีวงกฏ ขอพระราชเจ้าจุ่งอดใจไปตามหนทางอันนั้นเทอะฯ
            มหาสัตว์จิ่งกล่าวว่า ดูราอามาตย์เราก็จักยาตรา ไปตามมัคคาหนทาง อันท้าวพระยาไปแต่ก่อนนั้นและฯ ดูราอามาตย์ ท้าวพระยาอันผิดราชประเพณี ท่านขับหนีด้วยหนใด เราจักไปด้วยหนนั้น จุ่งหื้อโอกาสแก่เรา พอหื้อได้ทานในวันพรูกเช้า วันรือเราก็จักออกหนีไป ชะแลฯ
            ส่วนท้าวเวสสันตระราชา ก็หื้อหามายังเสนาผู้แกว่น อันตนแต่งไว้ตางตา ว่าดูราเสนาผู้แกว่น วันพรูกนี้เราจักหื้อมหาทานเยื่องและ ๗ ร้อยชุประการ ท่านจุ่งแต่งดาไว้ถ้า คือช้างม้าและแม่งัวนม ทังรถและนางทังหลาย ข้าญิงชายใหญ่น้อย ก็ ๗ ร้อยชุอันๆ เข้าน้ำโภชนาหาร มีหลายประการต่าง ๆ จุ่งแต่งไว้แก่ฅนทังหลาย มหาสัตว์เจ้าพิจารณามหาทานแล้ว ก็เข้าไปสู่นางแก้วราชะมัทที จาคำดีกับอัคคชายาแห่งตน ก็มีวันนั้นแลฯ

            ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อามานตฺติยตฺถะ ราชานํ มทฺทึ สพฺพํ โสรํ ยํเต กิญฺจิ มยา ทินฺนํ ธนธญฺญํ วจฺจติ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันตระราช เข้าไปสู่ปราสาทแห่งนางมัทที ตนประกอบด้วยอิตถีลักขณะงามชุแห่ง ท้าวจิ่งแต่งคำจา ว่าดูรามัททีเหยเจ้าพี่ เข้าของที่อันเรามีอันใดและดี บ่เลือกทังเข้าเปลือกเข้าสาร ทังเงินฅำแก้วแหวนแสนสิ่ง ช้างม้ามิ่งงัวฅวาย เข้าของหลายเหลือแหล่ เข้าของอันนางได้แต่พ่อแม่มา นางจุ่งฝังเข้าของนั้นไว้ ในที่หมั้นแก่ใจนางแด่เทอะ ฯ
            นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้บุญหนา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า จักหื้อข้าเอาฝังไว้ที่ใดชาฯ พระยาเวสสันตระจิ่งกล่าวว่า สีลวนฺเต สุทชฺเชหิ ทานํ มทฺทิ ยถารหํ น หิ ทานา ดั่งนี้ ดูรานางน้องเหน้ามัทที นางจุ่งหื้อทานแก่ผู้มีสีลใสสะอาด ตามพระราชเจตนา ที่เพิ่งแห่งสัตว์นานาในโลก ผู้บ่พ้นจากโอฆะสงสาร เหมือนดั่งทานนี้ก็บ่มีแลฯ
            เวสสันตระราช จักหื้อโอวาทคำสอน จิ่งกล่าวคาถาว่า ปุตฺเตสุ มทฺทิ ทเยสิ สสฺสุยา ดูรานางมัทที นางจุ่งมีใจกรุณาชะช้อย แก่ลูกน้อยแห่งสองรา คือชาลีและกัณหางามแง่ กับทังพ่อแม่ผัวตน ฅนชายใดและรักใฝ่ มักใส่ใจเป็นผัว นางจุ่งปัดปัวอุปฐาก อย่าละพรากหนีไกล นางอย่าหมองใจเทอะฯ
           นางมัททีนุชนาถ จิ่งร่ำเพิงว่า พระยาเวสสันตระราชสามิกา แต่ก่อนมาบ่เคยกล่าว คำร้อนร้ายข่าวคำเฅือง วันนี้เพิงมีเหตุ เจ้าจอมเกษจิ่งกล่าวคำบ่ดี นางมัททีถามว่า เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า คำอันนี้บ่ควรกล่าวแท้ดีหลี เจ้ามีเหตุสันใดจิ่งกล่าว ข้าขอรู้ข่าวคำเฅืองนั้นเทอะ ฯ
           พระยาเวสสัตระราช จิ่งโอกาสคำจา ว่าดูรามัททีน้องหล้า ใต้ลุ่มฟ้าบ่มีไหน ชาวสีพีในนอก ทังข้างขอกสีมา เขาโกธาเฅืองเคียด เหตุกูพี่หื้อช้างเผือกแก้วเป็นทาน เขาบันดาลทุกที่ ขับหื้อพี่หนีไกล หื้อพรากเมือไปอยู่ป่า วันพรูกนี้พี่จักดากว่าดงดาน จักหื้อมหาทานสิ่งและร้อย ก่อนข้าข้อยจักพรากเมืองไปฯ ดูรานางสายใจน้องแก้ว วันพรูกนี้แล้วพี่ผู้นึ่งผู้เดียว จักเข้าดงเขียวป่าไม้ ทุกข์ยากไร้และเพิงกลัว ตัวฅนเดียวเข้าป่า เนื้อร้ายล่าไปมา กูพี่นี้นาจักลำบาก เป็นไปกับด้วยฅวามสังกา บ่หล้างจักได้หันหน้าโสภาน้องพี่ รอยจักตายเสียที่ในดง และนาฯ
             นางมัททีจิ่งจากล่าว กับหน่อท้าวผัวตน ว่าข้าแด่หน่อทสพลเจ้าพี่ คำอันนี้บ่จำเริญใจ เจ็บเสียบในแก่ข้า พระเจ้าฟ้าจักละลูกเต้าเมียตน เข้าสู่ดอยดงป่าไม้ บ่ใช่จารีตประเพณี แม่นเจ้าจักหนีไปที่ดงใดดังอั้น ข้าน้องชั้นมัททีก็จักหนีไปตาม กรียาอันได้ตายกับพระบาทเจ้า ยังดีกว่าร้อยเท่าพันที อันมีชีวิตได้พลัดพราก จากพระบาทเจ้าบุญใส ข้าจักหื้อเพื่อนดังไฟกองใหญ่ จักปาวตกใส่กองไฟ ช้างเผือกอยู่ในป่า ย่อมไปเป็นคู่ล่าด้วยช้างสาร สันใดก็ดี และข้ามัทที ก็จักเอาลูกสองสรีไปเป็นเพื่อน เข้าดั้นเถื่อนทวยไป พระบัวไขจักเลี้ยงตนบ่ยาก บ่ลำบากกับข้าดีหลี

              นางมัททีกล่าวเท่านั้นแล้ว นางแก้วจิ่งพัณณนาป่าหิมพานต์ ด้วยประการเหมือนดั่งตนได้หันแต่ก่อน เจ้าจิ่งผ่อนคาถาว่า อิเม กุมาเร ปสฺสนฺโต มญฺจุเก ปิยภานิเน ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า คันเจ้าได้หันลูกเต้าราทังสอง อันทัดทรงดอกไม้ ฟ้อนขับเหล้นสู่ใกล้ศาลา ยามนั้นพระราชาจักหายทุกข์โสก อันวิปโยคจากเมืองไป
           จักได้หันช้างสารตัวประเสริฐ อันได้เกิดมาดีกับองค์ตัวแม่ อายุแก่ได้หกสิบขวบเข้า จิ่งถ่อยเถ้าโรยรา อันเดินไปมาตนเดียว ในดงเขียวป่าไม้ อันร้องไห้แส่นสะเฅียน ดั่งเสียงนกเขียนดังมีก้องดงดอน ทังกินรีนะรอนแล่นลงท่าน้ำ อันมีชื่อว่าปัญจมะวารี จักได้หันนทีหลายแม่ อันไหลมาแต่ท้องดอยเลา จักได้ยินเสียงนกเค้าเขาและนกเค้าแยก อันร้องแขกหากัน จักได้ยินเสียงมี่นันแห่งราชสีห์และเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งไปไกล และแรตช้างไพรกระทิงดง
             พระองค์จักได้หันยังหมู่ไม้ทุกด้าวขอกบานงาม คือว่าไม้มูกหลวง ไม้เสี้ยวไม้เหมือดไม้ขับมอก เป็นดอกบานงาม มีกลิ่นคันธะอันหอมตรหลบ ไปในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักได้หันยังไม้มีดอกบานงาม ได้หันดอกบัวบานทังหลาย อันมีกาบหล่นตกเหนือใบบัว ในระดูหนาวในกาละอันใด มหาราชะเจ้าจักบ่ระนึกคึดเถิง ยังราชะสัมปัตติเรืองในกาละนั้นชะแลฯ

             นางราชะมัททีสรีสุภลักขณะตนงาม กล่าววัณณนาป่าไม้หิมวันต์ เหมือนดั่งตนได้หันแต่ก่อน ก็มีด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แลฯ

กรียาอันสังวัณณนาจาห้องเหตุหิมวันตา อันประดับประดาคาถาว่าได้ ๑๓๔ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จฯ

 

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๓ ทาน กัณฑ์
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)    ๑๐๙ คาถา

..อันนึ่งช่อน้อยและทุงไชย ยกย้ายใยปกหัวรถ หื้อปรากฏหันแต่ไกล ไฟมีในที่ใดก็ปรากฏหันฅวันมา ท้าวพระยาก็ปรากฏแก่บ้านเมืองว่าเป็นใหญ่ ชายผู้เป็นผัวย่อมปรากฏแก่ญิงทังหลายในโลก เมื่อผัวทุกข์โสกยากไร้ หาเข้าของบ่ได้เข็ญใจ ญิงผู้นั้นไปตามบ่ขาด ยามเมื่อผัวเสวยราชะสมบัติ เป็นกระษัตริย์ตนใหญ่ ญิงผู้นั้นก็ปรากฏทรงยสเป็นดีกับด้วยผัวตนดั่งอั้น ญิงผู้นั้นเทวดาก็สักเสริญเยินยอ ว่านางกระทำการอันกระทำยาก เมื่อผัวทุกข์ยากก็บ่ละเสีย เหตุนั้นข้าขอลาลดปลดผ้ากาสี ไปนุ่งผ้าเปลือกชีตามผัว..

       ตสฺสตฺถุฯ ผุสฺสตีปิ โข เทวี ปุตฺตสฺส เมกฏกสาสนํ อากตํ กินฺนุโข กโรติ อหํ กตฺวา ชานิสฺสามีติ ปฏิจฺฉนฺนโยเคน กนฺตวา สิริสยนคพฺภตวาเร ฐิตา เตสํ สลฺลาปํ สุตฺวา กลูนํ ปลีเทวํ ปริเทวิติ ฯ

ล่ำดับเทสนามา ในเมื่อกระษัตราสองพี่น้อง ยังอยู่ในห้องเมื่อจากัน เบื้องบันนางราชะผุสสดี จิ่งมีราชะร่ำเพิงว่า ข่าวสารอันแสบเนื้อร้อนใจเฅือง ได้มารอดเทิงลูกกูสันนี้ จักเป็นหตุสันใด ควรกูไปหาจักรู้และ
ว่าอั้นแล้ว นางแก้วก็ไปด้วยยัวยานฅำ อันกางกั้งดีแล้วไส้ ก็ไปยืนอยู่ประตูใกล้ห้องนอน อันบวรสรีสวัสสดีชื่นช้อย ก็ได้ยินยังถ้อยเจียรจา แห่งสองปุตตาจะไจ้ นางก็ร้องไห้นักหนา ควรขะสดกรุณามากนักวันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห เตสํ ลาลปิตํ สุตฺวา ดั่งนี้เป็นเค้าพระเจ้าว่า ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย นางสายใจผุสสดีตนแม่ เชื้อท้าวแต่ราชะวงษา ได้ยินคำจาถี่ถ้อย จาอ่อนอ้อยแห่งลูกทังสององค์ นางบ่อาจจักทรงตนอยุ่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ไปมา ว่าควรกูกินยาพิษง้วนตายอนาถ อันนึ่งก็ปาวตกปราสาททังหลาย อันนึ่งจักผูกฅอตายด้วยเชือก ลูกกูทานช้างเผือกหัตถา ชาวพาราข้ำเขือกขับลูกกูหนี ลูกกูดีร่ำเพิงทานจะไจ้สันดี หาฅวามตระหนี่บ่ได้ เป็นที่เข้าไปใกล้แห่งยาจกฅนยาก อุปฐากพ่อแม่ ครบยำเถ้าแก่วงษา เป็นใหญ่กว่าท้าวพระยาและพี่น้อง บ่ผิดแผกข้องสันใด ชาวเมืองทังหลายดั่งรือมาขับลูกกูหาโทษบ่ได้ หื้อหนีจากเมืองไปนั้นชา ฯ
นางพระยาไห้สันนี้แล้ว ก็เล้าโลมลูกแก้วสายใจ แล้วไปสู่บรมท้าวสญไชยตนเป็นผัวแล้ว นางแก้วร้องไห้กล่าวคาถาว่า มธูเนว ปลิตานิ อมฺพาว ปติตา ดั่งนี้ ข้าแด่มหาราชะเจ้า รวงเผิ้งอันตัวแม่มีแหลม อันแก่เฝ้าแหนมบ่ได้ ฅนเข้าใกล้เอากินง่ายสันใด อันนึ่ง ไม้ม่วงต้นใดเป็นลูก หาฅนผูกรักษาบ่ได้ เทียรย่อมเป็นไปแก่ฅนสาธารณ์สันใด บ้านเมืองแห่งมหาราชะเจ้า จักเป็นสาธารณะ แก่ท้าวพระยาทังหลาย ต่างประเทศ เหตุมหาราชะเจ้า ขับลูกเต้าตนหนี คันพระบุญมีเจ้าแก่เถ้าถอยริพล หาลูกตนจักครอบงำบ่ได้ ก็จักซบเซาเหงาในองค์ เป็นดั่งราชะหงษ์ปีกหักทังคู่ ซบเซาอยู่เหนือเปือกตมนั้นแล ฯ บัดนี้มหาราชะเจ้า ขับลูกเต้าหื้อพรากหนี เหตุฟังคำชาวสีพีสนส่อ ท้าวบ่ทันต่อพิจารณาขอพระราชะเจ้า อย่าได้ขับลูกเต้าเราหนีแด่เทอะ ฯ

พระยาสรีสญไชยได้ยินดั่งอั้นจิ่งกล่าวว่า ดูรานางผุสสดี ท้าวพระยาตนใด ปฏิบัติบ่ชอบใจ ชาวเมืองขับไล่หนีไปตามจารีต เราก็บ่รีตตามโบราณ จักอนุขับตามชาวเมืองมากล่าว จักขับลูกเต้าเราไป บ่ใช่เกิดแต่ใจกูตนพ่อ ลูกรักหน่อสายใจ กูรักเพียงหรทัยฅะฅ้อย และนา ฯ
ส่วนนางราชะผุสสดี ยินคำบ่ดีขะสดอยู่บ่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ไปมา ว่าอันหมู่ช่อน้อยทุงไชย หยาดยายใยไปก่อนหน้า ฝูงหมู่ม้าอานฅำ รุ่งเรืองงามดั่งดอดกัณณิกา มาวังวาแวดล้อม ย้อมยสะเจ้าลูกกูไป บัดนี้ลูกกูจักได้ละหมู่ช่อน้อยทุงไชย เข้าสู่ป่าดงไพรตนเดียว ดั่งรือนั้นชา ฯ
ลูกกูเคยอยู่อุดม มีฉากโฉมโนมอันงาม เข้าเครื่องแรเหลืองดั่งปีกแมงฅ่อมฅำ โยธาหาญลางพร่องเข้าแรแดง เหมือนดั่งรัสมีแสงพระอาทิตย์ ออกมาเป็นปริวารแวดล้อม ไปก่อนหน้าและตามหลัง วันนี้ลูกกูผู้นึ่งผู้เดียว จักเข้าสู่ดงเขียวป่าไม้ดั่งรือจักได้นั้นชา ฯ

ปั้นดั่งนางราชะมัททีสรีสะไภ้ราช เคยอยู่ห้องปราสาทอันมีสรี เคยนุ่งผ้ากาสีแพงค่า บัดนี้นางจักไปอยู่ป่า นุ่งผ้าเปลือกไม้ครองฅา ดั่งรือนางพระยาจักอดได้ อิ่นดูสะไภ้สายใจ นางเคยไปด้วยยัวยานสีวิกาย(เสลี่ยง) บัดนี้นางจักไปด้วยตีนเปล่า แท้แล ฯ
อันนึ่งนางพระยาไปในที่ใด ย่อมมีนางนาสนมตามไปบ่ขาด บัดนี้เป็นทุกข์อนาถจักเข้าป่าไม้ดงเขียว สะไภ้แม่ผู้เดียวดั่งรือจักไปได้นั้นชา แต่ก่อนมาคันนางได้ยินเสียงจิ้งจอก อันออกมาร้องละแวก ได้ยินเสียงนกเค้าแยก อันมาร้องแขวกกลางฅืน นางตกใจตื่นหนังหัวพองใจสั่น เป็นดั่งแม่มดอันผีเข้าทือฅิง ดั่งรือนางญิงจักอดได้ เสียงนกในป่าไม้ปูนกลัว นั้นชา ฯ
ยามนั้น นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่เรือนหลวงทังหลาย ได้ยินเสียงสายแหบไห้ แห่งนางนาถไท้ผุสสดี ยินตกใจบ่ดีขะพ่า ก็พากันมาชุ่มนุมกันมากนักและ ฅนทังหลายอันอยู่ในกระกูลทังสอง บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ก็ร้องร่ำไห้ต่าวไป เป็นดั่งไม้รังอันลมมาเพิกพัด ก็ร้องไห้มากนักหนาสันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตสฺสา ลาลปิตํ สุตฺวา สพฺพา อนฺเต ปุเร พาหา ปัคคยห ดั่งนี้เป็นต้น ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่สีวิกัญญา ทังลูกเสนาและลูกท้าว มาชุด้าวชุ่มนุมกัน คันหันนางราชะผุสสดีร้องไห้ เขาก็อดบ่ได้ก็ร้องไห้ท่าวไป เป็นดั่งไม้รังอันลมเพิกพัดไปมา ในราชะมณเฑียรแห่งพระยาสีวิราชนั้นแล ฯ

อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า ตกวันลูนรุ่งเช้ากินงาย เจ้าก็ขงขวายอาบองค์สรงเกษเกล้า นุ่งเครื่องท้าวพระยา เสวยเข้าน้ำโภชนาหาร อันมีรสหลายประการต่าง ๆ มีหมู่ฅนหลายแวดล้อมเป็นปริวาร ก็ไปสู่กว้านทานเมื่อยามเช้า เพื่อจักหื้อเข้าของเป็นทาน จิ่งปลงอาชญาวางแก่อามาตย์ว่า
             วตฺถานิ วตฺถกามานํ โสรทานํ เตถ วารุณี โภชนํ ดั่งนี้ ดูราอามาตย์ทังหลาย ฝูงฅนใดมีใจใฝ่มักใคร่ได้เสื้อผ้าชิ้นปลาอาหาร ท่านจุ่งดาทานอย่าหื้อขาด อย่าได้ตีและด่ายาจกทังหลาย จุ่งหื้ออิ่มด้วยเข้าน้ำอาหาร ฯ
            เตสุมคฺคา กิลนฺตาว ยาจกทังหลายอดบ่ได้ ก็ร้องไห้กลิ้งเกลือกไปมา ว่าในเมื่อมหาราชะเจ้าตนบุญแผ่ หื้อจ่ำเริญแก่ชาวสีพี จักหนีเจียรจากไปบ่อยู่ ผู้ข้าทังหลายจักหาที่เพิ่งบ่ได้ เป็นดั่งต้นไม้อันมีร่มกว้าง อันท่านหากอ้างตักเสีย นั้นและฯ โภณฺโต ดูราชาวเราทังหลาย ไม้มีต้นลูกล้วนดอกบานงาม มีร่มกว้างฉายา เกิดมาในที่ใกล้ทาง เป็นที่อาไสรแห่งฅนทังหลาย ผู้ใดผู้นึ่งตัดต้นไม้นั้นเสียสันใด ชาวเมืองสีพีมีโกธะอันมาก ขับพระยาเวสสันตระราช หื้อพัดพรากเมืองไป ก็อุปไมยดั่งอั้นและ ฯ

ดูราชาวเราทังหลายมวลมาก กรียาอันขับเจ้าพระยาเวสสันตระราช หื้อพลัดพรากจากพารา ด้วยคำชาวเมืองมาสนส่อ แก่ท้าวตนพ่อลวดขับหนี เป็นอันบ่ดีบ่ชอบ บ่ประกอบด้วยธัมม์ ท่านหื้อทานช้างม้าและรถ ปรากฏได้และสิ่งและเจ็ดร้อย สัตตมหาทานอันนี้ ผิและมีเมื่อใดดั่งอั้น ในกาละเมื่อนั้นอัศจรรย์เกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องและดอยคราง เป็นดั่งว่าจักพังไป ควรพืสะเพิงกลัวหนังหัวพองเกิดมี ด้วยเตชะฤทธีแห่งปริจาคเจตนา แห่งมหาสัตว์เจ้านั้นแลฯ

ในกาละนั้น เทวดาทังหลาย ก็ไปบอกกล่าวแก่พระยาทังหลาย ในสกละชุมพูท๎วีปว่า พระยาเวสสันตระเจ้าตนเป็นใหญ่ จักปลดไป่หื้อเป็นทานแล้ว ท้าวตนแก้วจักเข้าสู่ป่าไม้หิมพานต์ว่าอั้น ฯ เหตุนั้น ท้าวพระยาทังหลายมวลมาก ก็มารับทานจากเจ้าเวสสันตระบุญเรือง แล้วก็กลับไปสู่บ้านเมืองแห่งตน ด้วยเหตุเทวดาบันดลนั้นแล ฯ

พระมหาสัตว์เจ้าหื้อทานวันนั้น ก็เป็นกาละอันฅ่ำ ตาวันตกต่ำลับดอยไป เจ้าก็ไปสู่ปราสาทราชมณเฑียรแห่งตนแล้ว ตนแก้วจิ่งร่ำเพิงว่า กูจักไปไหว้สา สั่งอำลายังพ่อแม่เจ้า ด้วยราชะรถอันดี ส่วนนางราชะมัททีก็ฅนิงใจว่า กูจักไปตามพระยาเวสสันตระราช จักขออนุญาตโอกาสไปดี นางเทวีก็ไปกับด้วยพระมหาสัตว์เจ้านั้นแล ฯ ส่วนพระมหาสัตว์เจ้า ก็เข้าไปไหว้ยังพระราชะปิตา บอกกรียาอันจักไปวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อามนฺตยิตฺถ ราชานํ สญฺจยํ ธมฺมิกํ วรํ อวรุทฺธสิ มํ เทว วํกํ กจฺฉามิ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันตระราช ก็เข้าไปสู่ปราสาทพระราชปิตา ว่าข้าได้ประสาทหื้อเป็นทาน ยังช้างสารแห่งข้า มหาราชะเจ้าก็ว่าบ่ดี ขับข้าก็จักหนีบ่อยู่ จักเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ อันว่าท้าวพระยาตนใด บ่อิ่มในกามคุณ ๕ ดั่งอั้น ท้าวพระยาฝูงนั้นย่อมเข้าอำนาจ แห่งมัจจุธัมม์ด้วยอันหลงนักแล มีสันใด มหาราชะเจ้าก็จักเป็นดั่งอั้นชะแล ฯ
ส่วนข้าผู้ลูกหากสุขยินดี ด้วยสรีสัมปัตติแห่งตน หื้อทานช้างมงคลตัวประเสริฐ อันเกิดมาแต่บุญสมพานแห่งข้า พระเจ้าฟ้าฟังคำสนส่อ ว่าข้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย ขับข้าหนีไกลส่ำ ข้าจักไปพ่ำเพ็งบุญรวายตรี คือเมตตาปารมีในป่าไม้ จิ่งไหว้อำลามหาราชะเจ้า วันนี้ชะแล ฯ

พระมหาราชะเจ้ากล่าวอำลา ยังพระปิตาธิราชสันนี้แล้ว ตนแก้วก็ไปสู่สำนักแห่งพระราชะมารดา อำลานางพระยาตนแม่ ขออนุญาตแต่นางผุสสดี ว่าข้าแด่แม่เทวีเจ้าฟ้า ขออนุญาตหื้อข้าบวชเป็นชี กรียาอันบวชเป็นระสีอยู่ในป่า เป็นที่เพิงใจแก่ข้าพ้นประมาณ ข้าได้หื้อทานช้างแห่งข้า พร่องก็ว่าข้านี้ร้ายบ่ดี เหตุชาวสีพีมาสนส่อ ว่าข้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย จิ่งขับข้าหนีออกจาก หื้อพลัดพรากเมืองไป ข้าจักไปเสพทุกข์ในป่ากว้าง เป็นที่อยู่แห่งแรตช้างเสือหมี บวชเป็นระสีในป่าไม้ จักได้กระทำบุญไปไจ้ ๆที่นั้น
นางราชะผุสสดี ได้ยินคำภูมีตนลูก จิ่งต้านถ้อยถูกคาถาว่า อนุชานามิ ตํ ปุตฺตา ดูราเจ้าลูกรักแก่แม่ แม่ก็อนุญาตแก่ปุตตา จักไปจำศีลภาวนาในป่าช้าง เพื่อเสพสร้างเสวยบุญ อันจักเป็นคุณแก่เจ้า ตราบต่อเท้ายาวชีวํ ด้วยมีแท้ดั่งนางมัททีงามบ่เส้า จุ่งหื้ออยู่กับด้วยลูกเต้าทังสอง นางจักปองกระทำดั่งรือได้ ในป่าไม้หิมพานต์ ฯ
เมื่อนั้น พระยาเวสสันตระบุญกว้าง จิ่งกล่าวอ้างกับมารดา ว่าข้าแด่แม่พระยาเป็นเจ้า ข้าบ่มักชวนผู้อื่นใดไป แม่นข้าญิงชายช่วยใช้ ข้าก็จักบ่ได้เอาไป ผิว่านางมัททีมีใจมักใคร่ ติดตามไต่เข้าไป ก็จุ่งตามใจนางเป็นใหญ่ ผิว่าบ่มักใคร่ไปทวย ก็จุ่งอยู่กับด้วยพระแม่เจ้า และลูกเต้าทังสองแด่เทอะ ฯ

ตโต ราชา เมื่อนั้นท้าวสญไชยตนปู่ จักขอหื้อสะไภ้อยู่กับหลาน จิ่งกล่าวคำหวานอ่อนอ้อย จาถี่ถ้อยคำงาม ว่าดูรานางนงรามมัททีสรีสะไภ้ นางเคยไล้ลาทาด้วยจันทน์ทุกฅ่ำเช้า บัดนี้เจ้าว่าจักได้ทรง เหื่อไฅลไหลลงยะยว่าง อันนึ่งนางเคยนุ่งผ้ากาสีแพงค่า บัดนี้เจ้าจักเข้าสู่ป่า นุ่งผ้าเปลือกไม้และครองฅา ดั่งรือนางจักอดได้ ทุกข์ในป่าไม้เที่ยงจักมี เชิญเจ้ามัททีอดอยู่ ค่อยเลี้ยงหลานปู่ในเมืองเทอะ ฯ
ที่นั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้ปิตา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า คันว่าข้าได้พลัดพราก จากลูกเจ้าราชชื่อว่าเวสสันดร แม่นได้นอนบนปราสาทแล้วด้วยฅำ มีนางนาสนมแวดล้อม แหนแห่อ้อมเป็นปริวาร ก็หาฅวามสำราญบ่ได้ ข้าจักไปสู่ป่าไม้ เป็นเพื่อนพระเหง้าไธ้ราชะสามี ชะแล ฯ
เมื่อนั้นพระยาสญไชยจิ่งกล่าว ว่าดูราเจ้ามัทที ในคิรีป่าไม้ อันเป็นป่าใหญ่ดงหนา มีกำลังอุตสาหะยาก เป็นที่ล้ำบากแท้ดีหลี สัตว์ในดงรีปูนกลัวฅือแมงบ้ง ยอย่งหัวเต้นไต่ขบเจ็บ มีทังชักเข็บและแมงป่อง เหลือกและยุงบินยะย่องยะไย แม่เผิ้งไต่ตอมตน ประการนึ่งงูเหลือมตัวใหญ่ หาพิษบ่ได้อยู่ในดงไพร ประการนึ่งมันมีกำลังมากนักหนา นอนขวางคาอยู่ข้างแม่น้ำ หันสัตว์ใดมาถูกบ้วง ย่อมกระหวัดเกี้ยวล้วงลอบลืนกิน อันนึ่งหมีเถ้าดำใหญ่หม้า เป็นเนื้อกล้าฅะนอง มันปองขบฅนเลยไล่ คาบคว้าได้หื้อตาย แม่นผู้ชายแล่นขึ้นต้นไม้ ก็บ่พ้นได้สักฅน อันนึ่งฅวายเถื่อนดงเป็นหมู่ ลี้อยู่ข้างแม่น้ำโสตุมนที มีเขารีปลายเหลี้ยมขวิดแม่น หันฅนแล่นเข้าขวิดมาทอด อันนึ่งจักได้หันแม่งัวเถื่อน อันขางลูกไจ้ ๆ หันฅนมาใกล้แล่นเข้าขวิด ดั่งรือชีวิตเจ้าจักรอดได้ ประการนึ่งเจ้าจักได้หันหมู่ค่างและวอก อันรู้หลอนหลอกหน้าฅน มันอยู่บนค่าคบไม้ ควรกลัวได้เป็นภัย ลูกพ่อมีขวัญอ่อนนักหนา มาตรว่าได้ยินเสียงสิงคาระจิ้งจอก ออกมาร้องในเมือง เจ้าย่อมเฅืองตกใจสะดุ้ง จิตซว่านฟุ้งขวัญหนี ฯ
ยามนั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้สญไชย ว่าข้าแด่พระจอมใจหน่อฟ้า เจ้าได้บอกข้าเถิงภัย ข้าจักอดใจบ่อยู่ จักไปเป็นคู่พระราชะเจ้าเวสสันดร ข้าจักเพิกเสียใบฅาและหย่อมหญ้า ทังแขมแฝกหญ้าฅมบาง จักนำทางไปก่อนหน้า ลูกเจ้าฟ้าเทียวไปและนา ฯ
             ข้าแด่พระราชะเจ้า กุมารีสรีหนุ่มเหน้า จักได้ผัวผู้เสมอใจ อันจักได้นั้นด้วยยาก กระทำปฏิบัติมากหลายประการ มีประธานว่าผ้าเกี่ยวท้องน้อยหื้อแอวกลม รักษาถานานมบ่หื้อหย่อน อาบน้ำเมื่อเช้าก่อนงาย ยามเมื่อร้อนกระหายซ้ำผิงไฟเล่า เนื้อบ่เส้าจิ่งได้ผัวดีเสมอใจ สภาวะอันเป็นแม่ร้างลามผัว เป็นที่กลัวแก่ญิงในโลก เหตุอันได้ทุกข์โสกเหลือใจ ข้าจักไปบ่อยู่ ขอไปเป็นคู่ลูกพระยาพอสอง ฯ
ข้าแด่พระราชะเจ้า ชายผู้ใดมีเชื้อชาติอันถ่อย บ่ควรกินซากเข้านางท้าวพระยา พายลูนมาเขารู้ว่านางนั้นเป็นแม่ร้าง ทุกปากอ้างชิงกัน ชายผู้ถ่อยมาผันเป็นชู้ แม่นมันบ่สู้ก็กุมกอดลากเอาไป สภาวะอันเป็นแม่ร้างนี้ทุกข์ถนัดใจแก่ฝูงญิงในโลก เหตุดั่งอั้นข้าขอไปบ่อยู่ ฯ
            ข้าแด่พระราชะเจ้า ชายทังหลายย่อมดูแฅวนญิงอันหาผัวบ่ได้ คันเข้าใกล้ย่อมสวมจับเอาผม ยอทอดกุมคัดกอด เยียะต่อหน้าฅนทังหลาย หื้อละอายขายหน้า เหตุนั้นข้าอยู่ผู้เดียวบ่ได้ จักเข้าป่าไม้ตามผัว ชะแล ฯ
อันนึ่ง ผู้ชายทังหลาย ฝูงมีใจจงใฝ่ มักใจใคร่ได้แม่หม้ายแม่ร้าง เขาย่อมขัดล้างเลาเอาผิว นุ่งผ้าเสื้อดีอันใหม่ ใส่ใจว่าตัวเขาดีงาม มีเข้าของสะเล็กสะหน้อย ก็เอามาอ่อยหื้อแก่ญิง คันเข้าใกล้ก็ม่ายเป็นชู้ แม่นบ่สู้เขาก็ชักท่าวเหนือดิน เหมือนดั่งกาตอมนกเค้าช้าง ช่างลู่ปากอ้างชิงกัน นั้นและ ฯ อปิญาติกุเล ทิเต อันนึ่งญิงอันหาผัวบ่ได้ แม้นอยุ่ใกล้พี่น้องกระกูล มีเครื่องเงินฅำทูนตังไว้ ก็ยังได้ยินคำด่าหย้อท้อมา แก่ญาติกาพี่ญิงน้องชาย ทังมิตรสหายเพื่อนบ้าน ท่านเทียรย่อมต้านดูแฅวน ข้าขอไปทวยพระบาทไธ้ เข้าป่าไม้ตามผัวและนา ฯ
นคฺคา นที อนูตกา แม่น้ำใดหาน้ำบ่ได้ โลกกล่าวไว้ว่าแม่น้ำเปล่าดาย บ้านเมืองใดหาเจ้านายเมืองบ่ได้ เมืองนั้น ไส้ท่านกล่าวว่า เป็นเมืองเปล่าเสียสรีมีสันใด ญิงทังหลายฝูงใดมีพี่ชายได้และสิบฅน พ้อยหาผัวบ่ได้ ญิงทังหลายฝูงนั้น ท่านกล่าวว่าแม่ร้าง ทุกปากอ้างชิงกันเอา ธโช รถสฺส อันนึ่งช่อน้อยและทุงไชย ยกย้ายใยปกหัวรถ หื้อปรากฏหันแต่ไกล ไฟมีในที่ใดก็ปรากฏหันฅวันมา ท้าวพระยาก็ปรากฏแก่บ้านเมืองว่าเป็นใหญ่ ชายผู้เป็นผัวย่อมปรากฏแก่ญิงทังหลายในโลก เมื่อผัวทุกข์โสกยากไร้ หาเข้าของบ่ได้เข็ญใจ ญิงผู้นั้นไปตามบ่ขาด ยามเมื่อผัวเสวยราชะสมบัติ เป็นกระษัตริย์ตนใหญ่ ญิงผู้นั้นก็ปรากฏทรงยสเป็นดีกับด้วยผัวตนดั่งอั้น ญิงผู้นั้นเทวดาก็สักเสริญเยินยอ ว่านางกระทำการอันกระทำยาก เมื่อผัวทุกข์ยากก็บ่ละเสีย เหตุนั้นข้าขอลาลดปลดผ้ากาสี ไปนุ่งผ้าเปลือกชีตามผัว
สภาวะอันเป็นแม่หม้ายร้าง ทุกข์อ้างว้างถนัดใจ แก่ญิงทังหลายในโลก คันข้าได้พลัดพรากจากลูกพระเจ้าฟ้า แม่นได้เป็นใหญ่เหนือหน้าแผ่นดิน แม่นมีน้ำสมุทรถีบเป็นแดน แม่นมีเงินฅำแก้วแหวนกองใหญ่ ก็หาสุขบ่ได้สักอัน ญิงผู้ใดเมื่อผัวตนดีใสุขบ่พรากข้าง ยามเมื่อได้ร้างจากสมบัติ มีใจบ่เอื้อไปเพื่อท่านผู้อื่น มักตื่นสุขสนุกแก่ตัว ข้ากลัวใจแม่ญิงฝูงนั้น เป็นอันกล้าหยาบนักหนา ข้าจักขับตามเขาบ่ได้ จักตามเข้าป่าไม้ตามผัว ชะแล ฯ

มหาราชา มทฺทึ สพฺพํคโสภณํ เมื่อนั้น ท้าวสญไชยตนพ่อ จิ่งจาต่อนางมัททีว่า พ่อจาคำดีต้านต่อ เจ้าบ่มีใจม่อขับตาม จักเข้าดงรามป่าไม้ พ่อก็บ่ห้ามได้ตามใจ เท่าว่าสรีนงไวยหลานปู่ เจ้าจุ่งละหื้อไว้อยู่ปราสาทมณเฑียร พอหื้อพ่อได้หันหลานก่ำพร้า เหมื่อนดั่งได้หันหน้าเจ้าทังสองนั้นเทอะ ฯ ราช ปุตฺตี เมื่อนั้น นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้ปิตา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ลูกเต้าข้ารักเหมือนชีวิต บ่อาจจักปิดไป่ไว้ได้ เผือข้าทังสองจักยินดีในป่าไม้ เพราะได้หันหน้าลูกไธ้ทังสอง และนา ฯ
เมื่อนั้น ท้าวปรมสญไชยจิ่งกล่าว ว่ากุมารหลานทังคู่ เคยอยู่เสวยเข้าน้ำอาหาร มีรสหวานหลายประการ เจือจานด้วยชิ้นปลาอาหารดีด่าย หลานกูดั่งรือจักไปกินได้ ยังลูกไม้และหัวมัน ประการนึ่ง หลานกูเคยไปแอ่วเหล้น ด้วยยัวยานสีวิกายฅำบ่พราก ราชะรถม้าลากชอนไป หลานกูจักเทียวทางดั่งรือได้ ในกลางป่าไม้หนามหนา อันนึ่ง หลานกูเคยนอนในปราสาท อันองอาจด้วยช่อฟ้าและยองปลี มีปล่องดีหับไว้ บัดนี้หลานกูจักไปนอนแก่เค้าไม้ดั่งรือชา ฯ
อันนึ่ง หลานกูเคยนอนบนแท่นฅำวิลาศ มีเสื่อสาดลาดด้วยโกเชาว์(ผ้าขนแพะ)อันอ่อนสุขุมาลย์ บัดนี้หลานทังสองจักได้นอนเหนือหญ้า แข็งหยาบช้าชาชิง ดั่งรือจักนอนได้นั้นชา ประการนึ่งหลานกูเคยลูบไล้ ทัดดอกไม้ทาจันทน์มัน มีทังวันบ่ขาด ในปราสาทมณเฑียร บัดนี้หลานกูทังสอง จักไปทรงเหื่อไคลไหลหลั่งเต็มตน ประการนึ่งหลานกูเคยมีนางนาสนมแวดล้อม อยู่พัดอ้อมด้วยจามรี วีประหวัดกวัดไกวไปมา บัดนี้หลานกูจักไปอยู่ป่าไม้ หาฅนจักพัดวีบ่ได้ เหลือกและยุงไต่ตอมตน ชะแล ฯ

เอวํ ในเมื่อท้าวปรมสญไชยกระษัตริย์ ยังผ้งเจียรจาดั่งอั้น ฅืนนั้นก็เถิงเซิ่งอันรุ่ง สายฟ้าพุ่งขึ้นมา ฯ เมื่อนั้น นายสารถีจิ่งแต่งห้างราชะรถ ด้วยม้าสินธุสี่ตัวใหญ่ ก็นำไปไว้ที่ใกล้ราชะมณเฑียร ฯ ส่วนราชะมัททีสรีสะไภ้ ไหว้พ่อผัวแล้วสั่งอำลา นางนาสนมชาวแม่ นางเถ้าแก่เรือนหลวง แล้วก็เอาลูกแก้วทังสอง ขึ้นขี่ก่อนถ้ามหาสัตว์เจ้า ก็มีวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตมฺปรวิ ราชปุตฺตี มทฺที สพฺพํคโสภณา ดั่งนี้เป็นเค้า พระเจ้าว่า ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ส่วนางราชะมัทที ตนเป็นลูกสาวสรีพระยามัททราช มียสะอาจลือซา งามโสภาแลบล้วน เนื้ออ่อนอ้วนสุขุมาลย์ คันอำลาพ่อแม่ผัวตนแล้ว ก็เอาลูกแก้วทังสองฅน ไปขึ้นขี่ราชะรถ ถ้ามหาสัตว์เจ้าตนเป็นผัวนั้นแล ฯ

ส่วนพระยาเวสสันตระผู้ทรงยส ก็เสด็จขึ้นขี่รถดาไป ที่ใดฅนทังหลายมีแฅวนมาก เจ้าก็หื้อสัญญาณรถราชไปขอสั่งอำลา ว่าดูราเถ้าแก่ พ่อแม่ทังหลาย ตูทังหลายพ่อแม่ลูก จักเอากันไปอยู่ป่าหิมพานต์ ท่านทังหลายจุ่งเอากันอยู่ หาพยาธิ์บ่ได้สวัสสดี จุ่งอย่ามีฅวามประมาท อย่าได้ขาดการกระทำบุญ จักเป็นคุณเมื่อหน้า ในฟากฟ้าเมืองสวรรค์ ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วก็ออกจากเวียงไป ฯ
เบื้องบันนางราชะผุสสดีตนแม่ ก็หื้อฅนทังหลาย พ่ำเพ็งเกียนหื้อเต็มไปด้วยแก้ว ๕ สิ่ง ประดับยิ่งเต็มเกียน ก็ใช้ไปสองตราบข้าง หื้อลูกกูวางตามใจเทอะ ฯ พระมหาสัตว์เจ้าก็ลาลด ปลดเครื่องประดับทังหลาย หื้อทานไป ๑๘ ฅาบ แล้วก็ออกจากเวียงไป มีใจมักใคร่เหลียวดู ปราสาทราชะมณเฑียร ฯ ยามนั้น แผ่นดินหนา หาเจตนาบ่ได้ เหมือนดั่งมีจิตใจกระหวัดฅืน หื้อรถเหลียวยืนต่อ อว่ายหน้าล่อเวียงไชย เล็งแลไปยังปราสาท อันเป็นราชะมณเฑียรพ่อแม่แห่งตน ฯ
ยามนั้นอัศจรรย์เกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องดอยคราง ก็เกิดมีด้วยกรุณาอิ่นดูพระยาจักพราก หนีออกจากกันไป วันนั้นแล ฯ พระมหาสัตว์เล็งแลดูด้วยตนแล้ว จักหื้อนางแก้วมัททีเล็งแลดูเล่า จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า อิงฺฆ มทฺทินิ สาเมหิ ดั่งนี้ ดูราราชะมัททีนุชนาฏ อันว่าปราสาทมณเฑียร อันควรสนุกเสถียรถูกเนื้อ เป็นที่อาไสรแห่งพ่อแม่ราตนประเสริฐ งามล้ำเลิศดั่งเวไชยนต์ เราจักเอาตนพลัดพราก หนีละจากไปไกล ยามนั้นพระมหาสัตว์เจ้าจักยังอามาตย์ อันเกิดสหชาติตามตน ได้หกหมื่นฅนเป็นขนาด เจ้าจิ่งหื้อเขาลีลาศฅืนสู่เมือง แล้วตนแก้วก็ขับรถจากกันไป จิ่งจากับน้องเหน้า ว่าดูราเจ้ามัทที ผิว่ายาจกฝูงใด มาตามขอราดั่งอั้น นางจุ่งพิจารณายาจกฝูงนั้น กูพี่จักหื้อทาน
ว่าอั้นแล้วนางแก้วราชะกัญญา ก็เล็งหายังยาจก อันจักมาขอทาน ยามนั้นพราหมณ์ ๖ ฅนเป็นขนาด บ่อาจจักหื้อเมื่อยามมหาทาน เขาจิ่งติดตามมาพายลูน นางมัททีหันยาจกมาจิ่มใกล้ จิ่งบอกพระเหง้าไธ้ราชา ว่ายาจกมาว่าอั้น เจ้าก็เอารถยั้งถ้า ยาจกเข้าไปทันแล้ว ก็ขอเอาม้าแก้ว ๔ ตัว มหาสัตว์เจ้าก็หื้อทาน แก่พราหมณ์ฝูงนั้น ก็มีวันนั้นแล ฯ

            ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตํ พราหม อนฺวาคนุ(ง) เต ตํ อสฺเส อยาจิสุ(ง) ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พราหมณ์ทังหลาย ๖ ฅนไปทันแล้ว ก็ขอเอาม้าแก้ว ๔ ตัว พระยาเวสสันตระราช ก็หื้อปราสาทเป็นทาน ฯ

ในเมื่อมหาสัตว์เจ้าหื้อทานแล้ว หัวรถแก้วก็บ่ตกดิน ยังตั้งอยู่ในอากาศสิ่งเดียว ยามนั้นเทวบุตร ๔ ตน ก็มาเนรมิตเพศเหมือนดั่งละมั่ง ๔ ตัว เอาหัวมาซอนแอกแล้วลากชอนไป พระบัวไขกาบอ้า จิ่งจากับหน่อหล้ามัททีว่า ดูราเทวีน้องพี่ เจ้าจุ่งเล็งดูถี่ยังละมั่ง ๔ ตัว อันมีรูปงามดั่งรูปฅำ ก็นำเอารถเราไป เหมือนดั่งม้าอาชาไนยชอนลาก ในกาละเมื่อเทวบุตร ๔ ตน นำเอาหัวรถลากชอนไปดั่งอั้น ยามนั้นพราหมณ์ผู้นึ่งก็แล่นมาตามหลัง มาทันมหาสัตว์เจ้า แล้วก็ขอเอายังราชะรถแห่งเจ้า ก็ยังลูกเต้าและเมียตน หื้อลงจากรถแล้วก็ปลดไป่หื้อเป็นทาน แก่พราหมณ์ไปวันนั้นแล ฯ
คันท้าวหื้อรถเป็นทานแล้ว ก็หื้อนางแก้วราชะมัทที กับสองสรีลูกรักราช ก็หื้อคล้อยคลาดลงดิน ท้าวพระยาทังหลายพ่อแม่ลูก ก็เอากันไต่ทางไป พระมหาสัตว์เจ้า จิ่งจากับด้วยเจ้าราชกัญญา ว่าเจ้าจุ่งเอากัณหาผู้น้อง ยังปองว่ายังแฅวนเบา ส่วนตัวเราจักเอาชาลีตนพี่ อันยังแฅวนหนัก พระมหากระษัตริย์จากันสันนี้แล้ว ก็พากันอุ้มลูกแก้วทังสองไปวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺดต สตฺถา อาห ราชา กุมารํ อาทาย ราชปุตฺติจ ทาริกํ สมฺโมตมานา ปกฺกามุ(ง) ภิกฺขเว ดุราภิกขุทังหลาย ปางเมื่อพระตถาคตะเป็นพระยาเวสสันตระราช ได้พลัดพรากจากไพร่ฟ้า ก็อุ้มเอาลูกก่ำพร้าชื่อว่าชาลี ส่วนราชะมัททีก็อุ้มเอานางกัณหา เจียรจาถ้อยคำชมชื่นยินดีชะไจ้ ก็เข้าสู่ป่าไม้หิมพานต์ ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ฯ

ทานกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาสังวัณณนา ยังทานะขันธ์ปริเฉท อันประดับประดาคาถาว่าได้ ๒๐๙ คาถา ก็สมเร็จ เสด็จ ฯ

ทานกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาสังวัณณนายังทานะขันธ์ปริเฉท อันประดับประดาคาถาว่าได้ ๒๐๙ คาถา ก็สมเร็จ เสด็จ ฯ

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๔   วนปเวศน์
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)   ๕๗ คาถา

ดูราเจ้าแม่เทวี เจ้าเคยอยู่ดีสุขมาก บ่ทุกข์ยากอันใด เคยไปไหนด้วยยัวยานบ่พราก สีวีกายฅำหากนำไป บัดนี้เจ้าเทียวทางไกลด้วยตีนเปล่า บ่เอาเกิบรองไป เทียวทางไกลในป่า เจ้ามาที่นี้ด้วยเหตุอันใดชา ฯ ฅนทังหลายมวลมาก หันท้าวสี่ตนพรากเมืองมา หาปริวารบ่ได้ หายานช้างยานม้าใช้บ่มี เขาก็ลีลาไปสู่ ยังที่อยู่พระยาเจตราชรัฏฐา บอกกรียาอันมาแห่งพระยาเวสสันตระเจ้า ฯ

       ตสฺสตฺถุ เต ปฏิปเถ อากจฺฉนฺเต มนุสเส ทิสวา กหึ วงฺกฏปพฺพโต ปุจฺฉนฺตีติ ฯ

 

ล่ำดับธัมมเทสนามา ส่วนมหากระษัตรา ๔ ตน ก็เอากันออกจากเมืองไป หันฅนทังหลายพายหน้า เจ้าจิ่งถามว่าดูราเพื่อนทังหลาย เขาวงกฏปัพพะตาคิรีมีที่ใดชา
มนุสฺสา ฅนทังหลาย แขวดกฏหมายรู้ว่า พระยาเวสสันตระเจียนจากพรากเมืองมา จิ่งยอหัตถาน้อมไหว้ว่า เทว ข้าแด่พระแก่นไธ้บุญมี เขาวงกฏคิรีไกลนักและว่าอั้น ฯ
ฅนทังหลายฝูงนั้นหันกระษัตริย์ ๔ ตน ต่องเทียวหนทางมาที่ใด มีใจกรุณณาอดบ่ได้ ก็ร้องไห้บอกทางอันไกลมากนักหนา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า หนทางเข้าสู่วงกฏคิรีไกลนักแท้และ ฯ

เต ทารกา อันว่าเจ้าชาลีและกัณหาทังคู่ หันดอกไม่ตั้งอยู่ตราบข้างทางไป ก็มีใจใคร่ได้ จิ่งร้องไห้วอนขอ รุกขเทวดาก็อิ่นดูสองแก่นไธ้ จิ่งหื้อกิ่งไม้ค้อมอ้อมลงมา พอยอหัตถาหยุบถือเอาได้ มหาสัตว์เจ้าก็บิดเอาดอกไม้และหน่วยไม้ หื้อแก่ลูกไธ้สองรา ฯ ส่วนนางราชะมัทที ตนทรงลักขณะอิตถีบ่หย่อน หันกิ่งไม้ค้อมลงมา ปูนอัศจรรย์ล้ำเลิศ ก็หื้อบังเกิดสาธุการว่า อโห โอ๋ยนอ ด้วยมีแท้ไม้ทังหลายอันหาจิตใจบ่ได้ อาไสรเซิ่งอันไห้แห่งกุมาร ก็บันดาลค้อมอ้อมลงมา ก็ด้วยอานุภาวะแห่งพระยาเจ้า จอมเจื่องเหง้าพระราชา อัศจรรย์นี้นาบ่เคยมีมาแต่ก่อน ควรขนหัวพองสยองเส้นขนลุก ก็เกิดมีในโลกนี้แลว่าอั้น ฯ

ที่นี้จักจาด้วยมัคคาอันบ่ใหญ่ อันมหาสัตว์เจ้าไต่เทียวไป ยังมีดอยนึ่งชื่อว่าสุวัณณคีรี อันไกลได้ ๕ โยชนะคณะนา ว่าแต่เวียงเจตุตตระนครไป มีแม่น้ำชื่อว่าโกนทีมารา มีพายหน้าได้ ๕ โยชนะคณะนา ยังมีบ้านพราหมณ์อันนึ่งชื่อว่า มารัญจระคีรี ไกลก็ได้ ๔ โยชนะคณะนา ยังมีบ้านพราหมณ์อันนึ่งชื่อว่านารีกัณฑคาม เป็นสนามที่ยั้งใจก็มีไกลได้ ๕ โยชนา เวียงมาตุตระนครมีไกลบ้านพราหมณ์ได้ ๑๐ โยชนะ เหตุนั้นไปสู่เวียงเจตุตตระนคร บ่ได้นอนคราวทางไปวันเดียวก็รอด สี่กระษัตริย์ออกจากเจตุตตระนครยามงาย เจ้าทังหลายก็ไปรอดประเทศ อันเป็นเขตเจตราชปุรี อันอุดมสมฤทธีด้วยฅนมาก ดาดเต็มไปด้วยบ้าน น้อยใหญ่เหลือประหมาณ บัวรมวลด้วยชิ้นปลาอาหารเข้าเหล้า

สี่มหากระษัตริย์บ่เข้าสู่เวียงไชย ก็ยั้งอยู่ศาลาใกล้ประตูเวียง เมื่อนั้นราชะมัทที ก็ปัดฝุ่นผงธุลีอันติดปาทาทังคู่ แห่งพระอยู่เหนือหัว จิ่งฅนิงใจว่ากูจักหื้อฅนทังหลายรู้เหตุ อันพระยาเวสสันตระมาเทอะว่าอั้น นางก็ไปยืนอยู่ใกล้ประตูศาลา เพื่อสัญญาหื้อชาวเจตราช รู้ข่าวอันตนคลาคลาดจากเมืองมา
ชาวเมืองเจตราชหันนางนาฏไธ้มัทที ผู้มีลักขณะงามดีชุแง่ เขาก็มาอ้อมแห่เป็นปริวาร ก็กล่าวโวหารถ้อยข่าว ว่าดูราเจ้าแม่เทวี เจ้าเคยอยู่ดีสุขมาก บ่ทุกข์ยากอันใด เคยไปไหนด้วยยัวยานบ่พราก สีวีกายฅำหากนำไป บัดนี้เจ้าเทียวทางไกลด้วยตีนเปล่า บ่เอาเกิบรองไป เทียวทางไกลในป่า เจ้ามาที่นี้ด้วยเหตุอันใดชา ฯ
ฅนทังหลายมวลมาก หันท้าวสี่ตนพรากเมืองมา หาปริวารบ่ได้ หายานช้างยานม้าใช้บ่มี เขาก็ลีลาไปสู่ ยังที่อยู่พระยาเจตราชรัฏฐา บอกกรียาอันมาแห่งพระยาเวสสันตระเจ้า ฯ

ยามนั้นท้าวพระยาหกหมื่นตน ได้ยินฅนมาบอกกล่าว ได้รู้ข่าวอันมา แห่งพระยาเวสสันตระแก่นไธ้ เขาก็ร้องไห้ร่ำไรไปมา ก็มาสู่ศาลาท่านท้าว ร้องไห้กล่าวปราไสร ว่าข้าแด่พระเหง้าไธ้เทวราช สภาวะอันหาพยาธิ์บ่ได้ บ่มีโสกไหม้เฅืองขี ก็ยังมีแก่เจ้าอั้นชารือ ฯ
            ประการนึ่งชาวสีพีในนอก ทังข้างขอกสีมา ทังประชาชนะราษฎร์ บ่พยาธิ์โรคา บ่มีโสกาเดือดร้อน บ่ทุกข์ข้อนใจอั้นชารือ ฯ ประการนึ่ง หมู่ริพลมวลมาก ช้างม้ารถลากมีหลาย ไปที่ไหนบ่เทียมเจ้าราช รือเจ้าคลาคลาดเมืองมา เพราะข้าเสิกหนาเหลือแหล่ มาปราบแพ้แก่เจ้าราชา ขับเจ้าไคลคลาออกจาก หื้อพลัดพรากเมืองมาอั้นชา ฯ

มหาสตฺโต ส่วนพระมหาสัตว์เจ้า จิ่งบอกข่าวเหตุอันมา แก่พระยาเจตราช จิ่งโอกาสคาถาว่า กุสลญฺเจว เม สมฺมา อโถ สมฺมา อนามยํ ดั่งนี้เป็นต้น ดูราเพื่อนเจ้าทังหลาย เราอยู่ในเมืองสุขมาก บ่ทุกข์ยากอันใด บ่มีภัยอาพาธ บ่มีพยาธิ์กังวล กับทังปิตาตนธิราช ทังประชาชนะราษฎร์สีพี ด้วยมีแท้เราหื้อช้างมงคลตัวประเสริฐ ตัวล้ำเลิศงางอน ทานชอบไปแก่พราหมณ์กลิงคราษฎร์ ชาวเมืองเข้าอำนาจโกธา จิ่งขับหื้อเราไคลคลาออกจาก หื้อพลัดพรากเมืองมา เราจักพากันไปอยู่ยังเขาวงกฏพุ้นแลฯ

เมื่อนั้น ท้าวพระยาเจตราชทังหลาย จิ่งโอกาสคำงามว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า บัดนี้เจ้ามาแล้วด้วยดี บ่มีมาร้อนร้าย ขอเจ้าอย่าฅ้ายหนีไกล จุ่งอยู่ในเมืองเจตราช เสวยอำนาจเมืองมูล เป็นท้าวขุนตนใหญ่ แก่หมู่ไพร่ชาวเรา เจ้าจักบันเทาทุกข์ร้อน บ่โสกข้อนโสกา ชิ้นปลาอาหารและเข้าสาลีมีมาก น้ำเผิ้งน้ำมิ้นหากเหลือหลาย เชิญท่านอยู่สบายเทอะเจ้า ว่าอั้น ฯ
เวสสนฺตโร อาห ยามนั้นพระยาเวสสันตระเจ้า จิ่งต้านกล่าวคำดีว่า ดูราเจ้าทังหลาย สิ่งอันใดมวลมาก อันเจ้าทังหลายหากนำมา เราก็ปฏิคหารับเอาแต่แรก (ปฏิคหิต-รับเอา)เป็นของแขกปูชา องค์พระปิตาธิราช ได้ขับเราคลาคลาดจากเมืองมา เราจักพากันไปอยู่เขาวงกฏปัพพตาพุ้นและ ฯ เราทังหลายสี่ควรไปอยู่ที่ใด ๆ เจ้าทังหลายจุ่งหื้อโอกาส ฯ
ยามนั้นท้าวพระยาเจตราช ก็หื้อโอกาสคำจา ว่าพระราชาจุ่งโอกาส ผู้ข้าจักใช้ไปขออนุญาต กับพระปิตาธิราชสญไชย หื้อรู้สภาวะอันหาโทษบ่ได้ เมื่อฅนใช้ไป่ทันมา ขอพระราชาอย่าไปสู่ทางอื่น หื้อชาวเจตราชชมชื่นโสมนัสสา เขาจักมาหลิ่งน้อม อยู่แวดล้อมห้อมเป็นปริวาร แล้วเจ้าก็จักกลับฅืนไปสู่เมืองสีพี ดั่งเก่าแท้ดีหลีและนา ฯ

มหาสตฺโต ส่วนว่าพระมหาสัตว์เจ้า ได้ยินคำท้าวพระยามากล่าวคำงาม เจ้าบ่อาจกับตามใจเขาได้ จิ่งไขจาว่า ดูราเพื่อนชาวเราทังหลายมวลหมู่ กรียาอันจักฅืนไปสู่ส่ำนักพระปิตา เพื่อจักบอกพระยาตนใหญ่ หื้อรู้สภาวะอันหาโทษบ่ได้แห่งตนเรา ขอเจ้าทังหลายอย่าเพิงใจ เหตุสันใดเราว่าอั้น ฯ ท้าวตนนั้นบ่เป็นใหญ่ ในห้องปัพพาชนียกัมม์ กระทำหื้อข้าได้พลัดพราก ที่แท้หากเป็นชาวเมือง เขายินเฅืองเคียดใหญ่ จักหื้อพ่อข้าใส่ทัณฑกัมม์ บ่อั้นจักก็กำจัดพ่อแห่งข้า หื้อพลัดพรากหน้านิรเทศ เพราะข้าเป็นเหตุตนเดียว และนา ฯ
ราชาโน ยามนั้นท้าวพระยาทังหลาย จิ่งกล่าวว่า เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า ผิว่าปวัตติการนั้นอันใด มีอยู่ในเมืองเจตุตตระราช เป็นเจ้าอำนาจเหนือเมือง เจ้าจักบ่เฅืองสังสักสิ่ง จักสมฤทธียิ่งชุประการ ฯ
มหาสัตว์เจ้า จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า น เม สนฺโน มติ อตฺถิ ราชสฺส ดั่งนี้เป็นเค้า ว่าดูราชาวเราทังหลาย เราบ่ขงขวายเป็นใหญ่ เป็นเจ้าแก่ไพร่ประชา เป็นท้าวพระยาสอนชาวราษฎร์ ชาวสีพีขับเราพรากเมืองมา ผิว่าเราราอยู่เสวยราช ชาวสีพีทังเสนาอามาตย์ปุโรหิต ก็จักได้ผิดเถียงกัน คำเดือดนันจักมีมาก คำอันนั้นหากบ่เพิงใจเรา เราจักเอากันไปสู่ ยังที่อยู่ดอยวงกฏพุ้นและ ฯ

ที่นั้น พระยาเจตราช ได้ยินโอกาสคำจา แห่งพระยาเวสสันตระราชา เขาก็กระทำสักการะปูชา ประดับประดาทิสะทังแปด วงแวดด้วยผ้ากั้งและปูอาสนาแก่มหาสัตว์เจ้า ก็ตกแต่งเฝ้าอยู่เป็นปริวาร เสี้ยงจิรกาลฅืนนึ่งแล้ว ตนแก้วก็ออกจากศาลา ยามนั้นท้าวพระยาหกหมื่นตน ก็ไปส่งหน่อทสะพลแก่นไธ้ เสี้ยงหนทางได้สิบโยชนะคณนา ก็อยู่ในป่าหิมพานต์ที่นั้น จิ่งกล่าวว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า ฅนทังหลายฝูงฉลาด หากหื้อโอวาทว่าไว้ ด้วยประการสันใด ผู้ข้าทังหลายก็จักบอก
ท้าวพระยาตนใดออกไปบวชเป็นระสี มีใจดีเที่ยงหมั้น บ่ข้อนเหงี่ยงในกัมมัฏฐาน ย่อมจ่ำเริญฌานทุกฅ่ำเช้า ท้าวจุ่งเอาลูกเต้าและเทวี ไปอยู่วังกฏคีรี มีดอยอันนึ่งชื่อว่ามาทนะ ก็มีแล ฯ

            ตํ เจตา อนุสยิงสุ ท้าวพระยาเจตราช ได้โอกาสบอกเขตดงหนา ว่าข้าแด่พระราชาหน่อหล้า เจ้าจุ่งสะเพราะหน้าสู่หนเหนือแล้ว ตนแก้วจุ่งย่างย้ายไปด้วยตีนดอยอันซื่อ ก็จักหันดอยอันชื่อวิปุลละ อันอาเกียนเต็มไปด้วยไม้ทังหลาย อันยังยายเย็นควรระเมาเอาใจ แล้วจักได้หันแม่น้ำเกตุวดี อันไหลมาดีแต่ท้องดอยเลิ้กมาก ดาดาดเต็มไปด้วยปูปลาและเต่าน้ำ ทุกก้ำราบเพียงงาม มีน้ำอันเย็นใสซะราบ พระราชะเจ้าอาบและดูดกิน ก็จักมีฅวามยินดีชื่นช้อย กับด้วยลูกน้อยและปิยะชายา เรียงนั้นนายิ่งโยชน์ จักได้หันไม้นิโครธต้นใหญ่ มีกิ่งก้านไขว่สาขา มีลูกหนาซะซว้าง มีร่มกว้างเย็นด
ี ยังมีดอยลูกนึ่งชื่อว่านาลิกา มีสกุณณาหลายต่าง ๆ สีดำด่างขาวแดง เขียวขาวแซงลายดอก บินไล่หลอกชิงกัน มีหลายพันธุ์หลายหลาก กินนะรีนะรอนหากวิ่งเต้น ขับฟ้อนเหล้นควรละเมา ยังมีสระอันงามเลาชื่อว่ามุจจรินท์ มีทิสะหนเหนือจ้วยวันออก มีดอกบัวดอกพ้านและจังกอน สีเขียวขาวออนแดงด่าง มีสีต่าง ๆนานา ยามนั้นพระราชะเจ้าฟ้า จักได้หันหญ้าแพรดเขียวงาม ในวนารามป่าไม้ ประกอบด้วยไม้สองจ่ำพวก คือว่าผ้งเป็นดอกและเป็นลูก ควรเป็นที่ถูกเนื้อเพิงใจ แห่งพระบัวไขกาบอ้า กับทังลูกหล้าและอัคคชายา

คันพระราชข้ามพ้นดอยอันเป็นขุนแม่น้ำ ก็จักไต่ล้ำข้ามยากแท้ดีหลี จักได้หันสระโปกขรณี มีจตุรัสสะแบ่งเสมอกัน มีหลายอันหลายหลาก เต่าน้ำมากและปูปลา หว้ายไปมาภะภาบ มีท่าราบเพียงงาม มีน้ำบริสุทธิ์เย็นซะราบ ปูนดีใคร่อาบและกิน ชะแล ฯ
ปัณณศาลาแห่งมหาราชะเจ้าทังหมู่ หื้อตั้งอยู่หนอีสาน แห่งสระโปกขรณี แล้วจุ่งวิถีเลี้ยงชีวิตเจ้า กับทังลูกเต้าและอัคคชายา ด้วยอันแสวงหาหัวมันและลูกไม้ เจ้าอย่าได้ประมาทใจไกล จุ่งปรารภเพียรไปไจ้ ๆ เพื่อหื้อเข้าใกล้เมืองฟ้าและเนรพานแด่เทอะ ฯ

เอวํ วุตฺเต ท้าวพระยาเจตราช คันโอกาสกล่าวหนทางไกล มาตราว่าได้สิบห้าโยชน์ แก่พระมหาสัตว์เจ้า เขาก็ร่ำเพิงในใจว่า ข้าเสิกอย่าได้โอกาส มากระทำร้ายแก่เจ้าราชสี่ตน หื้อเป็นอนธะรายตายกว่า เขาก็ตั้งพรานป่าชื่อว่าเจตบุตร อันสั่งสอนดีตั้งไว้ หื้อรักษาประตูป่าไม้หิมพานต์ ว่าท่านจุ่งพิจารณาการในนอก ยังฅนเข้าออกไปมา ท่านจุ่งรักษาอยู่เฝ้า อย่าหื้อเป็นทุกข์แก่เจ้าเวสสันดรเทอะ ว่าอั้นแล้ว ก็ฅืนมาสู่เรือนตน ก็มีวันนั้นแล ฯ

ส่วนพระยาเวสสันตระ กับทังปิยะชายา คันไปรอดเขาคันธะมัทนะแล้ว ตนแก้วก็อยู่ที่นั้นฅืนนึ่ง วันพรูกเช้าก็เข้าสะเพราะหน้าสู่หนเหนือ ก็ไปด้วยเขาวิปุลละที่นั้น ก็ไปเถิงแม่น้ำเกตุมวดี ยามเมื่อสุริยะรังษีร้อนกล้า เจ้าก็พากันมานั่งใกล้ริมฝั่งนที มีใจยินดียิ่งล้ำ ก็เสวยเข้าน้ำอาหาร มีรสหวานอันพรานป่าหากหื้อ แล้วเจ้าก็มอบปิ่นฅำแก่พรานป่าผู้นั้น แล้วก็อาบองค์สรงเกศเกล้า แล้วก็กินน้ำอิ่มเพียงใจ ฅวามร้อนกระหายดับกว่า
เจ้าก็เข้าป่าไม้เถิงเค้าไม้นิโครธใหญ่ อันตั้งอยู่จอมดาย เจ้าก็ยั้งหื้อหายล้ำบาก ด้วยอันทุกข์ยากเทียวทางไกล ก็ไปเถิงเขานาลิกาอันใหญ่ ก็ไต่ไปเถิงตีนเขาที่นั้น ก็ไปเถิงเขตขั้นมุจจรินทสระ ไปเถิงแจ่งวันออกจ้วยเหนือ ก็เข้าไปสู่ราวป่า ด้วยหนทางอันพอรอยตีนผู้เดียวเทียวไต่ได้ ก็ล่วงข้ามป่าไม้สู่ราวป่าก็มีแล ฯ

ตสฺสมึ ขเณ ในขณะยามนั้นนา พระยาอินทาตนวิเศษ ก็รู้แจ้งเหตุว่าพระเวสสันดร ได้เดินจรยากไร้เข้าสู่ป่าไม้หิมพานต์ พระโองการตนเป็นใหญ่ จิ่งได้รีบพิจารณา ว่าควรกูอินทาหื้อได้ ยังที่อยู่แห่งพระแก่นไธ้เวสสันตระราชา คันอินทาร่ำเพิงสันนี้แล้ว ตนแก้วก็หามายัง วิสุกัมม์เทวบุตรตนวิเศษ ว่าเจ้าจุ่งเนรมิตเพศ ลงไปสู่โขงเขตเมืองฅน ไปเนรมิตอาสรมบทที่อยู่ อันควรคู่สนุกใจ ในชุมพูไชยเทศท้อง เขตเขาห้องวงกฏ แด่เทอะ ฯ
ยามนั้นวิสุกัมม์เทวบุตรใจกว้าง ก็รับเอาคำอ้างแห่งอินทา ก็ลงมาเนรมิตศาลาทังคู่ หื้อเป็นที่อยู่เมื่อวันและเมื่อฅืน เนรมิตจงกมสองหลัง แล้วก็ส่ำแดงกอดอกไม้ อันเป็นใบดอกบานงาม กับดงรามป่ากล้วย ในที่สุดห้วยจงกม แล้วก็แต่งปริขารสรมณ์นักบวช ลวดหื้อครบแล้วชุประการ เขียนหนังสือสารไว้ว่า ผู้ใดใคร่บวชทรงผนวชเป็นระสี จุ่งรับปริขารฝูงนี้แล้วบวช สร้างผนวชแสงบุญเทอะ ฯ
วิสุกัมม์เทวบุตรตนองอาจ ก็ขับผีวิศาจฝูงร้าย หื้อหลีกฅ้ายหนีไกล เนื้อและนกทังหลายสังสลืด อันมีเสียงพืสะเพิงกลัว ก็หื้อเอาตัวหนีหลีก จุ่งหื้อฟีกหนีไกล แล้วก็กลับฅืนไปสู่ ยังที่อยู่แห่งตนวันนั้นแล ฯ

มหาสตฺโต พระมหาสัตว์เจ้า ก็ต่องเต้าตามทางเทียว พอผู้เดียวเทียวไต่ได้ ก็ไว้น้องไธ้และราชะปุตตา เข้าไปสู่ปัณณศาลานั้นแล้ว ตนแก้วร่ำเพิงใจ ว่าที่นี้เป็นที่อาไสรแห่งนักบวช มาสร้างผนวชภาวนา เจ้าก็ไขประตูบัณณศาลาเข้าสู่ ในแก้วกู่พายใน ก็เล็งหันลายสืออันวิสุกัมม์เขียนไว้ ท้าวไธ้ลวดยินดี ว่ากูนี้มาอยู่ป่า อินทาเจ้าฟ้าหากรู้ทัน ท้าวจักหันกูจักทุกข์ยาก ลำบากทางภาวนา จิ่งหื้อวิสุกัมม์มาแปงแต่ง ยังห้องแห่งปัณณศาลา เพิงมีชะแล ฯ
ว่าอั้นแล้ว เจ้าก็วางสรีกัญไชย และธนูแก้ว แล้วก็แก้ผ้าขาวไว้ นุ่งผ้าเปลือกไม้พาดหนังเสือ ขอดชะฎาไว้เหนือเกศเกล้า นุ่งเพศเป็นเจ้าตาปสาระสี มีมือถือไม้เท้า เจ้าก็ออกมาจากศาลา เทียวไปมาในจงกมแล้ว ก็ออกมาสู่ลูกแก้วและราชะมัทที ร่ำงับอินทรีย์บ่เศร้า เป็นดั่งพระปัจเจกพุทธเจ้าตนบุญ นั้นแล ฯ

มทฺทีปิโข ส่วนว่าราชะมัทที ทรงตนดีสุภาพ ก็ก้มกราบแทบตีน แห่งพระภูมินทร์เป็นเจ้า แล้วก็เข้าสู่ปัณณศาลา เอาเพศเป็นตาปสาสินีชื่นช้อย แล้วก็หื้อกุมารน้อยทังสององค์ ทรงตนเป็นนักบวช สร้างผนวชเป็นชี ขัตติยะระสีพ่อแม่ลูกเต้า พากันอยู่ในห้องเขาวงกฏคีรี ก็มีวันนั้นแล ฯ

อถ ในกาละนั้น นางมัททีอ้วนอ่อน ก็ขอพรกับพระมหาสัตว์เจ้า จอมเจื่องเหง้าราชาว่า เทว ข้าแด่พระราชะเจ้า อย่าว่าจักเข้าสู่ดงหนา เพื่อแสวงหาหัวมันและลูกไม้ ขอพระเหง้าไธ้จุ่งอยู่รักษา ยังสองลูกราทังคู่ หื้อเจ้าอยู่อาสรมบท ข้าจักอดเข้าป่า ไปสอดล่าแสวงหา ยังผลาลูกไม้ คันว่าได้แล้วก็จักรีบมา เลี้ยงพระราชาเป็นเจ้า กับทังลูกเต้าทังสองแด่เทอะ ฯ
พระมหาสัตว์เจ้า ก็ขอพรกับนางหน่อเหน้ามัทที ว่าดูรามัททีเจ้าพี่ ราทังสองนี้ ได้ชื่อว่านักบวชแท้ดีหลี อันว่าอิตถีแม่ญิงทังหลาย เทียรย่อมเป็นอนธะรายแก่พรหมะจริยกัมม์ กระทำจิตใจหื้อฟุ้งแตก แรกแต่นี้ไปเมื่อหน้า นางอย่าได้เข้ามาสู่ส่ำนักกูพี่ ในกาละที่บ่ควรมา ฯ นางราชะมัททีก็รับเอาคำมหาสัตว์เจ้า ว่านางบ่เข้ามาในกาละบ่เพิงควร ก็มีและนาฯ
แม่นว่าสัตว์ทังหลายมวลหมู่ ถ้วนหน้าอยู่หิมพานต์ มีประหมาณหลายหลาก เนื้อเบื้อหากอาเกียน เขาบ่มาเบียนหื้อทุกข์ร้อน หื้อลำบากข้อนโกลา มีเมตตาไมตรีชุจอด ทุกเบื้องรอดทุกพาย ก็มีแล ฯ

มทฺทีปิ ส่วนนางมัททีตื่นแล้ว นางหน่อแก้วก็นำเอา ยังน้ำกินและน้ำซ่วยหน้าและไม้สีฟัน ไปปันแก่มหาสัตว์เจ้า แล้วก็กวาดเผี้ยวอาสรมศาลา แล้วหื้อปุตตาทังสองอยู่ใกล้กับท้าวบุญลือ นางก็ถือกระเช้าและเสียมจอดบ้อง อันจักขุดต้องหัวมัน กับทังขออันจักเกี่ยวลูกไม้ รีบไปเซาะไซ้แสวงหายังผลาลูกไม้ คันนางได้แล้วก็ฅืนมา สู่ศาลาเมื่อยามตาวันตกต่ำ ลูกไม้ส่ำเต็มถง เจ้าก็อาบองค์สรงเกษเกล้า แห่งลูกรักเจ้าปุตตา ฯ
              ยามนั้นกระษัตราทังสี่ นั่งอยู่ที่ใกล้ประตูศาลา ก็พากันเสวยหัวมันและลูกไม้ อันตนแม่ได้นำมานั้นแล ฯ เมื่อกระษัตราพ่อแม่ลูก ได้เสวยลูกไม้หัวมันแล้ว นางแก้วราชะมัทที ก็พาเอาลูกรักสองสรี ไปสู่ที่อยู่แห่งตน ก็มีวันนั้นแล ฯ

จตฺตาโร ขตฺติยา กระษัตราทังสี่ พากันอยู่ในห้องที่เขาวงกฏคิรี มีนานประหมาณว่าได้เดือนนึ่ง ก็มีด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แล ฯ

วนปเวสนกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันสังวัณณนาห้องเหตุ วันนะปเวสน์กัณฑัง อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๕๗ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จ ฯ

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๕   ชูชก
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)    ๗๙ คาถา

ดูราอมิตตาปันนา นางอย่าว่าจักได้กระทำการอันใดสักอัน อย่าไปตักน้ำ นางเท่าอยู่ถ้าอาบในเรือน กูพี่จักเชือนไปตักน้ำมาหื้อมึงอาบ กูพี่จักอุปฐากเจ้า ทุกฅ่ำเช้าทังวันชะแลฯ ดูรานางอมิตตา นางอย่าได้เคียด จาส้มเสียดในใจ ฯ ส่วนนางอมิตตา จิงจาตอบพราหมณ์ว่า ดูกราท่านพราหมณ์ ชายผู้ใดเป็นผัวและไปตักน้ำมาหื้อเมียอาบ หาบน้ำมาหื้อเมียกิน ข้าบ่ยินปรารถนา อยู่ในฆาวาเรือนอันนั้น ผิว่าบ่อั้นก็หื้อหามายังข้าช่วยใช้ญิงชาย ดั่งอั้นกูนางก็จักบ่อยู่ในเรือนพราหมณ์แล กูจักหนีไปในวันพรูกนี้แลฯ

       ตสฺสตฺถุ ฯ ตตา กลึครฏฺเฐ ทุนฺนวิฏฺฐพราหมณคามวาสี ชูชโก นาม พราหมโณ ภิกฺขาจริยาย กหาปนสตํ ลภิต๎วา เอกสฺมึ พราหมณกุเล ฐเปต๎วา ปุน ธนํ ปริเยสนตฺถาย คโต ติฯ

 

ในเมื่อขัตติยพระองค์ทังสี่พ่อแม่ลูก เอากันไปสู่ ในแก้วกู่คิรีวงกฏ อดสาหะอยู่สร้างสมณธัมม์ กระทำพรหมวิหารสี่อยู่ในที่ใด

ตตา ในกาละเมื่อนั้น ยังมีพราหมณ์ผู้นึ่งชื่อว่าชูชกะพราหมณ์ อยู่ในบ้านชื่อว่า ทุนนะวิฏฐะคาม อันมีในระวงโขงเขตเมืองกลิงครัฏฐะ ส่วนชูชกะพราหมณ์เทียรย่อมไปแสวงหา ขอเอาเข้าของแถมเล่า รอมกับของเก่าได้ร้อยกหาปนะ คือว่าพันเงินเป็นตรา หาที่จักวางยังถงฅำบ่ได้ จักเอาไว้บนหัว ก็กลัวเป็นรูเป็นช่อง จักไว้ใกล้หน้าปล่องก็เยียวว่าโจรจักมาจก มันจิ่งพกเอาฅำซะไซ้ เอาฝากไว้กับกระกูลพราหมณ์ผู้ไร้อันเป็นสหาย อันเป็นอุบายบ่ชอบ เพราะประกอบด้วยตัณหา ก็ซ้ำไปแสวงหามาแถมเล่า เพื่อแถมเก่าหื้อเป็นด
ี ในเมื่อชูชกะพราหมณ์ไปแล้วเมินนานซะร่ำ พร่ำว่าได้หลายปีหลายเดือน มันหนีไปเมินหลายขวบเข้า ใส่ใจว่าเถ้าตายแล้วเมือมรณ์ เขาจิ่งไขถงถอนเอาฅำออกจ่าย เถ้าส่ายล่ายพ้อยกลับฅืนมาหาเล่า ถามเอาของเก่าแห่งตน มันเยียะจะจนจะจาด เป็นดั่งจักทึ้นยาดเทครัว มันโจทนาถามหาฅำร้อยกหาปนะนั้นไว้ เซิ่งกระกูลพราหมณ์ขี้ไร้ชุวันยามฯ

ส่วนกระกูลพราหมณ์ผู้นั้น มันก็คลั่งไคล้อยู่ไจ้ ๆ หาสังจักมาใช้ค่าหนี้ฅำพราหมณ์บ่ได้ เหตุกาละยามนั้น เมืองกลิงครัฏฐะก็เป็นอันแห้งแล้ง ฟ้าฝนแสร้งบ่ตก เป็นฉาตกภิกขภัย กระกูลพราหมณ์ขี้ไร้จิ่งเอาฅำเลี้ยงไส้ลูกเมียตนไปเสียแล้ว ฯ กระกูลพราหมร์ขี้ไร้ บ่มีสังใช้ค่าหนี้ฅำพราหมณ์ เท้ามีลูกญิงงามจะจ่อน ชื่อนางเนื้ออ่อนอมิตตตา จิ่งจัดดาขายกว่า เป็นหนี้ถ่ายค่าฅำพราหมณ์
เมื่อนั้นชูชกะพราหมณ์ จิ่งจาคำงามเล้าโลมอ่อนอ้อย กับนางหนุ่มหน้อยอมิตตา ไปสู่ฆาวาเรือนตนซวะไซ้ ว่าเจ้าหลานไธ้หัวใจ ปู่นี้จักเอาเมือไว้แทนตน นางก็เที่ยงจักได้แทนครัวทุกอันทุกช่อง ข้าจักเอาน้องไปเป็นหลาน นางอมิตตตาก็เยียวว่าเป็นดั่งอั้นแท้ จิ่งขานว่าดีดี แล้วก็หนีไปอยู่ กับเถ้าปู่ชูชกะพราหมณ์ นางมอมิตตตาอยู่บ่เคยพราหมณ์ ปู่พราหมณ์จิ่งจาต่อ อว่ายหน้าล่อจานางว่า ดูกรานางน้องรักพี่เฮย ผิว่าเจ้ามักใคร่ได้เครื่องหย้องของประดับอันใด พี่ก็จักหื้อแปงสร้าง เจ้าจักมักหน้าต้างใส่ตัวตน รือว่าเจ้ามักแหวนทำรงค์ใส่ก้อย รือว่าฅำใส่สร้อยปลายแขน รือใคร่ได้แหวนฅำใส่นิ้ว รือสิ้วเสื้อใส่ไหมฅำ รู้ว่า(รือว่า)มักจำปาเมืองเทศ รู้ว่ามักผ้าชุมพูวิเศษผ้าสะไบเทศทรงจง รู้ว่าเจ้ามักใคร่ได้สิ้นตาหลวงใหญ่ กูพี่จักไถ่ซื้อมา แก่กัญญาจอมหัวแก่พี่

ว่าอั้นแล้วก็ตั้งไว้เป็นหลาน เถ้าละลานลื่นเหล้น หยักบีบเน้นปลายมือ จาอืดอืออะอ่อย อบรมอ่อนน้อยเป็นเมีย เถ้าตาเพลียตาเหลือก ตัวเสิ้กเกิ้กเป็นขี้แมงวัน ใคร่หัวหันเหงือกเชยชุม ได้เมียหนุ่มตกสะเอ๊าะ อ้อนหยอกเยาะนอนแยง นอนสะแคงเทาะต่อย ว่าเจ้ารักพี่ค่อยอยู่เป็นหลานปู่ จุ่งอยู่ต่อเท้าทีฆา อายุพี่ซะรา(ชรา)ถ่อยเถ้า ได้หกสิบขวบเข้าปีปลายเป็นชายบ่ช้า เจ้าจุ่งอยู่กับข้าเทอะแม่โสภาเฮยว่าอั้นฯ ส่วนนางอมิตตาปันนา ประกอบด้วยวัตตาปฏิบัติชูชกะพราหมณ์ชุวันก็มีแลฯ

เมื่อนั้นพราหมณ์หนุ่มทังหลาย ต่างฅนก็ต่างด่ามาตีเมียตนว่า ดูรานางทังหลาย ส่วนนางอมิตตาปันนา นางยังอุปฐากผัวทุกฅ่ำเช้า ดั่งรือสูเจ้ามาประมาทดูแฅวนผัวสูสันนี้ชา พราหมณ์หนุ่มทังหลาย ก็ฅ่ำรามเมียตนสันนี้
              ส่วนว่าเมียพราหมณ์ทังหลาย ก็พากันเคียดมากนัก ก็เจียรจาเซิ่งกันว่า ดูกราเจ้าทังหลายเหย เรามาอยู่กินกับด้วยกันก็เหิงนาน แต่ก่อนผัวเราทังหลายก็บ่ห่อนจักตั้งโทษแก่เราสันนี้ แดนแต่อี่กาลกิณีมาอยู่ร่วมบ้าน ผัวเราจิ่งว่ากล่าวสันนี้ เราทังหลายควรไปด่าหื้อมันหนีเทอะ แล้วก้มาชุ่มนุมกันในท่าน้ำ เพื่อเกิ๋ดด่านางอมิตตาปันนา ก็มีวันนั้นแลฯ เขาก็กระทำเสียงอุกขะหลุกมี่นันมากนัก นางทังหลายลางพร่องก็ใคร่หัว ลางพร่องก็ด่า ส่วนนางอมิตตาปันนา ก็ติ้วเอาไหน้ำแห่งตนซะไซ้ เยียะร้องไห้ก็เยียะหนีไปสู่เรือนตน

ชูชโกปิ ส่วนชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า เข้าอำนาจกามราคะตัณหา ได้ยินนางอมิตตาร้องไห้ อดบ่ได้จิ่งถามด้วยคำดี ว่าดูราจอมรักแก่พี่เฮย เจ้าร้องไห้สันใดชา มีคาว่าเจ้ากูไปถูกไม้เหลี้ยม รู้ว่าเจ้ากูไปจกแมงปู่ กูปู่ใคร่รู้จิ่งถาม รู้ว่านางงามพี่อยากเข้า จุ่งจักบอกกูพี่เทอะ ฯ ที่นั้น นางอมิตตาปันนา จิ่งจากับพราหมณ์เถ้าว่า เมียพราหมณ์หนุ่มทังหลาย มาจาคำหยาบ เป็นคำฅ่ำราบด่าตนกู ดูราท่านพราหมณ์ แรกแต่นี้ไปหน้า ข้าบ่ไปตักน้ำแต่ท่ามาหื้อท่านแลฯ เมียพราหมณ์ทังหลาย มาหยาดยายแวดล้อมห้อมด่ากู ในกลางทางท่าน้ำ เพื่อมึงพราหมณ์เถ้าฅ่ำชรา ดีเป็นปู่พ้อยได้มาเป็นผัว บ่สมตัวนางสักกาก เป็นขี้กรากทังตัว เขาทังหลายพร่องก็ใคร่หัว พร่องก็ตบมือโห่ร้อง พร่องก็กำฆ้อนแกว่งไปมา เสียงเซ็งวาสนั่นก้อง ในเทศท้องดอนทรายก็มีแลฯ
ชูชกะพราหมณ์ก็กล่าวว่า มา เมตตํ อกาลรมฺมํ มาเม ดั่งนี้เป็นต้น ดูราอมิตตาปันนา นางอย่าว่าจักได้กระทำการอันใดสักอัน อย่าไปตักน้ำ นางเท่าอยู่ถ้าอาบในเรือน กูพี่จักเชือนไปตักน้ำมาหื้อมึงอาบ กูพี่จักอุปฐากเจ้า ทุกฅ่ำเช้าทังวันชะแลฯ ดูรานางอมิตตา นางอย่าได้เคียด จาส้มเสียดในใจ ฯ
            ส่วนนางอมิตตา จิงจาตอบพราหมณ์ว่า ดูกราท่านพราหมณ์ ชายผู้ใดเป็นผัวและไปตักน้ำมาหื้อเมียอาบ หาบน้ำมาหื้อเมียกิน ข้าบ่ยินปรารถนา อยู่ในฆาวาเรือนอันนั้น ผิว่าบ่อั้นก็หื้อหามายังข้าช่วยใช้ญิงชาย ดั่งอั้นกูนางก็จักบ่อยู่ในเรือนพราหมณ์แล กูจักหนีไปในวันพรูกนี้แลฯ

ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินนางมากล่าว ร้อนผะผ่าวในตน จิ่งกล่าวว่า ดูรานางอมิตตาปันนาเหย กูพี่เถ้าก็เถ้าแท้ ก็เท่าว่าเถ้าดายเถ้าขี้คร้าน เถ้าอยู่บ้านว่าเถ้าบ่รู่ศาสตร์ศิลป์ เหตุว่าบ่ได้เรียนมาแต่เมื่อยังหนุ่มยังเล็ก ตำราเช่นเช็กกูพี่ก็บ่ได้เรียน หล่อเหล็กหื้อเป็นธัมมชาติกูพี่ก็บ่ได้เรียน หุงยาต้มมาดหุงหางกูพี่ก็บ่ได้เรียน เชิงกลางเกียนและฟ้อนดาบ หกเต้นภะภาบโยนฟัน อันนึ่งละคุยทังปาวปล้ำท่าวนอนหงาย ฅะยุยฅะยายลุกได้ แขนไป่สันหลังที่จับดังหื้อเลือดออกกูพี่ก็บ่ได้เรียน การกระทำเพียรเป็นหมอยา ไปแสวงหาผู้ใดกูพี่ก็บ่ได้เรียนรู้ กระทำนาดีหว่านกล้ากูพี่ก็บ่ได้เรียน การไปค้าขายของแพงกูพี่ก็บ่ได้เรียน มนตร์ตามเทียนลงดำน้ำก็ซ้ำว่าแฅวนไกล มนตร์ดำน้ำพัดเหล็กไฟก็บ่ช่าง เต้นขะหยะขะย่าง กูพี่ก็เจ็บแอวเรียนบ่ได้ ชื่อว่ามนตร์หื้อหายตัวต่อหน้า อันนั้นจิ่งว่าฅนแกล้วกล้าจิ่งออกขอกฟ้าไปไกล กูพี่ก็บ่เป็นสักอัน สุดแต่ใส่คล้องแลนกูพี่ก็บ่ช่าง ใส่คล้องค่างก็ซ้ำแฅวนไกล มนตร์ใส่แม่ร้างหื้อมาหากูพี่ก็บ่ได้เรียน มนตร์เป่าไฟหื้อเรื่อ ก็ได้เชื้อมาแล้วบ่ร้ายสังดั่งเก่า มนตร์ใส่สาวหนุ่มหน้อยหื้อรักนั้น ก็ยังมีสะน่อย กูพี่นี้ก็เท่าเถ้าดูดาย บ่รู้ศาสตรศิลป์ ซ้ำเป็นฅนฅะยื่อและมองฅ่อ อว่ายหน้าล่อเตาไฟ เยียะไปขุกขุกขากขาก การฝูงนี้หากมีสะน่อย กูพี่นี้ด้อยปางเปล่า เขี้ยวพอเว่าบ่รู้ศาสตรศิลป์ มนตร์ดีวิเศษจักเป่าช้างถอดเอางา ปล้ำเงี้ยวถอดเอากุบ อันนั้นก็จิ่งเพิงว่า ฅนหาญกล้าออกนอกบ้านเทียวเมือง กูพี่นี้ก็บ่แกว่น ยิงหน้าไม้ก็บ่แม่นสักเม็ด จักตอกสะเก็ดก็ยินคึดยาก จักยิงสินาดก็กลัวหน
กูพี่เป็นฅนลอดมอก จักเดินด้าวขอกเมืองไกล ดั่งรือจักได้นี้ชา กูพี่จักได้เมียหนุ่มหน้อยนางงามเหมือนดั่งเจ้า หลับเดิ๋กลุกเช้าหนึ้งเข้าก่อนพี่ชุวันยาม และนาฯ ข้าญิงชายช่วยใช้ กูพี่จักได้แต่ที่ใดชา เงินฅำตราแพงพอบาท เข้าน้ำบ่ขาดแลงงาย ดั่งรือกูพี่จักขงขวายหาได้ ยังข้าใช้ญิงชายนี้ชาฯ ประการนึ่ง ก็เถ้านักกว่าหนุ่ม ตาก็ซุ่มก็ซา การหากินปลาก็บ่ช่าง จักไปไล่น่างและเบ็ดแหกูพี่ก็บ่ได้เรียนมา แม่นสานสาดกะลาและเลื่อยตอก สานสนสอดเกี้ยวสานกวย แปงบวยและพากกูพี่ก็บ่ได้เรียนไว้ กูพี่นี้จักอุปฐากนางทุกฅ่ำเช้า จักลุกนึ่งเข้าชุยามวันชะแลว่าอั้นฯ

นางอมิตตาปันนาจิ่งกล่าวว่า เอหิ เต อหํ ขมิยํ ยถา เม วจนํ สุตนฺติ ดั่งนี้ ดูกราท่านพราหมณ์ถ่อย ดั่งข้าได้ยินมานี้ จุ่งออกมาหนี้ กูจักบอกชี้แก่มึงพราหมณ์ คำใดฅนทังหลายเล่าไว้ กูหากได้ยินมา ว่ายังมีพระยาใจกว้าง ตั้งใจสร้างโพธิญาณ ได้หื้อทานช้างเผือก ชาวเมืองเยือกขับหนี ไปบวชเป็นระสีในป่าไม้ ที่จิ่มใกล้เขาวงกฏ มึงจุ่งอดไปขอ ยังสอบอลูกมาหื้อได้ เอามาเป็นข้าใช้ช่วยการ สองกุมารชื่อว่าชาลีและกัณหา กับพระปิตาตนพ่อ ท้าวนั้นหน่อโพธิญาณ ก็จักหื้อทานแก่มึงพราหมณ์ชะแลฯ
ชูชกะพราหมณ์จิ่งกล่าวว่า ดูรานางอมิตตาเฮย กูพี่นี้ก็เถ้าแก่นัก หลังก็หักหนทางก็ไกล ตาบ่ใสมืดมัว หัวก็เมาปั่นหวั่นไหว หูก็บ่ได้ยินแจ้ง แฅ่งขาก็บ่ดี มักเป็นชักคริวและม่วงช้าง เมื่อยสองข้างชุวันยาม หนทางอันจักไปสู่ เขาแก้วกู่วงกฏไกลลิ่วลี่ นับถี่แท้ได้ ๖๐ โยชนะ นับเป็นวาได้เก้าแสนแปดหมื่น ว่าคึดยากนักหนา เป็นหินผาดอยกว้าง ที่อยู่แรดช้างเสือหมี ราชสีห์และจะแฅ่ นอนขวางแต่หนทาง กูพี่อ้างไปยินคึดยาก ดูราน้องนาถสายใจ นางอย่าได้ร้องไห้ หื้อแสบไหม้ในใจ แม่นเป็นสันใดน้องหล้า นางอย่ากล่าวว่าคำหย้อ อันแสบท้อแทงใจ เช่นเทอะฯ

เมื่อนั้น นางอมิตตาปันนา จิ่งกล่าวกถาว่า ยถา อาคนฺต๎วา สํคามํ อฏฺเฐ จ ปราชิโต พราหมเณ ดูราพราหมณ์ อันว่าโยธาหาญ บ่ทันสู่สนามสงครามเทื่อ พ้อยพ่ายหนีเบื่อไกล มีด้วยประการสันใดดั่งอั้น ก็อุปมาเป็นดั่งมึงพราหมณ์ อันอยู่บ้านพ้อยรีบคร้านเทียวทางไกล ว่าจักไปบ่รอด จักหิวหอดหนทางสันนี้หนอ ผิว่าท่านบ่ไปหามาหื้อได้ ยังข้าช่วยใช้ญิงชาย มาขงขวายพ่ำเรินกู ตัวกูบ่หล้างจักอยู่ จักหนีละปู่ไห้วอนตาย อันนี้และมีสันใด อกพราหมณ์จักแตก กูจักแรกขงขวาย ยังทุกข์หลวงหลายแสนโสก มึงจักไห้วะโวกในเรือน ยามเดือนตกชีปีใหม่ กูจักหย้องน้ำมันใส่หวีหัว กูจักประดับตัวเกล้าเกษ ใส่สะไบเทศและกาสา จัดมายาถ้วนถี่ ในกลางที่เหล้นมโหรสพ กูจักทาน้ำอบและเหน็บดอกไม้ ปักปิ่นไว้จงกง กูจักโถงด้วยชายหนุ่มหน้อย หื้อเขาอิ่งอ้อยสงวนใจ เมื่อดั่งอั้นพราหมณ์จักเล็งดูบ่ได้ จักร้องไห้หอดหิวนัก หลังท่านหักแล้วซ้ำหักแถมเล่า ร้ายกว่าเก่าโฅโย สิโร หัวมึงพราหมณ์หงอกแล้ว ก็ซ้ำจักหงอกแถมเล่า ร้ายกว่าเก่าสุนพุน ดั่งเอาปูนมาใส่ แล้วเอาใส่ทาหัว ซ้ำจักหมองมัวหงอกกว่าเก่า เหตุดั่งอั้น มึงพราหมณ์เถ้า จักทุกข์เล่าเรรนตาย ร้องวายวายก็มีและฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต โส พราหมณิยา วสวนุคโค อาทิโก กามราเคน พราหมณี เอตทภวึสุ ฯภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในกาละเมื่อนางอมิตตาปันนา กล่าวคาถาดั่งอั้น เบื้องบั้นชูชกะพราหมณ์ ก็มีใจวางเข้าอำนาจ แห่งบ่วงบาศก์กามราศ เข้าฟันฟาดเบียนพราหมณ์ จักกับตามอำนาจ จิ่งจากับน้องนาฏเมียตน ว่า ภทฺเท ดูรานางหนุ่มหน้อย หน้าชื่นช้อยนักหนา เจ้าจุ่งแต่งดาพร่ำพร้อม ยังโภชนาของกินไขว่ คือเข้าไท่เข้าถง อันจักไปกินหนทางภายหน้า
อันนึ่งนางจุ่งแต่งหา เข้าหนมแดกงา ทังชิ้นปลาและชิ้นแห้ง ของกินแถ้งใส่ถง ทังเข้าสัตตุผงสัตตุก้อน น้ำเผิ้งช้อนและสัตตุย่อย เก็บใส่ชุอันชุอัน ใส่ทังไม้สีฟันและน้ำเต้า ทังแอ็บเข้าอันทารัก เครื่องปูชาไฟและง้องไม้ไผ่ จักเอาไว้เกาหลัง นางก็ดาดางมาไว้บ่หลอสักสิ่ง นางก็เขาะขิ่งเซาะเอามา ทังเข้าหนมแดกงาและถั่ว เข้าก้อนอั่วชิ้นยำ พริกขิงเกลือตำใส่ไว้ พร้อมหอมป้อมไฝ่แกงบอน ทังร้าขี้หนอนและถั่วเน่า ปลาแห้งเก่าก็เอามา เบ้ายาดินปากบ้าง ทังหนังช้างและเหล็กไฟ หัวชักไครและหัวข่าแห้ง บอกน้ำหมากและหมากแฅว้งหมากเขือ หมากจุกหมากเกลี้ยงสัพพะเสี้ยงใส่เต็มถง ชักจั่นแห้งตำผง นางก็ขงขวายหามา สัพพะผาลาลูกไม้ หัวมันมีใส่พร่ำพร้อม ทังหอมป้อมหอมเทียม สัพพะของบ่เขียมใส่ไว้ นางนาฏไธ้อมิตตา ก็ผ่อนแสวงหาทังส้มปลาและส้มกุ้ง ทังผักบุ้งผักชี ผักกาดดีเก็บใส่ ถงพราหมณ์ใหญ่เท่าปูมฅวาย นางขงขวายมาใส่ เอาไว้แก่เถ้าพราหมณ์ เอาไว้ไปกินหนทาง วันนั้นแลฯ

ส่วนชูชกะพราหมณ์ ก็รีบดาดางแต่ง แปงหยดยายาวเรือน ที่ใดหลุที่ใดคร่ำ ที่ใดต่ำมันก็แปงหื้อสูง เรือนมีฟากก็ภัวะพัง มีเสาตั้งก็คลาดคลา มีฝาก็ภัวะผ่อย เมียมันค่อยถอดเอาหุงเข้า ทุกฅ่ำเช้าแลงงาย ปู่ก็ขงขวายแปงอยู่ ทังประตูเรือนหื้อแทบทับ หับไว้ดีนัก บ่หื้อผู้อยู่พายนอกลักจกได้ พราหมณ์ก็ถือเอาพร้าและขวาน เข้าสู่ดงดานป่าไม้ แล่นเซาะไซ้หาหลัวมากอง เต็มที่นางนอนแล้ว ก็คลาดแคล้วเอาไหอันแตกหวาก ไปสู่ท่าน้ำหากตักเอามา หื้อเต็มภาชนะชุแห่ง ใส่ตับเฟื้องไห เหล็กไฟและบอกเข็มก็บ่ไว้ ทังบอกไม้สีฟัน ก็เอาใส่ไว้หื้อบัวระพ่ำเพ็ง เพื่อบ่ใคร่หื้อนางไปตักน้ำท่า กลัวเมียพราหมณ์ด่าจำหนี ฯ

แล้วพราหมณ์ก็มาทรงเพศระสี เป็นเถ้าตาชีในเรือนแล้ว จิ่งหื้อโอวาทนางแก้วอมิตตา ว่าดูราสายใจกูพี่ ตั้งแต่นี้เจ้าอย่าลาสาใจ เจ้าอย่าไปพายนอก ยามข้างขอกกลางฅืน นางอย่ายืนใกล้ข้างฅุ่ม อยู่ใกล้พราหมณ์หนุ่มลิงลาม อย่าตริจามไอใหญ่น้อย อะรือะแรมอ่อยองอาจ อย่าได้ประมาทแท้ดีหลี ฯ อันนึ่ง นางอย่าได้เอาชายหนุ่มมาสมสู่ อย่าห่มผ้าผืนเดียวนอน นางเป็นสาวจีงามชุ่ม กลัวพราหมณ์หนุ่มขัดขืน อันนึ่ง ไผมาร้องกลางฅืนเดิ๋กดื่น นางอย่าได้ตื่นไปหา กลัวชายพาลาเทียวสอด มาเกี้ยวกอดเชยชม นางจุ่งปรารมณ์อยู่กับบ้าน อย่าขี้คร้านนอนขวาย อย่าฅบชายเชิงชู้ จาหลิ่งหลู้มายา ตราบต่อเท่ากูพี่ฅืนมา ฯ
พราหมณ์จาฅะฅ้อย สั่งเมียหนุ่มหน้อยอมิตตา ฅะยุยฅะยายสั่งแล้วสั่งเล่า พราหมณ์เถ้าจิ่งขึ้นสุบสอดเกิบหนังฅวาย แล้วสะพายถงหลวงอันใหญ่ สัพพะของกินใส่พอเต็ม หนักพอเอ็นชักปากเบี้ยว เขินหว่างเขี้ยวปูนกลัว พราหมณ์เมามัวบาปใบ้ เมียด่าใช้จำไป มันอาลัยบ่สว่าง ไห้แต่ร่างไปมา แล้วเวียนปทักษิณา เซิ่งนางอมิตตาสามรอบ ไหว้นบนอบอำลา เกิดโมหาวิปโยค ร้องไห้วะโวกหนีไป สั่งนางสายใจร้องไห้ เยียะคลั่งไคล้ใหลหลง สั่งจอมใจเมียมิ่ง พร้อมทุกสิ่งนานา ด้วยปิยะเวทนาซะไซ้ เยียะร้องไห้ก็เยียะหนีลงเรือนไปวันนั้นแล ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อิทํ วตฺวาน พราหมณพนฺธุ(ง) อุปาทนํ ตโต โส มนฺตยิตฺวา น ภริยํ กตฺวา ปทกฺขิณํ ดั่งนี้ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพราหมณ์ขี้ไร้ เมียมันใช้จำไป มันอาลัยด้วยกามราศ เข้าอำนาจแห่งตัณหา มันก็ถือเอาไม้เท้า ทังถงห่อเข้าเครื่องปูชาไฟ ก็เข้าไปเสวยทุกข์ยาก ในหนฟากคิรีป่าไม้ เพื่อแสวงเซาะไซ้หาเอา ยังข้าญิงชายเลามาไว้ เป็นข้าใช้พ่ำเรินตน
มันก็หลงหนทางเข้าสู่ เถิงเมืองแก้วกู่สีวีราช เป็นอาวาสชาวสีพี ฯ ส่วนชาวปุรีมวลมาก เขาไหลหลากชุ่มนุมกันมวลหมู่ พราหมณ์เถ้าปู่จิ่งจาถาม ว่าดูราชายรามหนุ่มเถ้า พระยาเจ้าเวสสันดร อยู่ดงดอนด่านด้าว โขงเขตท้าวแดนใด ข้าจงใจคึดขอด ใคร่หันหน้าเจ้ายอดองค์ฅำ สร้างปารมีธัมม์เช่นแลฯ
ฅนทังหลายมวลมาก จิ่งออกปากขานไข ว่าตนบุญใสเวสสันดรเจ้า อันสูพราหมณ์เถ้ามาเบียนขอไจ้ ๆ ช้างเผือกบ่ไว้หากเททาน ชาวเมืองระรานเคียดท้าว ขับหนีจากด้าวสีพี เอาลูกเมียหนีไปอยู่ เขาแก้วกู่คิรี สูนี้บ่ดีสักหยาด เยียะหื้อเจ้าราชกูหนี ยามนั้นฅนทังหลายอะอือ มีมือถือไม้ฆ้อน ขับไล่ต้อนบุบตี ยังเถ้าตาชีใจบาป กล่าวคำหยาบนานา ว่าเถ้าพาลาใจบาป อันเทวดาหากบันดลเข้าหัวใจ มันก็หนีไปจากเมืองสีวีราช ก็ไปรอดประตูป่าไม้หิมพานต์ ด้วยล่ำดับหนทางก็มีในกาละยามนั้นแลฯ
ขณะยามนั้น หมาพรานเจตบุตร ๓๒ ตัว เล็งหันพราหมณ์เถ้า ก็มาห้อมล้อมเฝ้า เห่าชูชกะพราหมณ์ก็มีแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สตฺถา สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จักสำแดงอัตถะพายหลังมาหื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาเป็นคาถาว่า โส โชติโต พราหมณิยา พราหมโณ กามคิทฺทินา อฆนฺตํ ปฏิเส วนฺเน วฬมิกฺก กิณฺเณ ดั่งนี้เป็นเค้า พระเจ้าว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย พระยาเวสสันดรอยู่หนใด พราหมณ์ชูชกะก็มีมือถือไม้เท้า ก็เข้าไปสู่ป่าใหญ่แดนดง ฯ

ยามนั้น พรานเจตบุตร อันเป็นนายรักษาประตูป่าไม้ มีหมาได้ ๓๒ ตัว หากเป็นบริวาร หมาทังหลายก็เอากันมาแวดล้อม เลยไล่ห้อมเห่า เถ้าเล่าเก่ากลัวตาย เพื่อหมาพรานมีหลายเลี้ยงไว้ ๓๒ เลยไล่วกหน้าวกหลังตัวนึ่งชื่อว่าหมาปู่แก้วหางคิด มันติดวกหน้า เป็นหมาแกว่นกล้าเคยขบ ตัวนึ่งชื่อพู้ตูบตัวนึ่งชื่อพู้ตาบ ตัวนึ่งชื่อพู้แดงหยาบหากิน ตัวนึ่งชื่อพู้ดำมอยหางปกครางไปทั่วป่า เสี้ยงทั่วป่ารวายตรี ตัวนึ่งชื่ออ้ายหูรีหางดอก ตัวนึ่งชื่อพู้ท็อกมันช่างเสาะสอกในลอม หลอนหันสัตว์มามันย่อมไล่ คันเข้าใกล้ปาวเปิบเอา
ตัวนึ่งชื่อดาวเสด็จ แม่นหลงป่าได้เจ็ดวัน มันก็ฅืนมารอด ตัวนึ่งชื่อพู้ยวงหางก่าน มันหุมช่างชอมรอย ตัวนึ่งชื่อพู้ดำมอยหมาเก่า มันช่างเห่าหาแลน ตัวนึ่งชื่อพู้แพงดำหม่น บุเค้ารวกหลุหลาม ตัวนึ่งชื่อพู้หางงอหางงอด เต้นผับจอดมัคคา ตัวนึ่งชื่อตำราหมาใหญ่ เถ้าแล้วไป่โรยแรง ตัวนึ่งชื่อพู้แพงหูมเห่า ตัวนึ่งชื่อพู้เป้าใจกัด ตัวนึ่งชื่อพู้พัดใส่สร้อยห้อยฅอนาง เป็นหมารามร่างน้อย หันพราหมณ์เถ้าถ่อยไล่วกไว้ เข้าใกล้เปิบปาวเอา ตัวนึ่งชื่อพู้ขอดหัวแหวน ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ตาแหลวแมนเก่าเกื้อ มันย่อมไล่เนื้อติดใกล้ มันหันอันใดย่อมขบย่อมคาบ คันคาบได้แล้วบ่สัวะวาง เอาพร้าง้างคางจิ่งออก
ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ทอกทับกวาง หูหางมันฉีกยับย่อย คันเจ้ามันปล่อยก็แล่นไล่เนื้อแกว่นตัวไกล ตัวนึ่งชื่อว่าอี่ใจไว มันหันอันใดก็ขบหยาบ แล่นคั้นคาบยามเดียว ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายสับเสียวเชิงแล่นแกว่นรู้รอย คอยหูตาเจ้ามันเรียก ตัวนึ่งชื่อว่าอ้าายขาเหล็กตีนเท้า หากเป็นหมาเถ้าแต่เดิมมา เล็งมัคคาคอยแม่น ใจรู้แกว่นหนทาง หันลัวะและยางสะพายแชก ขบคาบแบกตกดอย
ตัวนึ่งชื่อว่าอี่ดำมอยหม่นหม้อ เป็นหมาห้อแต่หลังมา ตัวนึ่งชื่อว่ามณีกาหางก่าน หันหมู่ม่านและเม็ง ไล่ตามเส็งหลังหลาบ ไล่คั้นคาบติงตาย ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายขาลายแฅ่งเท้า หากเป็นหมาเถ้าถ่อยโรยแรง เจ้ามันแพงเลี้ยงไว้กับหัวฅันได มันหันอันใดบ่ไว้ คั้นคาบได้บ่วาง ตัวนึ่งชื่อว่าอ้ายข้างหย้างหมาเก่า เจ้ามันรักเท่าเสมอใจ มันได้ไปบ่เปล่า ตีนมันย่ำเต่าปากมันเห่าหาแลน ตามันแหงนหารังเผิ้งรังรอก หางมันซุกซอกเข้ารูหนู หูมันฟังหาเจ้ามันเรียกว่าโอ๊ะ ๆ ตัวนึ่งชื่อว่าพู้ตับงูหมาหม่น ตัวนึ่งชื่อว่าก้นหางกิด หันอันใดย่อมไล่ติดเลยไล่ คันหันใกล้ย่อมคั้นคาบหื้อตาย ตัวนึ่งชื่อว่าแสนตาวงไววะวาด ตัวนึ่งชื่อว่าสายฟ้าฟาดธรณี
หมู่หมามี ๓๒ ตัว ก็มาระวงแวดล้อม ห้อมล้อมพราหมณ์ปู่เถ้าเล่าเก่ากลัวตาย ก็ฅะยุฅะยายขึ้นต้นไม้สิก ขึ้นขะยิกงะงันงะงัน มือนึ่งผันค่าเค้า มือนึ่งถือไม้เท้ากวัดไกวไปมา พราหมณ์พาลาปู่เถ้า ร้องอ้อเอ้าว่าเสือขบหัว หมาผีว้อสูนี้ร้ายแท้หนอ หมาพาลาขี้หย้าน ต่านส้านตกไม้กวาว ปาวหวาวตกไม้หมี่ รูขี้บี่บังยัง มือมันเกาะง่าจันทน์ ตีนมันยันง่าเก่า เอาไม้เท้ายอกฅืนหลัง จับใส่ดังหมาแม่ดำร้องเหง็ง ๆ มันซ้ำเร่งด่าว่าฮึฮึเป็นดั่งรือ สุนักขาเหยหมาผีว้อ ของแพ้สูก็ยังมีนอ

ว่าอั้นแล้ว ปู่พราหมณ์เถ้าก็นั่งอยู่ค่าไม้ มันก็เซาะหาถงอันใดก็บ่ได้ พราหมณ์ร้องออกปากว่าวายวาย ถงสะพายกูก็ขาด กระดาษลายลองของกูก็เสียไป หมอนอันกูจักไว้หนุนหัวก็เสียไป มีดดำหน้อยจักไว้ปาดเล็บตีนเล็บมือก็เสียไป หมากคำและอ้งไก่กูก็เสียไป บอกไขอันกูจักเอาไว้ทาหน้าแฅ่งกูก็เสียไป เค้าไม่ไผ่ไล่แมงวันกูก็เสียไป ง้องไม้ไผ่อันกูจักเอาไว้เกาหลังกูก็เสียไป หอยสังข์อันกูจักเอาไว้เกาขี้กรากกูก็เสียไป โอยหนอวายวายครัวกูปางนี้หนอ
เสียทังหวีอันกูจักเอาไว้หวีเกษเกล้า ทังไท่เข้าและบอกเข็ม เสียทังกุบตาบ้างเกิ่ง ยังฅ้างเกิ่งนึ่งอันกูจักไว้เกิ้งแดดก็เสียไป หัวชักไครและน้ำตาลหวาน อันเขี้ยวขุ่นกูก็เสียไป เสียทังพากน้อยหน้อยขวักขี้หูกูก็เสียไป ต้นปูนทองแดงก้นล้งหับบ่แทบ ทังแหบหน้อยขาหักกูก็เสียไป พลูแคงกับเปลือกหาดแห้ง เข้าแป้งใส่มันหมูกูก็เสียไป โอยวายวาย พริกพรายอันกูจักเอาไว้ขบกับหัวข่าแห้ง อันนางอมิตตาหากแสร้งแปงไว้กูก็เสียไป
ปลาสะลากแห้งหย้างข่าได้สามปี ชิ้นบ่มีหลอแต่ก้าง ฅ้างแต่ดูกขมองหัวกูก็เสียไป ชักจั่นแห้งตำผงอันมีรสมากกูก็เสียไป แกงผักบุ้งใส่กุ้งตัวเดียวของลำกูก็เสียไป เจียวผักใส่ปูตำกูก็เสียไป ตำกุ้งใส่ผักเผ็ดดูลำอร่อย ใส่ร้าปลาดุกของกินลำกูก็เสียไป หัวชักไครอันกูจักเอาไว้กับลาบ ผักสาบแห้งจักเอาไว้แกงกินแลง ส้ามดแดงใส่ส้มหมากพูกูก็เสียไป
โอยนอ…. ของกินอันหล้างได้กินแล้ว พ้อยคลาดแคล้วเสียไปดีหลี ฯ เสียครัวมีนักกว่า มีต้นว่าข้องขัดแอว ยันต์ถันพกพันไว้ก็เสียไป เสียทังเหล็กไฟอันดำตะมิกซิก พัดสองสามพิกก็บ่ออกสักเมียงกูก็เสียไป สลุงทองแดงก้นรั่วกูก็เสียไป งาช้างหักขำพุงและเพ็กชำฅง ของแต่เช่นปู่กูก็เสียไป เบ้ายาปากบ้างสูบบ่ได้ได้ฅวันหลายกูก็เสียไป เสียมซะแลงบ้องหวาก ทังสาดน้อยรองนอนกูก็เสียไป ช้อนทองแดงมีค่ากูก็เสียไป ตะไหลยาดีปากหิ้นใส่น้ำกินแฅวนลำ พากน้อยหน้อยเท่าใบบัวกูก็เสียไป ไม้จิ้มเขี้ยวเหล็กกูก็เสียไป น้ำต้นดินแดงก้นรั่วกูก็เสียไป โอยนอ….. บัดนี้กูมาเถิงป่าที่นี้ พ้อยมาปะใส่หมาทังหลาย กูจักฉิบหายในที่นี้แถมเล่า เคราะห์ร้ายเก่าใหม่มาเถิง กัมม์วิบากมาเทิงตัวข้า ตายบ่ได้หันหน้านางอมิตตา

ว่าอั้นแล้วก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า โก ราชปุตฺตํ นิสภํ ชยนฺตมปราชิตํ ปุคคละผู้ใดและรู้ ยังที่อยู่เจ้าเวสสันดร ตนบวรล้ำเลิศ เทียรย่อมหื้อเกิดสุขเกษมใจฯ ประการนึ่งผู้ใดและยังรู้ ยังที่อยู่แห่งเวสสันตระราชา พระกระษัตราตนนั้นนา อุปมาเป็นดั่งไม้ร่มโพธิซะไรยามแล้ง เค้าต้นแห่งชุมใบหนา อัมพาไม้ม่วงใบบ่ห่าง มีร่มกว้างงามใส นิโครธาใบชื่นช้อย ต้นบ่หน้อยใบหนา ฉายาไม้รังหลวงร่มกว้าง เป็นที่ยั้งชุ่มเย็นใจ พระจอมใจแก่นไท้ เป็นที่ไหลไปแห่งฅนเข็ญใจยากไร้ทังหลาย อันร้อนกระหายไปด้วยสัพพะสิ่ง ใจข้อนขิ่งปูนดู ในเมื่อพราหมณ์หลงป่าไม้ ร้องร่ำไห้ถามหา ยังพระเวสสันตระราช ผู้ใดและอาจมีสัทธา บอกยังมัคคาไต่เต้า หนทางเข้าสู่บัณณศาลา ก็จักได้ผลานาบุญบ่หน้อย ด้วยร้อยเท่าพันที ว่าอั้น ฯ

เจตปุตฺโตปิ ส่วนพรานเจตบุตร ตนเป็นมัคคลุทธกะผู้ใหญ่ อันท่านแต่งใช้หื้อรักษา ยังทวาราประตูป่าไม้ ได้ยินเสียงไห้แห่งชูชกะพราหมณ์ จิ่งฅนิงใจว่ามันผู้นี้มาร้องไห้ หาท้าวไธ้เวสสันดรนักหนา มันจักมาด้วยดีอันชอบ ประกอบด้วยราชะธรรม บ่หล้างหวังจักมี มันมานี้ก็เพื่อขอเอาราชะมัทที บ่อั้นก็จักขอเอาเจ้าชาลีและนางกัณหาชะแล มากูจักข้าพราหมณ์ผู้นี้หื้อตายหล้างแล้ว พรานเจตบุตร ก็วาดธนูขึ้นติดปืนไว้แล้ว ก็ฅ่ำรามชูชกะพราหมณ์ วันนั้นและนาฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สัพพัญญูพระพุทธเจ้า จิ่งเทสนาเป็นคาถาว่า ตสฺส เจตปุตฺโต ปฏิโสสิ อรัญฺเญ ลุทฺธโก ตุมฺเหหิ พราหเม ปกโต อทินฺนาเนน ขตฺติโย ปพฺพชิโต สกลวกึ โก เสติ ปพฺพโต สิโร ดั่งนี้ฯ ภิกขุเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพรานเจตบุตรผู้ใหญ่ อันท้าวเจตราชตั้งไว้ให้ตางหูดูฟัง ในระวงวังโขงเขต ก็ยินสังเกตหันภัย บ่หันไหนสักแห่ง เท่าได้ยินเสียงหมาเห่าอยู่โง่งโง่ง ในกลางดงป่าไม้ หมาเห่าใกล้ดั่งจักขบ 
พรานเจตบุตรจิ่งฅนิงใจว่า หมากูนี้เห่าอะสัง รอยว่าปะหมีเถ้าแต่กลางเถื่อนดงหนา บ่อั้นก็หมาไปหันใส่ กวางฟานได้พลัดเพื่อน หลงดงเถื่อนป่ากว้าง บ่อั้นก็ไปคั้นช้างขบตาย
พรานเจตบุตรจิ่งแล่นเข้าใกล้ ตาสอดไซ้เล็งดูเยียะจะลิงจะลิง กลิ้งตาเมือพายบนแล้วลงลุ่ม ซัดตาหันไปในฅุ่มเอามือกั้งบั้งหน้าผากเล็งหา จิ่งหันมือพราหมณ์เกาะกิ่งไม้ จักว่านกเค้าก็เหมือนหงษ์ จักว่าลิงดงก็ยังบ่ใช่ จักว่าผีตะมอยก็ยังมีดั่งเก่า จักว่าลิงเถ้าก็บ่มีหาง จักว่ากวางฟานก็ยังลู่ขึ้นต้นไม้ จักว่าไก่เถื่อนก็บ่มีขน จักว่าฅนก็มีรูปร้ายนักบ่ห่อนจักมี รอยว่าเป็นผีวิศาจ มันใคร่อยากชมดอยดง จิ่งเทียวผันมารอด จักยับทอดเอาหมากูไปกิน

พรานเจตบุตรจิ่งย้ายออกจากฅุ่มไม้ กางธนูไว้เหมือนดั่งจักยิง ก็เล็งแลหันถงห่อเข้า แห่งปู่เถ้าชีพราหมณ์อันปุดขาด รอกมาทึ้นยาดลงมาคั้น เล็งซั้นแท้ก็หันขาพราหมณ์เถ้า คาบกิ่งไม้เค้าอยู่อ๋งปง ก็บ่หันวัตถุใดเป็นเครื่องข้า คือว่ามีดพร้ากงธนู พรานเจตบุตรจิ่งเข้าล่อ ตั้งตาผ่อเล็งดู ก็หันหูพราหมณ์บานทาบยาบ ผ่อดูแท้ก็หากหันตัวพราหมณ์ ตัวลายเต็มไปด้วยไฝแดงแกมขี้กราก ปากมันสวดโจนโปน คางมันเว่าว้ามดั่งปากนกยาง รอยว่าเป็นผีเข็ญ จักว่าเห็นก็หันดูหลาก รอยว่าผีเสื้อร้ายพรากไหนมา เล็งหันท้องใหญ่เท่าลำตาล ฯ เมื่อนั้นพรานเจตบุตร จิ่งรู้ว่าเป็นพราหมณ์เถ้า จิ่งกล่าวฅ่ำราบ กล่าวขนาบหื้อพราหมณ์กลัว ว่าดูราพราหมณ์พาโลปู่เถ้าใจหยาบ มึงจักมาขอเอาเจ้าราชกุมารทังสอง ผิบ่มีดั่งอั้น ก็จักขอเอาราชะมัทที กูจักข้าพราหมณ์เถ้านี้หื้อตายเทอะ
ดูราพราหมณ์เถ้า มึงนี้หาประญาบ่ได้ เท่าแอ่วแสวงหาขอ บัดนี้มึงพราหมณ์พ้อยมาสู่ป่า แสวงหาราชบุตร เป็นประดุจดั่งนกยางแสวงหากินปลาในน้ำ มึงจิ่งซ้ำมาขอทานแถมเล่า ปืนกูเหล้มนี้ดีเถิงขนาด กูจักยาดยิงไป ถูกมึงพราหมณ์ตายหิ้วเลือด ด้วยปืนเหล้มประเสริฐบัดเดียวนี้แล กูจักยิงใส่ท้องมึงตาย หื้อวำวายมรนาต ชีวิตขาดหัวตก จักปาดเอาหัวอก จกเอาหัวใจตามอันมัก เอาปูชาเทวดาอารักษ์ ชื่อว่าปักขสกุณณา อันอยู่เฝ้ามัคคาที่นี้ ด้วยชิ้นเนื้อและหัวใจ กับออกออในหื้อเสี้ยง คันว่ามึงเมี้ยนมรณา แร้งจักมาสับขา กาก็จักมาสับกินไส้ มึงบ่หล้างได้จักขอทาน ยังนางมัททีนุชนาฏ กับสองเจ้าราชกุมาร บ่อย่าชะแลฯ

โส ตสฺส วจนํ สุตวา ภยชาโตมหิโต มุสาวาทํ กโรนฺโต อาห ส่วนชูชกะพราหมณ์ ได้ยินคำพรานเจตบุตร มาผรุสวาท กล่าวคำขนาบเสียงแข็ง ปานดั่งธนูแทงแผวรอด ดาจักทอดยิงตน พราหมณ์เถ้าเรรนกลัวใหญ่ เป็นดั่งแม่ไก่ไข่บ่จำรัง เจ้ามันชังวะวาด เอาฆ้อนฟาดสันหลัง ร้องเสียงดังแวกแวก ผัดปั่นแถกไปมา มันจิ่งมุสาจาวาท ดั่งนักปราชญ์แต่พายหลัง จาตอบคำเจตบุตรพราน จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า สุโณมหิ เม ตสฺมา ฑูตํ นหนนฺติ เอส ธมฺโม สุณนฺตุ เม ดั่งนี้เป็นต้น
ว่าดูรา เจ้าหลาน จุ่งฟังอาการอันปู่จักกล่าว ชื่อว่าพราหมณ์และฅนใช้ ไผบ่ห่อนได้ข้า เจ้าอย่าว่าจักกั้งหน้ายิงลุงนึ่งรา จุ่งพิจารณาอย่าได้รีตโบราณ ชื่อว่าฅนใช้สืบคำเมือง ไผบ่ห่อนเฅืองเข่นข้า หื้อขว้ำหน้าสู่มรณา คำธรรมดาโลกว่าไว้ ฯ
ข้านี้เป็นฅนใช้แห่งพระยาสญไชยตนพ่อ อันนึ่งชาวสีวีราชทังหลาย ก็หายคำเคียด คำส้มเสียดโกธา อันนึ่งพระยาตนพ่อ มักใคร่หันหน้าหน่อระสี นางผุสสดีตนแม่ เชื้อแท้หน่อเทวี ก็มีใจไมตรีต่อลูก มีใจผูกสิเนหา ยังนัตตาหลานรักยิ่ง กับทังสะไพ้มิ่งมัทที พระยาสรีสญไชยตนปู่ อยู่บ่ได้คึดเทิงหา จิ่งใช้ข้าพราหมณ์เถ้าปู่ เข้ามาสู่ดงหนา เพื่ออาราธนาตนลูก หื้อสิกไปสร้างปลูกแทนเมือง เชิญตนบุญเมืองไปเสวยราช เป็นท้าวอาจสองที ข้าบ่มีคำจุล่าย ลดเลี้ยวม่ายบังสัง แม่นว่าเจ้าและรู้ยังที่อยู่ แห่งแก้วกู่บัณณศาลา แห่งพระยาเวสสันตระเจ้า จุ่งบอกแก่เถ้าลุงพลัน ทะราว่าอั้นฯ

ในกาละยามนั้น พรานเจตบุตร ได้ยินคำพราหมณ์ปู่เถ้า มาจุล่ายกล่าวแก่ตน ก็ใส่ใจว่าคำอันนั้นมีเที่ยงแท้ จิ่งผูกสุนักขาหมาไว้ ในป่าไม้ไพรหนา ก็เรียกพราหมณ์ลงมาจากต้นไม้ หื้อมานั่งใกล้เหนือเฟือยไม้ อันตนปูไว้เหนือดิน จิ่งกล่าวว่า ปิยสเม ปิโย ทุนฺโต ปุน ปตฺตํ ททามิ เต อิทญฺจ มธุโน ดั่งนี้
ดูราพราหมณ์ พระยาเวสสันตระตนนั้น ก็เป็นที่รักแห่งข้ามากนัก ผิว่าท่านจักนำเอาพระยาเวสสันตระ ตนเป็นที่รักเมือเสวยเมืองดั่งเก่า เราก็จักหื้อของฝากอันเพิงใจเรา คือว่าน้ำเผิ้งกับชิ้นขาทรายสุกแห้ง เพื่อเป็นของกินกับเข้าไท่เข้าถง กินในดงหนทางพายหน้า แก่ท่านพราหมณ์ชะแลฯ เจ้าพระยาเวสสันตระ มักหื้อหิตาสุขแก่ยาจกฅนขอทังหลาย อยู่สร้างสมณธัมม์ อยู่ในอาสรมบทที่ใด ข้าผู้หลานก็หากจักบอก ยังประเทศเขตอาสรมบทแก่ท่านพราหมณ์ บ่อย่าชะแลฯ

ชูชกปพฺพํ นิฏฺฐิตํ สังวัณณนาวิเศษ จาห้องเหตุยังชูชก ได้กล่าวยกเป็นปริยายบ่น้อย เหื่อไคลย้อยพังลง อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๗๙ คาถาก็บังคมสมเร็จ เสด็จ ฯ

 

 

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๖    จุลพน
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)  ๓๕ คาถา

.......ไม้ทังผองฝูงเป็นดอก มีข้างขอกมัคคา สูงไกลตาสุดผ่อ เหมือนดังปลายช่อปลายทุง นั้นแลพราหมณ์เฮย ฯ มีทังไม้เฟือย งามลมแล้วชามลูกย้อย กายานน้อยหอมเผ็ด เกสนาหอมอ่อน หอมจะจ่อนเพิงใจ ไม้ทังหลายฝูงนั้นล้ำเลิศ เป็นต้นเกิดแกมดวง มีทังไม้สำโรงและไม้ตระแบก อ้อยช้างแจกใบบาง มีจิ่มข้างหนทางที่นั้น ท่านพราหมณ์ไปรอดหั้นก็จักหัน ดอกอัญชันเรืองทั่ว คือไม้หมากงั่วหนามหนา ไม้หมากนาวหนามหน้อย ไม้พอยสร้อยผิวแดง เครือกวาวแฝงถี่ถ้อย ไม้มูกน้อยดอกแกมใบ โกฏิ์สอใสแกมกีบ ตักคันรีบบานงาม แคฝอยหลามใบถี่ ก็มีใกล้อาสรมและพราหมณ์เฮย ฯ

            นโม ตสฺสตฺถุ ฯ เอวํ เจตปุตฺโต พราหมณํ โภเจต๎วา ปาเถยฺยสตฺถาย ตสฺสมธุโน ตุมฺปญฺเจว ปกฺกมิก สตฺถิญจ ตตฺวา มคคา ฐเปตวา ทกฺขิณหตฺถํ อุกฺขิปิตวา มหาสตฺตสฺส วสโนกาสํ อาจิกฺขนฺโต อาห ฯ

ล่ำดับธัมม์เทสนามา ส่วนพรานเจตปุตต์ผู้ใจงาม ยังชูชกกะพราหมณ์ผู้เถ้า หื้ออิ่มด้วยเข้าน้ำอาหาร แล้วหื้อตุมพะ(หม้อน้ำมีกรวย)งามอันใหญ่ อันเต็มด้วยน้ำเผิ้งขาทะราย เนื้อสุกแห้งใสบ่เส้า เพื่อจักหื้อเป็นเข้าไท่เข้าถง พรานผู้จงใจกว้าง จักบอกยังที่อยู่พระเจ้าช้างกระษัตรา จิ่งยกแขนขวาไกวกวาด ชี้วะวาดแก่พราหมณ์ จักบอกยังศาลางามแก้วกว้าง แห่งพระเจ้าช้างเวสสันดร ก็กล่าวอธิกรณ์ต้านต่อ อว่ายหน้าล่อมัคคา กล่าวเป็นคาถาว่า เอโส เสโล มหาพราหเม ปพฺพโต คนฺธมาทโน ดั่งนี้เป็นเค้า
ดูราพราหมณ์เถ้า ผู้เป็นฅนใช้บ่กลัวขาม ท่านพราหมณ์จุ่งมาหนี้ กูจักบอกชี้ยังอาสรม เขานั้นกลมงามเลิศแล้ว ประดับด้วยแก้วและหินผา ชื่อว่าเขาคันธะมาทนะ พระยาเวสันนตระเจ้าช้าง อยู่เสพสร้างกระทำผล ด้วยเมียตนเลิศแล้ว กับทังสองลูกแก้วอุดม อยู่ในอาสรมที่ใด ท่านพราหมณ์ไปแล้วก็จักหัน ท่านจุ่งเข้ากว่าตามทางนี้เทอะ ฯ

เอเต ทุมฺมา อันว่าไม้ทังหลายงามใช่ช้า ลำใหญ่หม้าหันมา ทรงผลาหลายหลาก ถ้วนทุกพรากนานา อุกกะตามีลำสูงใสสะอาด เป็นดั่งอากาศกลางหาว อันเต็มไปด้วยหมู่ดาวทังหลายนั้นและ ฯ ทุมฺมา ไม้ตระแบกแก้วใบบาง ไม้หูกวางตั้งพุ่ม ไม้สะเฅียนหนุ่มกลางเกียง ไม้รังเรียงดอกช่อ ไม้สะฅ้อเปลือกบาง ไม้ยูงยางสูงพ้นเพื่อน นกแอ่วแล่นเลื่อนไปมา อันว่าสาขาและใบไม้ ในที่ใกล้กวัดไกว ลมพัดไหวอ่อนเอือก น้อมนะเนือกไปมา เป็นดั่งมาณวาผู้ยังถ่าว กินเหล้ากล่าวเสียงใส นั้นและ ฯ
เอเต สกุณา อันว่านกทังหลาย งามเรียงรายเสียงก้อง คือโพนดกร้องเสียงเบา นกตระเหวาร้องเสียงสว่าง นกร่างร้องเสียงใส บินไปไกลจิ่มใกล้ เหนือหมู่ไม้นานา คันเถิงยามมาสว่างร้อง เสียงมี่ก้องมัวเมา เขามีหัวใจชมชื่น นักกว่าหมื่นหลายแสน มาทุกแดนทุกด้าว จับปลายพร้าวและปลายตาล มีเสียงหวานใช่ช้า เหมือนดั่งเสียงขับทิพย์แห่งนางฟ้า อันอยู่ในแหล่งหล้าตะวันนั้นแล ฯ
พราหเม ดูราท่านพราหมณ์ อันว่าป่าที่นั้นดูผ่องใสผายผ่อง เต็มไปด้วยดอกไม้หย้องเรียงราย แม่นฅนฝูงใดไปรอดหั้น ในป่าที่นั้นก็หื้อยินดี เป็นที่สนุกมีแสนเท่า แม่นฅนอยู่เก่าก็หื้อยินดี ฯ อสฺสโม อันว่าอาสรมบทท่านไธ้ อันอินทาแต่งไว้ดูงาม บ่กลัวขามเข้าสู่ เหมือนที่อยู่แห่งเทวดาทังหลาย นั้นแลพราหมณ์เฮย ฯ

ยตฺถ เวสฺสนฺตโร ราชา ส่วนพระยาเวสสันตระแก่นไธ้ อยู่ป่าไม้วงกฏ มีใจอดกระทำเพียรทุกฅ่ำเช้า เนื้อบ่เส้าส่องใสงาม ท่านพราหมณ์ไปรอดหั้น ในที่นั้นท่านก็หากจักหัน ท่านทรงธัมม์ตนสักสวาด อันอยู่กับด้วยนางนาฏเทวี กับทังเจ้าชาลีและกัณหาลูกท้าว กลางด่านด้าวดงรี พระระสีตนบุญกว้าง ศีลบ่ม้างอยู่ภาวนา ธาเรนฺโต ก็ทรงพรรณวิเศษ เอาเพศเป็นระสี ถือขอรียาวยื่น หมวดเกล้าชื่นเป็นชะฎา จัมมะวาสี ท่านนุ่งหนังเสือลายยะยุ่น นอนเหนือฝุ่นดินดาย ยอหื้อถวายชุมชอบ ไหว้นบนอบกองไฟ เปลียวแสงใสบ่เส้า ทุกฅ่ำเช้าเป็นวัตต์แห่งพระระสี นั้นแล ฯ

ตโต ในกาละยามนั้น พรานเจตบุตรผู้ใจฅาน จักบอกที่สำราญแห่งเจ้า ท้าวตนเหง้าเวสสันดร ก็กล่าวอธิกรณ์ยิ่งกว่าเก่า ยกยอเล่าวัณณนา ว่าดูราท่านพราหมณ์ผู้หัวหงอก กูจักบอกด้วยดี หมากม่วงมีหลายหมู่ ตั้งต้นอยู่หิมพานต์ ในสถานบ่ล่วงล้ำ สุกดิบพร่ำดูประจิตร ไม่หมากขวิดสูงใหญ่ใบหน้อย ขนุนสุกย้อยค่าหนามหนา ไม้สะบามีค่าอ้วน ชุมพูล้วนลูกสุกแขว้น หมากแหนสุกสะอาด ไม้หมากหาดสุกใสงาม ไม้รังรามลูกน้อย หวาดจีดจ้อยมีวรรณ ไม้หมากกะทันสุกค่าค้อม ไม้ขามป้อมลูกแขวนกลม หมากยมสุกเดรดาด ส้มและฝาดปูนยอ หมากสมอลูกบ่เส้า ลูกแต่เค้าเถิงปลาย ฅนไปกายก็กินเอาง่าย พอดั่งจักรู้มายมือมา ที่นั้นนาดงใหญ่ มีทังไม้อ้งไก่ตั้งอยู่ยายกัน ทังลายวันผายผอก ก็จิ่งเป็นดอกดวงเผย กิ่งแกมเฟยชุก้ำ มีทังไม้กุมน้ำเป็นดอกดวงพวง ไม้มูกหลวงดอกถี่ถ้วน ไม้มูกหน้อยดอกล้วนแกมใบ หมากซางใสหวานชื่นช้อย ลูกใหญ่หน้อยพอดี ไม้นิโครธมีหลายส่ำ สุกแก่พร่ำควรกิน หล่นตกดินเรืองเรื่อ ไม้หมากเดื่อเหลือหลาย ลูกมันยายแต่เค้า ตราบต่อเท้าเถิงปลาย มีหลายประการใช่หน้อย เป็นดั่งฅนผู้ช่างร้อยหากตริตรอง นั้นและนาพราหมณ์เฮย ฯ

ประการนึ่ง อันว่าป่าที่นั้นมีหลายหลาก กูหากได้หันมา ปาเรวตา กล้วยเขาแปและกล้วยฝ้าย ลำบ่ช้ายปางปูน กล้วยการบุญหลายสิ่ง มีพร้อมยิ่งปูนถนอม มีทังกล้วยหอมกล้วยตีบ ลูกบ่ลีบกินหวาน เสี้ยงสงสารฅนใหญ่ กล้วยนั้นใช่สามานย์ มีทังเผิ้งรวงหวานกีบลาย ตัวแม่กายบ่เฝ้า พราหมณ์กว่าเอากินเทอะ ฯ
อมฺพา จ ประการนึ่ง ไม้ม่วงลางจ่ำพวก เป็นดอกดวงดี ลำเขียวจีใช่จ้อย เป็นลูกน้อยชุ่มจี ดูเชียงชีหลายสิ่ง สุกดิบยิ่งเสมอกัน ฯ อันว่าหมากม่วงสองจ่ำพวก มีที่ใกล้โปกขรณี วัณณะมีปลาด เป็นดั่งเขียดปาดเขียวงาม ประการนึ่ง ชายใดเทียวกว่า เข้าสู่ป่าหิมพานต์ เขาหันก็เข้าไปใกล้ อยู่ใกล้ต้นแล้วยื่นมือบิดเอา ใส่ถงเพาถ้วนถูก หมากม่วงลุกสุกหวาน ดิบดายฅานใช่ช้า ลูกใหญ่หม้าใสแสง มีวรรณะเพิงแพงรสเร้า เป็นสวนด่านด้าวดงรี อัศจรรย์มีหลายหลาก กูหากได้ยินมา อันมากระทำเสียงเยียะหิ่ง ๆ ถ้วนทุกสิ่งนานา แห่งภมราแกมแมงพู่ ร้องแล้วสู่ตอมดวง ในดงหลวงย่านกว้าง ที่อยู่พระเจ้าช้างเวสสันตระสี ปูนยินดีใช่ช้า เหมือนที่อยู่แห่งเทวดาฟากฟ้า นั้นแล ฯ
พราหเม ดูราพราหมณ์ อันว่าป่านั้น เต็มไปด้วยไม้ตาลงามสะพรู่ ไม้พร้าวอยู่ยังยาย ก็เต็มระวังทุกท่า ปุมเป้งป่าเป็นหนาม รุ่งเรืองงามใช่น้อย เป็นดั่งฅนหากร้อยหากกอง ไม้ทังผองฝูงเป็นดอก มีข้างขอกมัคคา สูงไกลตาสุดผ่อ เหมือนดังปลายช่อปลายทุง นั้นแลพราหมณ์เฮย ฯ มีทังไม้เฟือย งามลมแล้วชามลูกย้อย กายานน้อยหอมเผ็ด เกสนาหอมอ่อน หอมจะจ่อนเพิงใจ ไม้ทังหลายฝูงนั้นล้ำเลิศ เป็นต้นเกิดแกมดวง มีทังไม้สำโรงและไม้ตระแบก อ้อยช้างแจกใบบาง มีจิ่มข้างหนทางที่นั้น ท่านพราหมณ์ไปรอดหั้นก็จักหัน ดอกอัญชันเรืองทั่ว คือไม้หมากงั่วหนามหนา ไม้หมากนาวหนามหน้อย ไม้พอยสร้อยผิวแดง เครือกวาวแฝงถี่ถ้อย ไม้มูกน้อยดอกแกมใบ โกฏิ์สอใสแกมกีบ ตักคันรีบบานงาม แคฝอยหลามใบถี่ ก็มีใกล้อาสรมและพราหมณ์เฮย ฯ
โรงไฟงามใสสะอาด เป็นดั่งอากาศกลางหาว อันเต็มไปด้วยหมู่ดาวนั้นแลฯ ดูราพราหมณ์ผู้เถ้า ท่านจุ่งเข้าใจพลัน โบกขรณีอันประเสริฐ ดอกบัวเกิดแกมอุบล จังกอนสนกีบก้าน ทังดอกพ้านและบัวเครือ หล่นตกเหนือแกมผักบุ้ง รสซว่านฟุ้งแกมใบ คลาคลาดตกไปหลายซ้ำ เกิดเป็นน้ำหอมหวาน ดูเชียงฅานใช่ช้า เหมือนโบกขรณีฟากฟ้า อันอยู่เมืองสวรรค์แหล่งหล้านั้นแล ฯ

อโถ ประการนึ่ง อันว่ารสแห่งดอกไม้ ในจิ่มใกล้ศาลา ลมพัดมาทุกสลอก รสเร้าดอกมัวเมา นกตระเหวามวลหมู่ ร้องแล้วสู่บินไป คือในที่ใกล้ก็หากดูไกล เหนือหมู่กิ่งไม้เป็นดอกบานงาม รสน้ำหวานเหลือแหล่ ไหลออกมาแต่เหง้าบัว หวานหนัวดีเหง้าใหญ่ หวานแท้ใช่พอดี ก็เกิดมีในโบกขรณีที่นั้น เหตุดั่งอั้นจิ่งได้ชื่อโบกขรณีมธูนั้นและฯ
ดูราพราหมณ์เถ้า กูก็จักกล่าวที่อยู่เจ้าอุดม คืออาสรมบทเจ้าช้าง อันอยู่ป่ากว้างพนมไพร เรี่ยรายไปทุกสลอก แดนด้าวขอกหิมวา ลมชอยไปมาบ่ไร้ พัดแต่พายใต้ทักขิณา แล้วพัดไปหนปัจฉิมาใสส่อง พัดเข้าปล่องตามทาง ฯ ประการนึ่ง หมากกระจับลูกใหญ่ ถ้วนแต่ใช่พอดี ก็เกิดมีหลายส่ำ ใหญ่น้อยพร่ำมีมา สสาติยา คือเข้าสาลี เม็ดมันมีหอมยิ่ง เข้านั้นสิ่งควรหวาน เขาเกิดมาเป็นหมู่ ตั้งต้นอยู่โบกขรณี หมู่ปลาฝาและเต่าน้ำ งูเงือกถ้ำและมังกร ปูหอยนอนแทบข้าง นาคน้ำคั่งในวัง ปลาดุกคังมีมาก ปลานั้นหากยินดี เงี่ยงมันมีพิษมาก เต้นพระพรากในวัง มีทังปลาสะเฅียนและปลาข่า ตื่นเต้นล่ายินดี ก็เกิดมีในสระที่นั้นแล ฯ
ตํ วนํ อันว่าป่านั้นนาหอมสนิท สัมฤทธิ์ไปด้วยกิ่งไม้และใบไม้ เทียรย่อมหื้อชมชื่นยินดี คันธะมีหลายมาก หอมแล้วซวาดตระหลบไปมา ภมราอันว่าแม่เผิ้งแกมแมงพู่ บินเข้าสู่ดอกดวงหอม บิบไปตอมผัดรอบ ร้องแล้วสอดไปมา สกุณานกทังหลายมวลมาก มีหลายหลากหลายประการ ร้องขันขานเสียงม่วน มาพร้อมส่วนศาลา เขาเกิดมาสองฅาบ คือเกิดจากท้องสกุณา และเกิดมาในไข่ ตัวน้อยใหญ่เสมอกัน มีวัณณะหลายสันหลายหลาก เป็นดั่งท่านหากได้หันมา พากันมาเกิดก้อง ส่งเสียงถ้องเซิ่งกัน โมทนฺติ ก็ชมชื่นยินดีซะซู่ กับด้วยนกตัวคู่เป็นเมีย ก็มีแลพราหมณ์เฮย ฯ

เจตปุตฺโต อันว่าพรานเจตบุตรผู้ฉลาด อันท้าวเจตราชเมืองขวาง หากประดิษฐ์ตั้งไว้ หื้อรักษาประตูป่าไม้หิมวา ก็กล่าวกถาว่าดั่งนี้ พราหเม ดูราท่านพราหมณ์เถ้า อันว่านกหมู่หัวที เขายินดีชมชื่น เขาก็ยื่นถวายพร ว่าข้าแด่พระเวสสันดรตนปราบเหง้า พระราชะเจ้าจุ่งยินดี กับด้วยพระสองสรีลูกเต้า และนางหนุ่มเหน้ายอดเมียตน อย่าได้มีกังวลโสกเส้า ทุกฅ่ำเช้าอยู่ถาวนา แด่เทอะว่าอั้น นกหมู่นั้นจิ่งได้ชื่อว่านันทกา ฯ

ทุติยสกุณา อันว่านกหลายมวลสะพรู่ ถ้วนสองหมู่บินมา จับสาขากิ่งไม้ ด้าวจิ่มใกล้อาสรม ถวายบังคมกราบไหว้ พระหน่อไธ้ธัมมิกกะระสี ว่าข้าแด่พระบุญมีวิเศษ ตนหมวดเกล้าเกษเป็นชี ขอพระระสีเจื่องเจ้า จุงมีอายุยืนเที่ยงเท้า อย่ารีบเถ้าโรยแรง อดใจแข็งอยู่ในเถื่อน อยู่เป็นเพื่อนช้างและเสือสิงห์ จุงรักเพาพิงลูกแก้ว กับนางเลิศแล้วเทวี แด่เทอะว่าอั้น นกหมู่นั้นจิ่งได้ชื่อว่าชีวปุตตา ฯ
ตติยสกุณา ส่วนนกทังหลายมวลหมู่ ถ้วนสามหมู่บินมา ชื่อว่าปิยปุตตาร่ำร้อง มีเสียงก้องป่าหิมพานต์ เขาก็มานมัสการ ตามโบราณใสสว่าง เจียรจาช่างถวายพร ว่าเทวะ ข้าแด่พระภูธรเจ้าช้าง จุ่งอยู่เสพสร้างทางบุญ อย่าได้ทารุณคำเคียด จุ่งรักษาลูกน้อยเนตรสายใจ จุ่งอยู่ในป่ากว้าง ในท่าท้างดงรี เป็นระสีอยู่ต่อเท้า ทุกฅ่ำเช้ากระทำเพียรเทอะว่าอั้น เหตุนั้นจิ่งได้ชื่อว่าชีวิปุตตาปิยาชิโน ฯ
จตุตฺถสกุณา ส่วนนกทังหลายพร่ำพร้อม ถ้วนสี่หมู่น้อมถวายพร ว่าเทวะ ข้าแด่พระเวสสันดรหน่อไธ้ อันอยู่ในป่าไม้หิมวันต์ กับด้วยเจ้าชาลีและกัณหาลูกเต้า ทังนางหนุ่มเหน้าใจบาน อดอยู่ในดงดานป่าช้าง กลางป่ากว้างดงรี จุ่งเป็นระสีตนสักสวาด กินลูกไม้หาดหัวมัน เป็นของสันตางเข้า แก่พระราชะเจ้าทังสองพระองค์ ใส่ใจสรงเสพสร้าง อย่าละม้างกระทำผล อย่าได้มีกังวลเดือดร้อน ลำบากข้อนขมใจ จุ่งหื้อมีไมตรีชมชื่น ไหว้นบยื่นเปลียวไฟ เทอะว่าอั้น นกหมู่นั้นจิ่งได้ชื่อว่าปิยะปุตตา ฯ ปิยวนฺทา สกุณา อันว่านกทังหลายสี่หมู่ บินเข้ามาสู่ศาลา บินไปแล้วบินมาสองตราบข้าง ร้องถ้องช่างปูนฟัง เขามาแปลงรังดีที่นั่ง แทบข้างฝั่งโบกขรณีก็มีแล ฯ

วนํ อันว่าป่านั้นดูงามสะอาด อันดาดาษเต็มไปด้วยไม้ทังหลาย เป็นต้นยังยายอยู่ ถ้องแถวหมู่ปุปผา เป็นดั่งฅนมาแสร้งร้อย เหมือนดั่งช่อน้อยอยู่แกมทุงนั้นและพราหมณ์เฮย ฯ พราหเม ดูราพราหมณ์เถ้า อันว่าพระยาเจ้าเวสสันตระแก่นไธ้ อยู่ป่าไม้แดนใด ท่านไปก็หากจักหันบ่อย่า ท่านจุ่งเข้าป่าดงดาน ท่านก็จักทรงพรรณวิเศษ ผูกเกล้าเกศเป็นระสี ถือขอคันรีเกี่ยวได้ ยังลูกไม้เครื่องปูชา ฯ จมฺมวาสี ท่านนุ่งหนังเสือลายสนถี่ นอนเหนือที่ธรณี ท่านยออัญชุลีนมัสการ ตามโบราณบ่เส้า ทุกฅ่ำเช้าหากเป็นวัตรพระระสีนั้นและ ฯ
อันว่าที่อยู่แห่งพระยาเวสสันตระแก่นไธ้ พรานเจตบุตรบอกไว้ดูงาม ส่วนชูชกะพราหมณ์นั้นไส้ มันก็ได้ยินคำบอกกล่าว แห่งพรานเจตบุตรนำออก กล่าวถ้อยบอกทางไป มันมีหัวใจอันซะราบ พราหมณ์ใบ้บาปจักปราไสร ยังคำอันเพิงใจไจ้ๆว่า ดูราพรานเจ้าใจต่อ เจ้าใจม่อหลานกู ส่วนว่าเข้าสะทูหลายดวงใหญ่ น้ำเผิ้งใส่ชุอัน อันนางใจหวานถี่ถ้วน แปงหื้อล้วนแก่พี่มา มีทังเข้าหนมแดกงาและเข้าก้อน หวานจีดจ้อนเชียงชิน เป็นของกินลำแห่งข้าเถ้า ปู่จักเอาไว้แก่เจ้ากว้างขวาง อันมาบอกหนทางแก่ปู่เถ้า ปู่รู้คุณเจ้าเหลือหลาย และนา ว่าอั้น ฯ

ตํ สุตวา พรานเจตบุตรได้ยินคำพราหมณ์มากล่าวไว้ ชะไจ้ข่าวถามหา มันก็มีคาถาต้านตอบ กล่าวคำชอบแก่พราหมณ์ว่า ทุมฺเห ว สมฺปลํ โหตุ ดั่งนี้ ดูราท่านพราหมณ์ผู้บ่งามมีแปดแห่ง เถ้าพ้นแพ่งเหลือฅน เดินไพรสณฑ์ป่าไม้ กูก็หากบอกไว้ชุอัน ท่านจุ่งเร็วพลันเขี้ยวกว่า เดินไพรล่าดงไกล ส่วนของกินอันใดพอแต่ง อันท่านหากแบ่งหื้อกู คือเข้าสะทูก้อนสะทูย่อย กินได้ค่อยแรงมา มีทังเข้าหนมแดกงาและเข้าก้อนน้ำอ้อย หวานจีดจ้อยถนัดใจ กูบ่เอาในถงท่านได้ จักไว้แก่ท่านผู้เดียว อันจักเทียวไปพายหน้า เข้าสู่ป่าหนไกลและนา ฯ
พราหเม ดูราพราหมณ์ อยํ มคฺโค อันว่าหนทางเทียวในป่าไม้ พอไต่ได้ฅนเดียว ผู้จักเทียวเข้าสู่ ที่ท้าวอยู่เป็นชี เป็นหนทางดีพลันรอด เกี้ยวสับสอดคีรี หลานยินดีจิ่งบอก แม่นปู่เจ้าจักออกพรากมา จากศาลาท่านท้าว พรากด่านด้าวดงเขียว หนทางเส้นเดียวซื่อนักและ ฯ

ประการนึ่ง ยังมีเจ้าระสีตนนึ่งอยู่เสพสร้าง อยู่กลางป่ากว้างดงรี ชื่อว่าอจุตตระสีตนสักสวาด สันลูกไม้หาดหัวมัน เป็นของสันทุกฅ่ำเช้า บ่โสกเส้าหิงสา กระทำเมตตาภาวนาทุกเมื่อ ใจใสเชื่อยินดี บวชเป็นชีเสพสร้าง แฝงใฝ่ข้างทางเทียว ผมบ่เขียวสักเส้น บ่ตื่นเต้นโมหา มีทันตาพร่ำพร้อม เขี้ยวบ่ย้อมส่องแสงงาม มีหัวติดตามไปด้วยฝุ่น บ่ส้ามขุ่นการใด ทรงศีลใสสาโรจน์ ท่านเข้าบวชก็สดใส ด้วยใส่ใจเป็นพระองอาจ หมวดเกล้าวาดชะฎา ฯ จมฺมวาสี นุ่งหนังเสือลายถี่ถ้วน ยาวยิ่งล้วนพอวา สมาเสติ นอนเหนือดินหนาบ่มีสาด ใบไม้ลวาดรองดิน สัทธายินชมชอบ ไหว้นบนอบกองไฟ มีเปียวใสเหลือหลาก อันนี้หากเป็นวัตรแห่งเจ้าระสีทังหลาย และพราหมณ์เฮยฯ ท่านพราหมณ์จุ่งเข้าไปดะดดๆ คลานเค็ดขดเข้าสู่ ยังที่อยู่ท้าวองค์งาม แล้วจุ่งถามทุกสลอก แดนด้าวขอกมัคคา เจ้าระสีตนนั้นไส้ ก็จักบอกไว้แก่ท่านชะและนา ฯ

อิทํ วตวาน ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลายมวลหมู่ ถ้วนหน้าสะพรู่อรหันตา ส่วนชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้าแก่ ชาติเชื้อแต่วงศ์พราหมณ์ ได้ยินคำงามแห่งพรานเจตบุตรบอกกล่าว ที่อยู่ท้าวกระษัตรา ปทกฺขิณํ กตฺวา มันก็กระทำแวดปทักษิณ ใจยินดีชมชื่น นบน้อมยื่นอัญชุลี เจ้าอจุตตระสีตนบุญกว้าง อยู่เสพสร้างแดนใด มันก็เข้าไปในฐานะที่นั้น ก็มีวันนั้นแลฯ

จุลวนวณฺณา นิฏฺฐิตา กรียาอันกล่าวห้องจุลพน อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๓๕ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จ ฯ

 

 

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๗    มหาพน
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)  ๘๐ คาถา

..จิ่งนำพราหมณ์ไปตั้งอยู่ ที่ข้างกู่มัคคา ยกมือขวาสุดศอก อันจักบอกหนทางเทียว ในเขาเขียวแก้วกู่ จิ่งจากับพราหมณ์ปู่ว่า ดูราพราหมณ์ ดอยอันนั้นสูงเพียงจอมหมอก ตัดข้างขอกดงหนา ชื่อว่าคันธมทนาปูนผ่อ หินผาก่อกองกัน พระจอมขวัญเมืองมิ่ง อยู่สร้างสิ่งปารมี กับสองสรีเลิศแล้ว และนางหน่อแก้วระสีนี ท่านทะรงศีลดีวิเศษ อยู่สร้างเพศเป็นชี ถือขอเรียวรีเกี่ยวไม้ หมวดเกล้าไว้เป็นชฎา หนังเสือลายมาห่มห้อย ลายพรักพร้อยเทียมตน ท่านกระทำผลชะใช่ ฅะฅ้อยไหว้เปียวไฟ..

            นโม ตสฺสตฺถุ ฯ กจฺฉนฺโต ภารท๎วาโช โส อจุตสฺส อจฺจุตํ อิสึ ติส๎วาน ตํ ภารท๎วาโช สมฺโมติ อิสินา สหติ

ล่ำดับธัมม์เทศนา มาเถิงมหาพนกัณฑ์ถ้วนเจ็ดปริเฉท อันพระพุทธเจ้าหากเทสนามา ส่วนพราหมณ์ผู้หาประญาบ่ได้ มันก็อว่ายหน้าเข้าสู่ดงขวาง ด้วยหนทางอันพรานเจตบุตรหากบอก มันก็เทียวซอกป่าหิมวันต์ ก็หันอาสรมบทเจ้าอจุตะระสีหากอยู่ ในแก้วกู่ตนเดียว คันมันเทียวไปรอด ก็หันเจ้ายอดอจุตะระสี หากอยู่สร้างปารมี มันยินดีไจ้ ๆ ก้มกราบไหว้วันทา กล่าวเป็นคาถาว่า กจฺจิ นุโข โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ ดั่งนี้เป็นต้น
ข้อขอยอมือกราบไหว้ พระบาทไธ้ระสี ฅวามสวัสดียังฅ่อยได้ บ่ห่อนไข้เป็นใด ท่านเลี้ยงตนในป่า ลูกไม้กว่าแสวงเอา หัวมันแดงขาวเป็นเหง้า ขุดเค้าอันอ่อนกินหวาน ประการนึ่งเหลือกและยุงบินมาซว่าน ริ้นร้ายร่านเหลือดง งูบ่ลงมาสอด แสวงตอดตอมกาย เนื้อทังหลายบ่ล่า ผกดั้นกว่าและรือ ฯ

เจ้าตาปสา ระสี จิ่งกล่าวหื้อรู้ข่าวการดีว่า กุสลัญฺเจว โน พราหเม ดั่งนี้เป็นต้น ดูราท่านพราหมณ์ เรามีฅวามสุขเหลือแหล่ อยู่ด้าวแต่กลางดง เราบ่ทะรงพยาธิ์ ยาทิพย์อาบดับกังวล เราเลี้ยงตนในเถื่อน ด้วยลูกไม้เปื่อนหัวมัน กินทุกวันบ่พราก ชีวิตหากเป็นไป อโถ ฑํสา ยุงในดงรีขบปวด ริ้นร้ายรวดเหลือดง งูบ่ลงแสวงสอด บ่ต้องตอดตนเรา ฯ
วเน ในดงเขาป่ากว้าง มีแรดช้างเสือสิงห์ เขาบ่หิงสากระทำโทษ เมตตาแล้วลวดหนีไป และพราหมณ์เฮย ฯ พหูนิ วสฺสปูคาน ิ ดูราพราหมณ์ นับดูปีเดือนนานมาก เราอยู่ป่าไม้หากภาวนา ก็หาอาพาพยาธิ์ ก็บ่มาต้องพาดกายา ท่านพราหมณ์มาโดยชอบ เราจักขอบใจพราหมณ์ ท่านเทียวทางไกลเป็นดั่งใกล้ เป็นดั่งได้เทียวเริง ท่านเพิงไต่ทางนั้นไป สองสามได้บาทย่าง น้ำในอ่างใสงาม ล้างตีนพราหมณ์ทังคู่ แล้วเข้ามาสู่โรงเราจากันเทอะ ฯ
ดูราพราหมณ์ อันนี้หมากคับทองกินฝาด หมากหาดส้มกินนาน หมากซางหวานปานใจใฝ่ แตงหน้อยใหญ่กินลำ เราหากนำมาทุกสิ่ง หวานยิ่งอ้อยเมืองฅน ท่านเทียวหนเดินเทศ กินหื้อหายเหตุพักใจมาฯ อิทมฺปิ ปานิยํ สีต ํ ดูราท่านพราหมณ์ น้ำอันนี้ใสก็ใสเย็นก็เย็นชื่นช้อย ไหลแต่ท้องน้อยดอยเขียว เราเดินเทียวไปอาบ ตักแล้วหาบนำมา น้ำกินราฅ่ำเช้า เชิญพราหมณ์เถ้าดูดกินพลัน ด้วยแต่อันกินลูกไม้ กินอิ่มได้แรงมา และพราหมณ์เฮยฯ

เมื่อนั้น ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินดีชมชื่น ยอมือยื่นไหว้ระสีว่า ข้าแด่เจ้ากู ท่านแต่งปูชาแขกแก้ว ข้าก็รับเอาแล้วจ่ำเริญใจ อาหารใดหลายหลาก หวานแท้มากเพิงใจ เท่าว่าด้วยมีแท้ผู้ข้า จักใคร่หันหน่อท้าว ตนปราบด้าวเมืองไทย ลูกพญาสัญไชยอะคร้าว เป็นหน่อท้าวบุญเรือง ชาวเมืองขับหนีจาก ขับท้าวพรากเมืองมา พระราชาชื่นช้อย ข้าน้อยใฝ่หุมหัน ท่านยังรู้ทางอันใดขอกล่าว หื้อรู้ข่าวจักไป แด่เทอะฯ
เจ้าตาปสาระสีจักกล่าว หื้อรู้ข่าวคำจา จิ่งกล่าวคาถาว่า น ภวํ เอติ ปุญญตฺถํ สีวิราชสฺส ทสฺสนํ ดูราพราหมณ์ ท่านมานี้ดูบ่ชอบ บ่ประกอบด้วยการบุญ หวังหันขุนหน่อไธ้ หวังใคร่ได้สิ่งอันใด เราร่ำเพิงในใจหื้อรอด รอยว่าใคร่ได้นางยอดมเหสี ผู้กระทำวัตรดีผ่านแผ้ว แห่งหน่อแก้วเวสันดร ฯ อันนึ่ง ท่านจักไปวอนขอฅะฅ้อย ขอลูกหน้อยท่านญิงชาย ชื่อว่าชาลีสายใจธิราช นางแก้วอาจกัณหา ท่านจักเอาไปเป็นข้าใช้ ตีต่อหน้าตีนมือ บ่อั้นท่านจักขอสามศรีงามลือชาติเชื้อ ลูกอ่อนเนื้อเป็นเมียตน ท่านอยู่ในไพรสณฑ์ป่าไม้ ทุกข์ยากไร้บ่มีสัง ชื่อว่าเงินฅำช้างม้า ฝูงหมู่ข้าญิงชาย พระบุญผายเป็นเจ้า ท่านบ่มีเข้าสักเยีย ท่านเท่ามีลูกเมียกับลูกท้าว อยู่ด่านด้าวเขาฅำพุ้นแลฯ

ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า จักล่ายเจ้าระสี เป็นคำดีวิเศษ บ่หื้อได้เฅืองเคียดโกธาว่า อ กุทฺธรูปาหํ โภโต นาหํ ยาจิมุมากโต ข้าแด่เจ้าระสีตนวิเศษ ท่านอย่าได้เคียดผิดใจ ข้าเดินไพรทุกเมื่อ บ่เท่าเพื่อจักขอ ข้านี้คึดใจพอฅะฅ้อย ใคร่หันหน้าพระยอดสร้อยราชา กรียาอันได้อยู่เป็นเพื่อน ในถ้องเถื่อนเป็นชี ฅวามสุขมีแฅวนมาก ข้าน้อยหากหุมหัน ท่านทะรงธรรมงามจะจ่อน ข้าบ่ห่อนเคยหัน ไพร่อธรรมจำพราก ขับท้าวจากเสียเมือง ผิว่าท่านยังรู้ ยังที่อยู่เจ้าบุญเรืองเจ้าฟ้า จุ่งบอกข้าจักไปแด่เทอะฯ โส ตสฺส วจนํ สุต๎วา
เจ้าอุจตตะระสี ได้ยินคำดีพราหมณ์กล่าวแก้ ก็ใส่ใจว่าคำนั้นมีแท้ดีหลี พระระสีเชื่อคำล่ายปู่เถ้า จิ่งกล่าวว่าดูราพราหมณ์ ท่านจุ่งอยู่ยั้งเซา กับด้วยเราฅืนนี้ก่อน กูจักผ่อนสำแดงหนทาง เข้าดงขวางป่าไม้ เข้าสู่พระหน่อไธ้ระสี ยังผลามีเหลือแหล่ หื้อพราหมณ์เถ้าแก่ดากิน เจ้าระสีบ่เศร้า ก็หื้อพราหมณ์เถ้านอนฅืน

ในวันลูนรุ่งเช้า ตาวันส่องเข้าเขาฅำ จิ่งนำพราหมณ์ไปตั้งอยู่ ที่ข้างกู่มัคคา ยกมือขวาสุดศอก อันจักบอกหนทางเทียว ในเขาเขียวแก้วกู่ จิ่งจากับพราหมณ์ปู่ว่า เอส เสโล พราหเม ปพฺพโต คนฺธมทโน ดั่งนี้เป็นต้น ดูราพราหมณ์ ดอยอันนั้นสูงเพียงจอมหมอก ตัดข้างขอกดงหนา ชื่อว่าคันธมทนาปูนผ่อ หินผาก่อกองกัน พระจอมขวัญเมืองมิ่ง อยู่สร้างสิ่งปารมี กับสองสรีเลิศแล้ว และนางหน่อแก้วระสีนี ท่านทะรงศีลดีวิเศษ อยู่สร้างเพศเป็นชี ถือขอเรียวรีเกี่ยวไม้ หมวดเกล้าไว้เป็นชฎา หนังเสือลายมาห่มห้อย ลายพรักพร้อยเทียมตน ท่านกระทำผลชะใช่ ฅะฅ้อยไหว้เปียวไฟ เอเต นิลา

ดูราพราหมณ์ ไม้ทังหลายเหลือแหล่ มีด้าวแต่กลางดง ทะรงรูปงามจะจ่อน พร่องผ้งสุกอ่อนปูนกิน เป็นแต่ดินสะอาด เพียงอากาศสูงเรียว เขาเขียวงามผ่านแผ้ว เขียวดั่งแก้วเอนชัน ไม้สะเฅียนอันบ่แผก ไม้ตระแบกหูกวาง ไม้ยางเขียวเป็นช่อ ไม้สะฅ้อเปลือกบาง ไม้รังมีกลางป่า ปูนดีล่าเดินดง ลมชอยลงกิ่งค้อม อ้วนอ่อนน้อมหันงาม ดั่งชายลามกินเหล้า นั่งล้อมเฝ้ากันนั้นและฯ
อุปริ ตุมาปริยาเยสุ นกทังหลายมีมาก ซะซ้าวหากเหลือใจ บินไปมาเสี้ยวสอด บนยอดไม้สูงเรียว ร้องเซียว ๆทุกแห่ง ดั่งเสียงขับทิพย์แต่งปูนฟัง นกโพนดกร้องดังเสียงชื่น ตระเหว้าตื่นตามลาง บินขันขวางป่าไม้ แดนแต่ใกล้อาราม นั้นและฯ
ไม้ทังหลายอเนก เป็นดั่งรู้ควักรู้เรียกฅนไป ควรสนุกใจปานใฝ่ แห่งฅนผู้ไต่เดินดง ฅนฝูงใดอยู่เก่า สุขร้อยเท่าใจบาน พระชินมารหน่อท้าว ลือทั่วด้าวธรณี อยู่เป็นชีชื่นช้อย กับลูกน้อยสองฅน ท่านทะรงพรรณวิเศษ เอาเพศเป็นชี ขอคันรีแต่งไว้ เกี่ยวลูกไม้ผลา หนังเสือหนาลายพรักพร้อย เอาห่มห้อยกายา อยู่ปูชาไฟบ่ขาด เทียรย่อมปรารถนาเอา สัพพัญญูเลายอดฟ้า และพราหมณ์เฮย ฯ
อมฺพา ชมฺพู ปติฏฐา จ นีเจ ปกฺกา ไม้ม่วงและชุมพู หมากขวิดดูเหลือหลาก มีลูกมากเจือจาน หมากเดื่อหวานนักแก่ ลูกแต่เค้าเถิงปลาย ไม้ทังหลายเหลือแหล่ มีนักแท้พอการ ในดงดานทุกสิ่ง จำเริญยิ่งพันพวง ในดงหลวงทุกก้ำ มีแม่น้ำกินหวาน ผิวใสงามเลิศแล้ว เป็นดั่งแก้ววิทูร มีปลาสูนฝูงเต่า ลอยเหล้นเล้าไปมา มีกลิ่นคัณธาหอมยิ่ง ถ้วนทุกสิ่งเหลือใจ ไหลลงมาแต่ท้าง ถัดแต่ข้างดอยฅำ ฯ
อันว่า โบกขรณีใหญ่กว้าง มีแต่ข้างอาสรม มโนรมย์เรียงราบ ท่ากว้างอาบเย็นใจ จังกอนเต็มทุกพายทุกขอก อุบลดอกเขียวงาม เหมือนอารามแต่ฟ้า ถ้วนหน้าชื่อว่านันทวนุทยานนั้นและฯ ดอกอุบลมีสามสิ่ง เกิดพร้อมยิ่งดูดี ในสระโบกขรณีทุกขอก ผ้งเป็นดอกบานงาม ประจิตรจามแกมด้วยหว่าง มีวรรณะต่างหลายพันธุ์ ลางอันขาวผายผ่อง ลางอันส่องผิวแดง ดั่งเลือดแฝงกันอยู่ ตั้งเป็นคู่ยายกอ นั้นแลฯ

เจ้าระสีหน่อแก้ว กล่าวยิ่งแล้วคองดี ยังโบกขรณีเป็นเค้า หื้อพราหมณ์เถ้าแต่งหุมหัน ทีนี้จักพรรณนามุจรินท์อันยิ่ง เจ้าจิ่งกล่าวคาถาว่า โ ขมา ว ตตฺถ ปทุมา เสตฺโสคันธิเยหิ จ ดั่งนี้ ดูราพราหมณ์ ดอกบัวขาวทังห้า ขาวดั่งผ้าโขมา หันเหลือตาแต่ก้าน ดอกพ้านเพื่อนจังกอน ผักตบชอนทังผักฅาบ หันมีมากเหลือตา ในดงหนาชุก้ำ ข้างแม่น้ำมุจรินท์ กุมภิรา จ จะเข้และปลาข่า มังกรล่าไปมา ปลาดุกทังเต่าน้ำ ฅะฅ้ำแล่นตามกัน ดูราพราหมณ์ ดอกบัวขาวงามมีมาก เกสรหากเหลือใจ หาที่สุดบ่ได้ซ้ำ ทั่วฝั่งน้ำทุกพาย ในยามหนาวและยามร้อน บานแบ่งพร้อมเสมอกัน น้ำในวังเพียงหัวเข่า มีหลายเผ่าปูนดู ดอกสารภีแย้มยอด ลมพัดรอดราวไพร งามพอใจทุกสิ่ง ประจิตร(ไพจิตร?)ยิ่งพอตา แม่เผิ้งบินมาทุกสลอก ตอมดอกไม้เหนือดง เต็มทุกพงป่ากว้าง แดนแต่ข้างอาราม

ดูราพราหมณ์ ริมวังสูงป่ากว้าง สองป่างข้างมุจรินทร์ ในแดนดินที่ใกล้ ต้นไม้งามหากเหมาะ ไม้โกมเกาะมีเหลือแหล่ แคฝอยแต่กลางดงราม ไม้ทองหลางเป็นดอก บานทุกขอกหอมไกล อํโกรา ไม้ประจิตรงามเป็นหยุม มีใบพุ่มแฝงกัน ไม้หมากทันและปาริชาติ ใกล้อาวาสท้าวบุญพิง ไม้กากะทิงทุ่มน้ำ มีชุก้ำอาราม มุจรินทร์งามแง่ แดนท้าวแต่ริมวัง ในหิมวันต์ทุกขอก ไม้ขัดหมอกหนาหนำ ไม้ยางพรายเป็นหมู่ ยางพรายขาวอยู่แฝงกัน มีทังไม้โมกมันและหมากพร่อง เป็นแถวถ่องอยู่ในไพร และพราหมณ์เฮย ฯ

เอตถ อุตฺกตฺตสฺมึ ดูราพราหมณ์ ในดงขวางมีชุก้ำ แทบฝั่งน้ำทุกพาย สระงามหลายบัวบานสะพรู่ ผักบุ้งอยู่เป็นกอ ถั่วตาเสือและถั่วค้าง อยู่ตามข้างอาราม ถั่วเงินงามเครือแลบ หมากแปบอยู่เกี้ยวปลอมเครือ น้ำสระเฟือนเฟือยะย่อง น้ำข้างฝั่งผะผาง มีทังสายลายน้ำ ชุก้ำย่อมฟูแหน หมากลางลิงแลนทุกเทศ ต้นสีเสียดยายแยง ผักโหมแดงเหลือแหล่ มีด้าวแต่อาราม เครือเขาเอนงามสะพรู่ ตั้งต้นอยู่นองนัน ดอกลายพันสะพรู่ เกี้ยวไม้อยู่เถิงปลาย ฅนทังหลายตัดดอก หอมรสออกเจ็ดวัน มีคัณธะทั่วหล้า ผับในป่าหอมไกล มุจรินทร์ใสสามแง่ มีอยู่แต่ข้างริมวัง ดูงามฝั่งดอกไม้ มีที่ใกล้อาราม ผักตบงามเป็นดอก ผิวเหลืองหมอกซอยทอย ตามราวดอยงามสะอาด ปานอากาศใสงาม ฝูงฅนรามทัดดอกไม้ หอมรสได้เจ็ดเดือน หอมเชือนไปทุกขอก ลมพัดรอดผับดง เอ็งชันลงเขียวเหลือแหล่ เอ็งชันขาวแพร่ในไพร กัณณิกาแดงผ้งเป็นดอก บานทุกขอกเป็นแถว ไม้ซ้อมแมวมีมาก ด้าวนั้นหากดูท่างคอย ในดงดอยทุกฟาก มีเป็นเครือหากเต็มไป ควรสนุกใจมีมาก ป่านั้นหากปูนเคย ยอเฟือยเจือดอกไม้ วังแวดใกล้อาราม แม่เผิ้งงามตอมดอก บินทุกขอกเนืองนัน พรรณพวงตามดอกไม้ บินแอ่วใกล้สนกัน ฯ
ตีณิ กกฺการรุชาตานิ ดูราพราหมณ์ หมากฟักมีสามสิ่ง ใหญ่แท้ยิ่งกินหวาน เป็นสถานริมทางแห่งหั้น ที่นั้นว่ามุจรินทร์ ลูกเหนือดินปานใฝ่ ใหญ่แท้เท่าไหตาล หมากฟักมีประมาณหลายเผ่า ใหญ่แท้เท่าไหราม มีอยู่หลายสามส่ำ ใหญ่แท้พร่ำกอยวง มีทังสวนผักกาด ใกล้อาวาสสันดอน หอมเทียมทังหอมบั่ว มีทั่วเท้าราวไพร พร้าวตาลยายใยเป็นหมู่ ตั้งต้นอยู่เรียงกัน ดอกผักตบอันดวงใหญ่ พอบิดใส่ถงพา และพราหมณ์เฮยฯ

อปฺโผตา สุริยวลฺลี จ ดูราพราหมณ์ เครือเขานางเป็นหมู่ หนามดินอยู่เป็นเจือ ชะเอมหวานเครือต้นใหญ่ คราวป่าใช่พอดี อโศกมีเหลือแหล่ อยู่ใกล้แต่ดงราม ดอกเข็มขาวงามชื่นช้อย สลิดดอกสร้อยเทียมเครือ ฯ หญ้าหางช้างวิเศษ ชะเอมเทศหอมไกล มีในไพรทุกขอก มีทังดอกซ้อนหอมไกล เกี้ยวขึ้นไปเกาะยอด มุงยอดไม้เถิงปลาย กวาวเครือใยเกาะกอดไม้ เกี้ยวแต่ใต้เถิงบนฯ กเตหุรา ปวาเสนฺติ ไม้ชุมแสงเหลือแหล่ ต้นฝางแก่แดงงาม ในดงรามดอกเค็ดเค้า หอมทั่วด้าวดงดาน ดอกสถานและหญ้าหานไก่ ชาติบุตรไขว่ตายหาน บัวบกบานปูนผ่อ ตั้งช่ออยู่หลวงหลาย มีฝ้ายเครือและฝ้ายเทศต้น ดูดอกล้นเหลือตา กัณณิกาฅำผ้งเป็นดอก บานทุกขอกเหลืองงาม พันพวงชามปั่นย้อย เหมือนดั่งสร้อยฅำแดง เฝือแฝงเรืองรุ่ง พุ่งขึ้นดั่งเปียวไฟ นั้นแลฯ
ปุปฺผานิ จ ดอกไม้ฝูงอันกูว่า มีในป่าหิมพานต์ บานในบกและในน้ำ มีชุก้ำเรืองงาม หิมพานต์ทุกขอก มีดอกไม้เจือกันไป น้ำวังใสชมชื่น ปูนดีตื่นลอยไป โบกขรณีน้ำใสชุก้ำ ในแม่น้ำสัตว์แฝง ปลาหางแดงและปลาปีก ปลาดุกหลีกกันไป จะเข้ไวลอยเลื่อน ปลาขาเพื่อนมังกร ปลาไนซอนสะพาก ปลาเสือมากสิกแกง ปลากั้งแดงและปลาฅ้าว มีทั่วด้าวโบกขรณีนั้นและฯ
มธุจ ประการนึ่ง รวงเผิ้งกินหวานนักแก่ ตัวแม่ช่างบินหนี ผักบุ้งมีเครือใหญ่ ครามป่าใช่พอดี หญ้าเหนี้ยวหมูมีมาก ต้นไม้หากเหลือใจ สัตตบุษมีไปทุกสิ่ง ชะเอ็มยิ่งกินหวาน สุรพีการดวงใหญ่ ตักกันไขว่เจือจาน สมุนเพ็กมีทุกอันทุกสิ่ง กินหวานยิ่งเป็นยา เนียมพะสีและขักมอก โกฐสอดอกเรืองราย ดอกฅำมีหลายเหลือแหล่ นอกน้ำแต่กลางดง ขมิ้นฅำเหลืองดงงามอร่าม หรดานงามทุกแง่ คำคุณแพร่เต็มไพร โกฐสอใดมีมาก ไม้แหนหมากลำมูล การะบูนมีเหลือแหล่ สมุนแว้งแพร่เต็มไพร ในป่านั้นนามีทุกสิ่ง ยาทิพย์ยิ่งเหลือใจ ในดงไพรที่ท้าวอยู่ คันเข้าอยู่ก็เย็นใจ และนาพราหมณ์เฮยฯ

อเถตถ สีหา พยคฺฆา จ ส่วนราชสีห์และเสือโคร่ง เสือเหลืองโก่งหลังนอน มีทังพังพอนและยักษ์ขินีเป็นหมู่ แม่ช้างคู่ทั่วพาย ทรายเอ็นเห็นมูตหางมาก เห็นอุ้มหากหุมเร็ว ละมั่งงามเทียวองอาจ ฟานเหลืองหยาดกันเทียวฯ
สุโนปิจ หมาดำแกมหมาด่าง ลางตัวก่านตัวขาว จ่อนหางยาวหยอกกันย่าง มีทังบ่างและนางนี ค่างจูงกันหนียะยุ่น ลิงจ่อนจุ่นปาวเฟือย กวางเขาเงยเป็นค่า ละมั่งกว่าชมกัน หมีหางดำหางสั้น งัวเถื่อนดั้นกอบง พังพอนพงแรตช้างร้าย แมวเถื่อนผ้ายเป็นชุม อ้นช่างหุมกับอ้นแดงใหญ่ สนสานไล่ขบกัน กลางดงลานมีฅวายเถื่อน จิ้งจอกเพื่อนหมาไน ปลอมเข้าไปในราวป่า บินเหล้นล่าหากัน มีทังแลนฅำตัวพู้ แล่นสอดสู้ตัวเมีย ชักก่าเรียงหัวนอนกองเป็นหมู่ ทรายคู่ผัวเมีย กระต่ายเจือไปเป็นหมู่ ฝูงแร้งจับอยู่สาขา ส่วนราชสีห์ตัวแห้ว เสือลายแผ้วไล่เสือปลา
นกยูงนั้นนามีหลายเถื่อนถ้อง สีทูดร้องปูนกลัว สีขาวดีมัวหม่นมูต นกก้นพูดผิวแดง มีทังนกแคงนกเขาใหม่ เอี้ยงก็ไล่ขบกัน ร้องกลางวันยามเที่ยง เสียงหวิดเหวี่ยงปูนฟัง นกยางเฟือยและนกยางกรอก โพนดกออกหาปลา นกขวาและนกขุ้ม แต้แวดกลุ่มกันไป แหลวหลวงกับแหลวก็อด บินเสี้ยวสอดจับคอน นกค้อนหอยลอยเลียบฝั่ง นกอั่งและนกผาหีบ พากันรีบลงมา นกปะทาไปเป็นหมู่ คับแคอยู่สาย ๆไก่เถื่อนหลายมีมาก นกขวากร้องเสียงจาน นกคีวางแวนเป็นคู่ นกกวักอยู่ในลอม นกกาแกชอมเป็นหมู่ นกตู้คู่นกดาว นกยางขาวมีใช่ช้า นกจอกฟ้าเป็นชุม นกกางเขนหุมช่างฟ้อน นกออดอ้อนร้องฅอ ๆ
มีทังนกตระไหนและนกการวีก ร้องหวีด ๆเสียงดี มีทังนกชุยซุยปากเส้า ทังนกเค้าตุ่มตาหลวง นกพันธุ์พวงมีมาก ช้าย ๆหากเหลือตา ร้องบินมาหลายหมู่ จับไม้อยู่สะหวา นกสาริกาอยู่ร้อง เต็มเถื่อนถ้องดงดาน เขาชมบานเป็นคู่ ผัวเมียอยู่คอนเดียว ร้องเสียงเซียวในป่า บินแล้วล่าตามกัน เสียงเนืองนันชุห้อง ลือทั่วท้องดงดอย มีทุกพงป่าไม้ใหญ่ เกิดในไข่สองที ปีกหางรียาวมาก ตาขาวหากหลายพันธุ์ เกิดมากับกันด้วยไข่ งามแท้ใช่สามานย์ ในดงดานป่ากว้าง แดนแต่ข้างอาราม จับกันอยู่ชามร้อง ตัวพู้หย่องเสียงขัน หากเนืองนันชมชื่น ช้าย ๆตื่นเถิงใจ หงอนตั้งงามไว้จะจ่อน สร้อยฅออ่อนแววเขียว ขันเสียงเซียวชมชื่น เกิดต้องตื่นเต็มไพร
นกออกไฟไปเป็นเพื่อน หมู่ไก่เถื่อนในดง หงษ์ขาวมีชุก้ำ ดีเดียบน้ำเป็นชุมกัน นกกดดำและแหลวก็อด นกเค้าสอดไปมา นกกะลิงดาร้องเต็มเถื่อน แขกเต้าเพื่อนสาริกา นกไฟเขียวมาในเถื่อน นกไฟเหลืองเพื่อนไฟแดง มีหลายชุมแชงในเถื่อนถ้อง นกจีชุบร้องแล้วเลียบผับดง นกหัสดีลิงค์ลงเป็นหมู่ งางอนคู่ดูงาม นกกินปลีชามเต็มเถื่อน นกแขกเต้าเพื่อนหงษ์ฅำ ไก่หยองกับนกออก มีทุกขอกและหงษ์เหลือง หงษ์ขาวเฟืองแย้มยอด ย่อมสอดร้องหากัน นกประหิดนันทุกขอก โพนดกออกสับคอน
นกตระเหวาวอนและจากะพาก หงษ์แดงมากเป็นชุม นกจอกรุมดั้นเป็นหมู่ กาพากลู่กินปลา หัสดีลิงคาปากกว้าง เหมือนดั่งช้างพลายสาร ร้องขันขานหากันซ้าว ๆ คือเมื่อเช้าฅ่ำยังยาย นกทังหลายเหลือแหล่ มีทังนกแคแด่พอนงาม ขับเสียงสานเพราะม่วน จับกิ่งไม้ร่วนหากัน ร้องขับขานเป็นหมู่ จับไม้คู่ผัวเมีย ร้องนมเนียชมชื่น ปูนดีชื่นสนุกใจ หมู่นกมีเต็มในป่า ร้องบินกว่าตามกัน มีหลายพันธุ์ต่าง ๆ จับอยู่หว่างเขาฅำ ประทำเสียงมี่ก้อง สาวสู่ร้องชมกัน ในหิมวันต์ชุก้ำ

ข้างฝั่งน้ำมุจรินทร์ กลางดงดินมีกระต่าย ทรายม่ายเสือหมี หมู่ช้างมีในป่า ย่อมเทียวกว่าตามกัน เครือเถาวัลย์มีเป็นหมู่ เกี้ยวไม้อยู่นุงนัง ฝูงกวางมีในป่า ทรายล่าเหลือดง และพราหมณ์เฮยฯ เอตถ สามา พหุกา ดูราพราหมณ์ เข้านกมีเหลือแหล่ เข้าเดือยแพร่เป็นกอ เข้าสาลีนั้นนาขาวมาก บ่ตำก็หากเป็นสาร อ้อยกินหวานบ่หน้อย ยิ่งกว่าอ้อยเมืองฅน ก็มีและฯ ดูราพราหมณ์ หนทางนี้มีผู้เดียวเทียวไต่ได้ แม่นจักไต่ไปสู่อาสรม แห่งท้าวอุดมเวสสันตรราช แม้นจักคลาคลาดเทียวมา เป็นอันซื่อนักหนาบ่คดคอด ฅนใดไปรอดแก้วกุฏี ก็บ่มีฅวามอดอยาก เขาอิ่มปากต่อเท้าทีฆา อาหารนานาบ่กลั้นอยาก บ่ล้ำบากในใจ เจ้าตนใดหน่อท้าว อยู่ในด่านด้าวดงรี กับเทวีและลูกน้อย อยู่แดนอ้อยดอยฅำ ท่านทรงศีลธรรมวิเศษ อยู่สร้างเพศเป็นชี ขอคันรีแต่งไว้ เกี่ยวลูกไม้นำมา นุ่งหนังเสือหนาใหญ่ นอนร่มไม้เหนือดิน ยินใจดีทุกเมื่อ ใจเจ้าเชื่อนิพพาน ก็มีและพราหมณ์เฮยฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อิตํ สุต๎วา พราหมณพนฺธุํ อิสึ กต๎วา ปทกฺขิณ ํ ดั่งนี้เป็นเค้า พระเจ้าว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสสาโรจน์ ส่วนว่าเถ้าโคตรชูชกะพราหมณ์ ได้ยินคำงามแห่งเจ้าระสีกล่าว ได้รู้ข่าวทางไป มันดีใจบ่หน้อย กับด้วยพระยอดสร้อยระสี พราหมณ์มีใจหุมกว่า เดินด้าวป่าดงฅำ มันก็กระทำปทักษิณเวียนนอบ ถ้วนสามรอบตามประเวณี ยออัญชุลีกราบไหว้ จะไจ้กล่าวสาธุการ มีใจบานชื่นช้อย กล่าวอำลายอดสร้อยระสี พระยาเวสสันตระบวชเป็นชีอยู่สร้าง หนท่าทางแดนไกล มันก็เทียวไปชะไจ้ เข้าสู่ที่พระเหง้าไธ้กระทำธรรม ก็มีวันนั้นแลฯ

มหาวน วณฺณา นิฏฺฐิตา กรียาอันสังวัณณนา มหาพน อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๘๐ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จฯ

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๘     กุมาร
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)     กุมารปัพพ์ ๑๐๑ คาถา

....ความตริวิตก ก็เกิดมีแก่พระมหาสัตว์เจ้า อันรักลูกเต้าท่านหันผลาญ พระภูบาลจิ่งฅนิงใจเล่าว่า พราหมณ์กระทำแก่ลูกเต้ากูเหลือใจ กูบ่อาจธำรงตนอยู่ได้ ร้อนวู่ไหม้หัวใจกู มากูจักไปตามพราหมณ์ผู้นี้ แล้วข้าหื้อตายหงายไว้แล้ว เอาลูกแก้วพ่อฅืนมาเทอะคาฯ กูจักถือเอากงธนูข้างก้ำซ้าย ฅะฅ้ายวาดยิงพราหณ์ จักถอดเอาสรีกัญไชยงามเถี่ยนกล้า ไปไล่ข้าหื้อพราหมณ์ตายและคา ฯ มันมาขอเอาดายบ่ได้ซื้อ กูหากหื้อด้วยง่ายปันดี มันพ้อยมาตีลูกกูต่อหน้า..

            นโม ตสฺสตฺถุ ฯ ชูชโกปิ อจุตฺตาปเสน กถิตมคฺเคน กนฺตวา ยาว จตุรสฺส โปกฺขรณี ตีรํ ปตฺวา จีนฺเตสิ ฯ

 

 

ล่ำดับธัมม์เทสนามา ส่วนว่าชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้า มันก็ไต่เต้าไปตามหนทาง อันเจ้าอจุตตะระสีหากบอกกล่าวแก่ตนนั้นชุอัน มันก็ไปจุจอด ต่อเท้ารอดตระพังวังโบกขรณี อันมีสี่แจ่งเสมอกันแล้ว มันก็ฅนิงใจว่าสันนี้ ว่าวันนี้ก็เป็นกาละอันฅ่ำแล้ว ปางนี้นางแก้วราชะมัทที ยังผ้งไปแสวงหาหัวมันและลูกไม้ ในป่าไม้ก็จักดามาและ ฯ มาตุกาโม ชื่อว่าแม่ญิงทังหลาย เทียรย่อมห้ามเสียยังทาน บันดาลหื้อเป็นอนธะรายแก่ทานทุกเมื่อด่าย อหํ ควรกูนี้ยั้งนอนในที่นี้หื้อสบายก่อนเทอะ ฯ ตกในวันลูนพรูกเช้าพอดี เมื่อนางมัททีเข้าไปป่าแล้ว กูเยียะเข้าไปสู่พระเวสสันดร จักวอนขอเอาลูกแก้ว ได้แล้วค่อยหนีไปเทอะว่าอั้น ฯ

           ตํ พน รตฺตึ ในกลางฅืนใกล้รุ่งรวายตรี นางราชะมัททีเทวีระสีนี ก็มาฝันหันหลาก นิมิตรมากปูนกลัว เอโก ปุริโส ยังมีชายผู้นึ่งดำ ๆเนื้อมันก่ำเหมือนหมี นุ่งผ้าดีย้อมฝาด ผืนนึ่งนุ่งพายใน ผืนนึ่งสะไบพายนอก มาทัดดอกไม้แดงสองหู ผ่อเล็งดูหย้อหยาบ มือถือดาบแคนตา เข้ามาสู่บัณณศาลานางแล้ว ก็ฅ่ำราบนางแก้วมัทที ยับเอาเกษีหมวดเกล้า หื้อนางท่าวนอนหงาย แล้วขวักเอาตานางนายทังคู่ แล้วตัดเอาต้นแขนนางกว่า ยกขวานผ่าหัวอก จกเอาหัวใจได้แล้ว นางแก้วไห้เกิดติงตาย แล้วถือเอาวัตถุทังหลายหนีกว่า เข้าสู่ป่าไม้ไปพลัน

           สา ปภุญฺจิตวา นางราชะมัททีหลับบ่ทันชื่น นางแก้วก็ตื่นกระชังฝัน นางบ่เคยหันหลาก ตกใจมากนักหนา ว่านิมิตระคำฝันนี้นา ก็เป็นอันพือสะเพิงกลัวมากนักหนา นางพระยาจิ่งคึดรอด เถิงท้าวยอดโพธา ว่าบ่มีไผมาแก้ หื้อรู้ถี่แท้แก่ตนกู เท่ามีสรีบุญชูเวสสันดร นางจิ่งลุกจากที่นอนตนแล้ว ห่มผ้าหื้อลูกแก้วบัวออน จิ่งไปสู่พระเวสสันดรวะเวี่ยง ยามสงัดเที่ยงกลางฅืน นางก็ไปยืนตีต่อย ค่อยตีแป้นประตูศาลา เพื่อสัญญาหื้อท้าวตื่น เพื่อใคร่รู้แจ้งชื่นคำฝัน ก็มีแล ฯ

           ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต ส่วนมหาสัตว์เจ้า นั่งอยู่เฝ้าภาวนา ได้ยินประตูศาลาดังกะกาก เสียงหลากแท้นักหนา พระกระษัตราตนยิ่ง ท้าวจิ่งพิจารณาดู ว่าไผมาตีต่อยประตู ผิว่าผีก็หล้างต่อยพายบน ผิว่าคนก็หล้างต่อยท่ำกลาง ผิว่าเป็นสัตว์ติรัจสานก็หล้างต่อยพายต่ำ เจ้าก็พร่ำรู้ว่าเป็นฅน พระทสพลจิ่งถามว่า ไผมาต่อยประตูกูท้าว
           เมื่อนั้นสรีบุญชูนุชนาฏ จิ่งจาวาทคำไข ว่าสรีบัวใยมัททีและพระเหนือหัวเฮยฯ พระมหาสัตว์เจ้าจิ่งกล่าวว่า ดูกรานางในกาละบัดนี้ ดั่งรือนางพ้อยมาม้างเสีย ยังคำกติกาอันเราได้หื้อแก่กันสันนี้แล้ว นางแก้วจิ่งจักมาและคา
           นางมัททีจิ่งไหว้ พระบาทไธ้ผัวตน ว่าข้าแด่พระทสะพลเป็นเจ้า ข้าน้องเหน้าฝันหลาก นิมิตรมากปูนกลัว แล้วก็เล่าคำฝันชุประการหั้นแล ฯ

           ส่วนมหาสัตว์เจ้า พิจารณาดูเล่ายังคำฝัน เจ้าก็ทันรู้รอดด้วยประญายอดเมธี อันว่าทานปารมีจะบัวรมวลแก่กูท้าว ในด่านด้าวหิมพานต์นี้ชะแล ฯ ในวันพรูกนี้ยาจกจักเข้ามาขอ เอาลูกสอบอทังคู่ ควรกูกล่าวเล้าโลมนางหื้อหายโสก วิปโยคไหวฅลอน แล้วเจ้าเวสสันดรก็กล่าว แก่นางน้องเหน้ามัทที ว่าดูรานาง ในกาละเมื่อก่อน นางเคยนอนสาดอ่อนผืนดี ได้เสวยอาหารดีอันลำ ใส่ถาดฅำชุมื้อ บัดนี้นางมาทรงเครื่องระสี อยู่ที่กินที่นอนบ่ดี ลำบาก กินมูลหมากไม้ตางเข้า รอยว่าธาตุนางเหน้าข้ำเขือก เยือกฝันหันยังนิมิตรอันบ่ดี นางจุ่งแปงใจดีสุภาพ อย่ากล้าหยาบกลัวสังเทอะฯ
           มหาสัตว์เจ้า อุบายเล้าโลมนางราชะมัทที ด้วยคำดีดั่งนี้แล้ว ก็ส่งหื้อนางแก้วฅืนเมือ ก็มีวันนั้นแล ฯ

           สา วิภาตา ในกลางฅืนนั้นรุ่งแล้ว ส่วนนางแก้วยอดธิดา ก็มากระทำวัตรปฏิบัติผัวตน ด้วยไม้สีฟันและน้ำซ่วยหน้า กวาดเผี้ยวชำระพระบัณณศาลา แห่งมหาสัตว์เจ้าแล้ว ก็อุ้มเอาลูกแก้วทังสอง จูบชมดอมกระหม่อมซะไซ้ นางหน่อไธ้สั่งจา ว่าดูราเจ้าชาลีและนางกัณหาเฮย ฅืนนี้ยามจักใกล้รุ่ง กูแม่มุ่งหลับหัน นิมิตระฝันอันหลาก ทุกข์ใจมากแก่แม่ดีหลี เขือเจ้าทังสองอย่าประมาท เหล้นจิ่มใกล้พระบาทแห่งเขือเทอะเนอ ว่าอั้น คันสั่งลูกแก้วแห่งตนแล้ว นางแก้วก็เอาลูกรักทังสอง ไปฝากไว้ในสำนักแห่งมหาสัตว์เจ้าแล้ว นางแก้วซ้ำสั่งไว้ว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า อย่าได้ประมาทหลงลืม ในกุมารทังสองพี่น้อง เจ้าจุ่งผ่อเล็งดูยังลูกรักราทังสองเทอะ
           คันนางสั่งแล้ว ก็ถือเอาเสียมและกระเช้า อันจักใส่ลูกไม้และเสียมจอดบ้อง อันจักแต่งต้องหัวมัน นางก็เช็ดน้ำตาแห่งตนเสียแล้ว นางแก้วก็เข้าไปสู่ป่าเองเดียว เพื่อเทียวหาหัวมันแลลูกไม้ เยียะร้องไห้หนีไปในวันนั้นแล ฯ

           ตตา ในกาละนั้น ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า มันก็ลงจากดอยที่นั้น ด้วยอันฅนิงใจว่า กาละปางนี้ นางมัททีหนีเข้าป่าไปแล้ว มันก็อว่ายหน้าสะเพราะเซิ่งอาสรม ด้วยหนทางอันเทียวไต่ไปได้ผู้เดียวนั้นแล ฯ เมื่อนั้น มหาสัตว์เจ้า ก็ออกมาจากบัณณศาลาแห่งตน ก็มานั่งอยู่เหนือแผ่นหิน อันมีที่ใกล้ประตูศาลา เจ้าก็ฅนิงใจว่า ยาจกจักเข้ามาและ ก็ผ่อเล็งดูหนทางอันจักมาแห่งยาจก ประดุจดั่งชายผู้มักเหล้า มานั่งเล็งดูแม่เหล้าทังหลายนั้นแล ฯ

           เมื่อนั้นสองกุมาร ก็เอากันเหล้นที่ใกล้มหาสัตว์เจ้า ส่วนว่าพราหมณ์เถ้า ก็ไปปรากฎที่ใกล้ ประตูป่าไม้อาราม โอโลเกนฺโต พระมหาสัตว์เจ้า อันนั่งเฝ้าอยู่ศาลา หันพราหมณ์มาเข้าสู่ ในแก้วกู่อาราม ก็มีใจบานงามชมชื่น หวังจักได้ยกยื่นยังทาน จิ่งปฏิสันถารกับพราหมณ์ผู้เทียวป่า จิ่งกล่าวว่า โภ ดูราพราหมณ์ ท่านจักมาช่วยเราไปสู่ เมืองแก้วกู่นิพพาน ด้วยบุตตทานอันเลิศแล้ว จักเรียกลูกแก้วชาลี หื้อไปดีรับพราหมณ์เถ้า จิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า อุฏฺเฐหิ ปติฏฺฐโปราณํ วิย ติสฺสติ ดั่งนี้เป็นเค้า
           ดูราเจ้าชาลีลูกรักพ่อ เจ้าจุ่งลุกม่อไปพลัน พ่อก็หันยาจกฅนขอ มาปรากฏส่องหน้า เหมือนดั่งเราอยู่ในเมืองก่อนเก่า ยาจกย่อมเข้ามาก่อนงาย จำเนียรแต่อันพ่อได้หันยาจกเข้ามา ก็มีใจสัทธาชื่นสู้ เหมือนชายผู้ร้อนกระหาย ได้กินน้ำเย็นได้แสนกระออมนั้นแล ฯ

           เมื่อนั้น เจ้าชาลีอะคร้าว ได้ยินคำท้าวพ่อตนเรียกหา จักขานจากับพระบาท จิ่งโอกาสคาถาว่า อหมฺปิ ตาต ปสฺสามิ โย โส พราหมโณ ทิสฺสติ อาวาโส ดั่งนี้ ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า อันว่ายาจกไต่เต้าเทียวมา อันตนปิตาหากบอก ข้าหันแต่พายนอกอาราม เหมือนดั่งพราหมณ์ผู้วิเศษ เดินดั้นเขตเถิงรา มันเทียวมาบ่มีคู่ เข้ามาสู่อาราม คันพราหมณ์มาเถิงแล้ว จักเป็นแขกแก้วแห่งเรา คันเจ้าชาลีกล่าวแล้ว ตนแก้วจักครบยำพ่อ จิ่งลุกม่อไปตามคำเพิง นำเอาพราหมณ์ชุเยื่อง แล้วขอเอาเครื่องถงพราหมณ์ ก็มีแล ฯ

           พราหมโณ ส่วนชูชกะพราหมณ์ เล็งดูเจ้าชาลีกุมารแล้ว พราหมณ์ก็ฅนิงใจ ว่าเป็นสันใดก็แล้ว ชื่อว่าลูกแก้วหน่อพระยา จาต่อชาวเมืองก็ว่าจักข้า จาต่อไพร่ฟ้าก็ว่าจักบุบตี มีมานะไส้ใหญ่สะหาว กล้าแข็งแท้ต่าย แม่นกูขอได้แล้ว ก็จักใช้มันบ่ห่อนได้ เหตุนั้นกูก็จักฅ่ำราบแต่หัวที หื้อเจ้าชาลีกลัวก่อน แล้วเถ้าปู่หม่อมชีพราหมณ์ ก็ปัดลัดมือเจ้าชาลีกุมาร ด้วยคำว่ามึงจุ่งหลีกฟีกกูไป เมื่อนั้นเจ้าชาลีหันเหตุอันบ่ดี ก็หลีกฟีกจากหนทาง เจ้าก็ผ่อเล็งดูหน้าพราหมณ์เถ้า ตั้งแต่ตีนขึ้นเถิงหัว ก็หันปุริสะโทษอันบ่ดีในตัวพราหมณ์ได้ ๑๘ แห่ง

           เมื่อนั้นชูชกะพราหมณ์ ก็เข้าไปสู่สำนักแห่งมหาสัตว์เจ้า อันจักปฏิสันถารปากต้าน จิ่งกล่าวคาถาว่า กิจฺจิ นุ โภณโต อนามยํ กจฺจิ อุญฺเฉย ยาเปถ กจฺจิ มุลฺลผาลา พหู ข้าแด่พระระสีเป็นเจ้า อันว่าเพียธิอุบาทว์กังวล ยังมีแก่เจ้ากูอั้นชารือ อันว่าฅวามหาทุกขเวทนาบ่ได้ ยังมีอั้นชารือ ท่านยังค่อยเลี้ยงชีวิตตน ยังลูกไม้หัวมัน ยังมีมากพอฉันอั้นชะรือ เหลือกและยุงบินยะไย่ งูน้อยใหญ่ทังหลาย ชักเข็บแมงป่องบ่มากลายเบียนเจ้าอั้นชะรือ ในป่าใหญ่อันอาเกียน เต็มไปด้วยหมู่เนื้อกล้าฅะนองของป่า เป็นต้นว่าเสือโคร่งเสือเหลือง มานอนเนืองไขว่ห้าง ฝูงแรตช้างบ่อ้างมาราวี กระทำบ่ดีแก่เจ้าอั้นชา ฯ

           เมื่อนั้น มหาสัตว์เจ้าจักจาเถ้าปฏิสันถาร จิ่งกล่าวคาถาว่า กุสลัญฺเจว โน พราหเม อนามยํ ดูราท่านพราหมณ์ สภาวะอันหาเพียธิบ่ได้ ก็ยังมีแก่เรา ฅวามลำบากยากใจ ก็บ่มีแก่เรา เรานี้แสวงหาหัวมันและลูกไม้ บ่ลำบากสักอัน ยังพร้อมกันฉันทุกวันยามฅ่ำเช้าและพราหมณ์เฮย เหลือกและยุง งูน้อยใหญ่ ชักเข็บและแมงป่อง ก็บ่มีในเขตประเทศป่าไม้หิมพานต์ เทียรย่อมอาเกียนเต็มไปด้วยหมู่เนื้อกล้าฅะนองของป่า เป็นต้นว่าราชะสีห์ เสือโคร่งเสือเหลือง เขาบ่มาหิงสากระทำโทษแก่เรา อันอยู่สร้างโพธิสมพารและท่านเฮย ฯ

           พระมหาสัตว์เจ้าส่ำแดงกายิกะทุกข์บ่มีแล้ว ตนแก้วจักส่ำแดงเจตะสิกะทุกข์ อันมีในใจแต่หน้อย พระยอดสร้อยจิ่งกล่าวคาถาว่า สตฺต โน มาเส วสตํ อรญฺเญ ชีวิโสกินํ อิทํปิ ปฐมํ ปสฺสามิ ดูราท่านพราหมณ์ นับแต่เราได้พลัดพรากเมืองมา อยู่ศาลาป่าไม้ นับว่าได้เจ็ดเดือน ชีวิตเราแกมโสก เหตุได้เสวยวิปโยค บ่ได้หันหน้าพ่อแม่พระยา เราหันท่านพราหมณ์มาสู่ บ่มีคู่พอสอง ท่านทรงคลองนักปราชญ์ มีเชื้อชาติเหมือนระสี ท่านมีมือถือไม้เท้า แสวงไต่เต้าสู่ศาลา เหล็กไฟหนาพ็อกหมื้อ น้ำต้นชื่อคันฑี เครื่องระสีมีชุสิ่ง หันพราหมณ์ยิ่งสันรา ท่านพราหมณ์มาเป็นแขก ตั้งต้นแรกหัวที เชิญท่านชีเข้าสู่โรงน้ำ ชำระล้างปาทา แล้วจุ่งมาสู่หนี้ นั่งที่นี้สบายแรงก่อนทรา ฯ
           ติณฺฑุกานิ ปิยผลานิ ลูกไม้มีหลายหลาก อันนางมัททีหากนำมา คือหมากคับทองและหมากหาดสุกใหม่ หมากเต้าใหญ่สุกลำ หมากม่วงฅำสุกแห้ม ดุจดั่งแก้มสาวลาม เชิญท่านพราหมณ์กินเทอะเจ้า ฅนเถ้ากินอิ่มได้แรงมาและ
           อิตมฺปิ ปานิยํ สีตํ อันว่าน้ำอันนี้ใสก็ใส เย็นก็เย็นจะจิ้ว อันนางมัททีหากติ้วเอามา สู่ศาลาเมื่อยามเช้า เชิญพราหมณ์เถ้าดูดกินพลัน ว่าอั้นแล้วตนแก้วจิ่งถามเหตุแห่งอันมา ว่าดูราพราหมณ์ ท่านอาไสรปัจจัยอันใดเป็นเหตุ จิ่งแสวงเทียวเทศเดินมา เราถามหาท่านจุ่งกล่าว หื้อรู้ข่าวคำเฅืองก่อนเทอะ ฯ

           ชูชโกปิ เมื่อนั้นพราหมณ์เถ้า ไหว้พระบาทเจ้ากล่าวคาถาว่า ยถา วาริวโห ปูโร สพฺพกาลํ น ขียติ ดั่งนี้เป็นเค้า ข้าเจ้าจักกล่าวอุปมา ยังสายสัทธาท่านท้าว อันลือทั่วด้าวธรณี ยังมีแม่น้ำหลวงห้าสิ่ง ตกวางวิ่งลงมา คือน้ำคงคางามสะอาด ยมุนาฟาดตีฟอง อจิรวดีนองแถวถั่ง สระภูหลั่งไหลตาม มหิหลามไหลกว่า ในป่ากว้างหิมพานต์ ใสเขียวฅานในเถื่อน ไหลละเลื่อนสุดตา คือดั่งสายสัทธาท่านท้าว อันลือทั่วด้าวชุมพู ตูนี้นาเป็นฅนยากไร้ ทุกข์ลำบากหลอตาย ข้าญิงชายช่วยใช้ ก็หาบ่ได้สักฅน ข้าเดินดงตามช่อง อันท้าวไธ้ท่องเทียวมา อาไสรสัทธาแห่งเจ้า เพื่อจักขอลูกเต้าท่านระสี คือชาลีและกัณหาลูกท้าว ท่านจุ่งน้าวเททานแก่ข้า อันอว่ายหน้าเข้ามาขอนี้แด่เทอะ ฯ

           ตํ สุตฺวา เมื่อนั้น พระมหาสัตว์เจ้า ได้ยินพราหมณ์เถ้ากล่าวขอทาน มีใจบานชมชื่น ใจต้องตื่นยินดี เหมือนดั่งเศรษฐีผู้มีสัทธาไจ้ๆ ประดิษฐานตั้งไว้ยังฅำพัน ในมือฅนอีนทุกข์ยากไร้ คันมันได้ลวดยินดี พระระสีจิ่งกล่าวเป็นคาถาว่า ททามิ น วิกมฺปามิ อิสฺสโร พราหมณ ดั่งนี้ ดูราพราหมณ์ ท่านมาขอทานอันใดงามแง่ กูจักหื้ออันนั้นแก่มึงพราหมณ์ บัดนี้ท่านมาขอลูกเต้า กูจักหื้อสองเจื่องเหง้าเป็นทาน แต่ว่านางมัททียังอยู่ดงดานป่าไม้ ขอหื้อนางยอดไธ้กลับมา ท่านจุ่งยั้งอยู่ศาลานี้ก่อนพราหมณ์เถ้า วันพรูกเช้าท่านเยียะนำลูกเราไปเทอะ ฯ
           ชูชกะพราหมณ์จิ่งไหว้ พระบาทเจ้าเจียรจาว่า น วาสมภิโรจามิ กมนํ เมยฺหํปิ รุจฺจติ ข้าแด่พระระสีตนองอาจ เจ้าโอวาทคำงาม ว่าหื้อข้าอยู่ในอารามงันลูก วันพรูกเจ้าจิ่งจักไป ข้าบ่เพิงใจจักอยู่ ข้าเถ้าปู่กลัวตาย อนธะรายหลอนเกิด คำเดือดร้อนหลอนมี ในรวายตรีบ่ชื่น หลับบ่ตื่นหลอนตาย ผานใจพระโสมสายปราบฟ้า จักส่งสการซากข้าที่กลางไพร ข้าจักไปบ่อยู่แห่งนี้ คู่ตามคำท่านแล ฯ ชื่อว่ามาตุคามผู้ญิงทังหลายนี้ บ่เป็นที่เข้าไปสู่หา แห่งยาจกวณิพกฅนขอทังหลาย กระทำหื้อเป็นอนธะรายหายจากลาภ ใจหยาบช้าเรียนมนตร์ กระทำผัวตนหื้อทุ่นเทื้อม หื้อเข้าสู่เงื้อมมือเขา สองนงเลางามแง่ อย่าหื้อทันหันหน้าแม่พระยา ท่านมีสัทธาเชื่อแล้ว จิ่งหื้อสองลูกแก้วเป็นทาน เป็นผละสารอันประเสริฐ จักนำเจ้าเมือเกิดในสวรรค์ชะแล ฯ
           พระมหาสัตว์เจ้า จิ่งจากับพราหมณ์เถ้าว่า ผิว่าท่านใคร่หันหน้านางหนุ่มเหน้ามัททีงามแง่ อันปฏิบัติแก่ผัวตน อันว่ากุมารทังสองฅนพี่น้อง คันท่านเอาหนีจากห้องหิมพานต์ ท่านจุ่งเอากุมารไปถวายท้าวตนปู่ แห่งสองขาอยู่ในเมือง เจตุตตระนครเรืองอะคร้าว ตนท้าวนั้นชื่อว่าสญไชย คันท่านหันสองสายใจไปรอดแล้ว สองหน่อแก้วไปเถิงเมือง ปากจาเนืองชมชื่น หื้อท้าวหูมหื่นในใจ เข้าของใดบ่มีไร้ แดนแต่งให้ปันพราหมณ์ชะแล ฯ
           ชูชกะพราหมณ์จิ่งกล่าวว่า อจฺเฉ เนสฺส ภยามิ ราชปุตต สุโนหิเม ข้าแด่มหาราชะเจ้า ข้าเถ้าจักเมือเมือง เจุตตระนครเนืองบ่ได้ เหตุกลัวท่านไธ้ฅุบชิงเอา เซิ่งสองนงเลาหนุ่มเหน้า ข้าเถ้าหากยินกลัว ยังพระเหนือหัวปราบฟ้า หันผู้ข้าผูกสองกุมาร อันเป็นหลานท่านท้าว ไปสู่ด้าวสีพี ท้าวบุญมีจักทรงพระโกรธ มโนพะโทษเหลือหลาย กระทำทัณฑกัมม์หื้อตายขว้ำหน้า บ่อั้นจักข้าตัวข้า หื้อขว้ำหน้าสู่ทางวาย ข้าญิงชายท่านชิงไปแล้วเล่า ข้าจักมีมือเปล่าเววา พลิกไปสู่นางอมิตตาเมียแห่งข้า นางจักจ่มด่านานา ว่าฅนพาลาง่าวใบ้ ขอข้าได้แล้วหื้อเพิ่นชิงเอา ว่าอั้นเพิงมีชะแล ฯ

           เวสฺสนฺตโร อาห พระมหาสัตว์เจ้า จากับพราหมณ์เถ้าเล้าโลมใจ ว่าท้าวสญไชยพ่อข้า บ่ใช่ฅนหยาบช้าสามานย์ คันท่านหันหลานมารอด จาอ้อนออดคำหวาน ท้าวโองการโดยชอบ ประกอบด้วยเมตตาธัมม์ บ่กระทำกัมม์หยาบช้า บ่ห่อนข้าท่านชีพราหมณ์ ท้าวมีใจบานชมชื่น เข้าของยื่นปันพราหมณ์ ไถ่เอาหลานงามท่านไว้ พราหมณ์จักได้เหลือใจชะแล ฯ
           ชูชกะพราหมณ์บ่ยินชอบ จิ่งต้านตอบขุนธัมม์ ว่าตามคำแห่งพระบาท ท้าวหื้อโอวาทคำสอน ข้าบ่หลอนกระทำตามได้ ข้าจักเอาสองแก่นไธ้บุญเรือง ไปสู่เมืองกลิงคราษฎร์ หื้อเป็นทาสใช้พ่ำเรินเมีย กระทำการเสียทุกฅ่ำเช้า ยามนั้นสองเผือเจ้าจักกอดกันนอนชะและนา ฯ

           ผรุสวจนํ สุตฺวา เจ้าชาลีผ่านแผ้ว กับนางแก้วกัณหา ได้ยินพราหมณ์จาคำหยาบ บ่สุภาพเสียงแข็ง สองเพิงแพงกลัวเป็นข้า ใช้ต่อหน้านางพราหมณีจิ่งชวนกันหนีด้วยอันย่อง ไปสู่ห้องศาลา บ่อาจสมัตถาอยู่ได้ ใต้ฅุ่มไม้พูเขา สองนงเลาพากันดั้นจ่อง ไปสู่ห้องไพรสณฑ์ มีตัวตนอันสั่น หัวอกปั่นระรอน สองบังอรตั้งตนบ่ได้ เป็นดั่งพราหมณ์เข้าใกล้ยับชิงเอา สองนงเลาจิ่งหนีกว่า เถิงท่าน้ำโปกขรณี เจ้าชาลีจิ่งฅาด ยังผ้าย้อมฝาดไว้กับองค์ แล้วพากันลงไปลี้ อยู่ที่น้ำเลิ้กเพียงฅอ พอยอหัวออกได้ น้ำแวดไว้ทังตัว เอาใบบัวงำหัวอยู่ เพื่อลี้เถ้าปู่ชีพราหมณ์ วันนั้นและ ฯ

           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต กุมารา ปยตฺถิตา สุตฺวา ลุทฺธสฺส ภาสิตํ เตน ปธาวึสุ ชาลี กณฺหาชินา จุโภ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสสักสวาด อันว่าสองเจ้าราชกุมาร ได้ยินพราหมณ์ขานคำหยาบ กล่าวคำขนาบปูนกลัว สองจอมหัวทังคู่ ยินกลัวอยู่สาหดอดฟังบ่ได้ สองแก่นไธ้แล่นผละหนี ป่ายชีพราหมณ์ปู่เถ้า เข้าสู่น้ำแก่นใบบัวนั้นแล ฯ

           โส ชูชกะพราหมณ์ บ่หันสองนงรามพี่น้อง ในแห่งห้องศาลา จิ่งเจียรจาคำหยาบ ขนาบท้าวเวสสันดร ว่าดูราเวสสันดร บัดนี้กูวอนขอลูกแก้ว ท่านก็หื้อทานแล้วชอบธัมม์ ท่านจำกูเมือสู่ ท้าวตนปู่สองขา กูบ่จาไปในเมืองท่านท้าว ในด่านด้าวสีพี กูจักเอาสองสรีไปเป็นข้า ใช้ต่อหน้าเมียกู ท่านพ้อยเล็งดูลูกแล้วสัญญา คือพับตาแลยกคิ้วสยิ้วหน้าล่อ หื้อลูกน้อยหน่อท่านหนีพลัน คันเยียะแล้วดั่งรือบ่รู้ เท่าฅู้เข่าพับพะแนงเชิง อันว่าฅนในเมืองทุกด้าว ไผบ่ล่ายเท่าท่านระสี ท่านยังมีคำรู้ล่าย ปูนดีหน่ายแท้ดีหลี ชะแล ฯ

           โพธิสัตฺโต ส่วนพระโพธิสัตว์เจ้า ได้ยินคำพราหมณ์เถ้าติเตียน ตนมีเพียรปราบฟ้า จิ่งอว่ายหน้าต่อจาพราหมณ์ แปงคำงามด้วยพราหมณ์ปู่ โลมเล้าอยู่ศาลา ว่าดูราพราหมณ์ กูนี้บ่หลอนจักล่าย มึงอย่าหน่ายตัวกู ท่านจุ่งรออยู่หนี้ ลูกกูหน่ายลี้เพื่อกลัวมึง กูทึงจักหามาหื้อได้ ยังสองแก่นไธ้กุมาร มาหื้อทานแก่ท่านชะและ ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วจิ่งย้ายจากศาลา ไปหาปุตตางามแง่ เทียวตามแต่รอยตีน อันสองนรินทร์เทียวกว่า เถิงท่าน้ำโปกขรณี หันรอยตีนสองสรีลงสู่ท่าน้ำ เจ้าจิ่งซ้ำฅะนิงดู ว่าสองบุญชูลูกแก้ว ลงสู่ท่าน้ำแล้วดีหลี จักเรียกเจ้าชาลีมาก่อน ด้วยเสียงอ่อนร้องหา ก็กล่าวคาถาว่า เอหิ ตาต ปิยปุตฺต ปูเรถ มมปารมี ดั่งนี้เป็นเค้า
           ดูราเจ้าชาลีลูกอ้ายชายเดียวแก่พ่อ เจ้าจุ่งมาด้วยม่อตามคำพ่อ ช่วยสร้างก่อปารมี คือสัพพัญญูตัณญาณวิถีอันเลิศแล้ว จักได้นั่งแท่นแก้วเทสนาธัมม์ พราหมณ์ผู้นี้มาว่า คำร้ายด่าเหลือใจ เจ้าจุ่งมาเป็นน้ำใสเย็นชื่นช้อย มาหดหล่อย้อยใจพ่อเทอะ ฯ ยานาวาว เม โหถะ เจ้าจุ่งมาเป็นสะเพาฅำเหล้มกว้าง ในท่าท้างสาคร หื้อพ่อขี่ชอนไปสู่ก้ำหน้า ฅือฟากฟ้าจากสงสาร มีนิพพานเป็นที่สุขยิ่ง ล้ำทุกสิ่งโลกา ยังฅนและเทวดาแสนหมู่ จักหื้อเข้าสู่นิพพาน พ้นจากสงสารที่ร้าย ด้วยอันหื้อลูกเอ้ยอ้ายพ่อเป็นทานนี้เทอะ ฯ เจ้าชาลีกุมาร ได้ยินพระภูบาลตนพ่อ ต้านถ้อยต่อร้องหา ด้วยเสียงสัญญาจะไจ้ เจ้าอดบ่ได้แต่สระสรี เจ้าชาลีฅนิงใจว่า พราหมณ์มันจักข้าและตี กูอย่าหื้อพ่อเรียกสองทีแด่เทอะ แล้วเจ้าก็เพิกใบบัว อันกั้งบังหัวเสียแล้ว ก็ไปสู่ตนแก้วปิตา ถือเอาปาทาทังคู่ ร้องไห้อยู่ปูนผลาญ เช่นและนา ฯ เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า บ่หันลูกเต้าชื่อกัณหา จิ่งถามเจ้าชาลีลูกรักพ่อ อันว่านางน้อยหน่อกัณหา ไปลี้อยู่ไหนชาลูกแก้ว บ่หันแล้วแต่ทางใดนั้นชา ฯ
           เจ้าชาลีแก่นไธ้ เยียะร้องไห้ก็เยียะเจียรจา ว่าเมื่อภัยมาถูกต้อง แก่สัตว์ผู้ข้องโลกีย์ คือว่ากลัวว่าท่านตีและท่านข้า ย่อมอว่ายหน้าหนีไป บ่มีไผใดเป็นคู่ ไปลี้อยู่ไกลตา เหตุนั้นนางกัณหาน้องข้า ไปลี้อยู่ทางใด ก็บ่รู้ได้และพ่อเฮย ฯ

           อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้น พระมหาสัตว์เจ้า ก็รู้ด้วยประญาเหง้าแห่งตน ว่าลูกกูสองฅนหื้อคำกติกาไว้ ว่าคันได้พี่แล้ว อย่าน้องแก้วอยู่ที่หนี้เนอว่าอั้น ตนแก้วจักเรียกนางกัณหา จิ่งกล่าวคาถาว่า เอหิ อมฺม ปิเย ธีเต ดูรานางกัณหาลูกญิงเดียว เจ้าจุ่งมีใจม่อ ฟังคำพ่อเรียกมาเชี่ยวรา เจ้าจุ่งมาช่วยกูพ่อ สืบสร้างก่อปารมี หื้อเต็มดีแก่หัวใจพ่อ ด้วยอันหื้อลูกน้อยหน่อเป็นทาน พราหมณ์สามานย์ก็มาว่ากูพ่อ รู้จุล่อพรางมัน หัวใจพ่อปานดั่งไฟวู่ไหม้ ร้อนแต่นอกไส้เถิงใน เจ้าจุ่งมาเป็นน้ำแสนไหมาหดหล่อ หื้อหัวใจพ่อเย็นมาเทอะนา ฯ

           นางกัณหาได้ยินเสียงพ่อ ตั้งหน้าล่อร้องหา นางมืนตารักพ่อ นางแก้วก็เพิกเวิกใบบัว อันกั้งบนหัวตนเสียแล้ว ก็ออกจากสระแก้วเทียวมา ถือเอาหลังปาทาตีนซ้าย เจ้าจอมใจรักพ่อ ร้องไห้ต่อปูนผลาญ น้ำตาไหลตกเหนือตีนภูบาลผ่านแผ้ว ฯ อันว่าน้ำตาแห่งมหาสัตว์เจ้า อันรักลูกเต้าทังสอง ก็ไหลตกต้องหลังแห่งกุมารพี่น้องหั้นแล ฯ
           อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า มีหัวใจเส้าปานดั่งจักกลิ้งไปมา ลูบหลังสองปุตตาพี่น้อง ด้วยพื้นมืออันอ่อนสุขุมาลย์ จักหื้อสองกุมารยืนต่อหน้า จิ่งจากับลูกกำพร้าหน่อสายใจ ว่าสองนงวัยเฮยลูกเต้า มีคาว่าเจ้าบ่รู้ใจพ่อ มีปกติสร้างก่อปารมีธัมม์ เจ้าจุ่งกระทำยังมโนรถแห่งพ่อ หื้อถ้วนต่อทุกประการ พ่อจักหื้อเจ้าทังสองเป็นทาน ในวันนี้ชะแล ฯ

           ว่าอั้นแล้ว จักกดค่าลูกแก้วตนชื่อชาลี จิ่งมีคำจาว่า ดูราเจ้าชาลีลูกรักแก่พ่อเฮย จ่ำเนียรกาลนี้ไปพายหน้า เขือทังสองก็ชื่อว่าเป็นข้าแก่ปู่ชีพราหมณ์ ผิว่าลูกงามใคร่พ้นจากข้า อว่ายหน้าออกเป็นไทย คันผู้ใดมีใจมักใคร่ได้ ถ่ายเจ้าไว้สืบวงศา ก็หื้อหาฅาพันนิกขะงามช้อยชื่น มายื่นหื้อแก่ชีพราหมณ์ ยามนั้น เจ้าจักพ้นจากข้า อว่ายหน้าออกเป็นไทย พันดั่งนางกัณหาน้องเจ้า สมหนุ่มเหน้าพอตา ฝูงหินะชาติกาต่ำคล้อย คือว่าไพร่น้อยปชา บ่ใช่เชื้อพระยาจักมาไถ่ หาได้แต่อันมี แก่ชีพราหมณ์ปู่เถ้า น้องเจ้าก็จักออกเป็นไทย เท่าว่าจักมาม้างวิสัยเชื้อชาติ แห่งเราผู้เป็นขัตติยราชวงศา และยังธนาเข้าของและพันและร้อย บ่มีแก่ไพร่น้อยโยธา เว้นแต่ท้าวพระยาจิ่งหาได้ ฅนทุกข์ไร้หากดอมดาย เหตุนั้นนางสายใจน้องเจ้า ใคร่พ้นจากข้าชีพราหมณ์ จุ่งหาช้างสารพลายงามพอร้อย ม้าใหญ่น้อยก็สันเดียว ฅำแดงงามเปียวพอแพ่ง ครบร้อยแต่งนำมา ทาสีทาสาใหญ่น้อย พอร้อยชุฅิงฅน แม่งัวนมชื่นช้อย พอร้อยแต่งนำมา งัวอุสุภราชาใหญ่น้อย พอร้อยแต่งนำมา เข้าของดาไถ่เจ้า จิ่งจักพ้นข้าเถ้าชีพราหมณ์ ฯ
           เอวํ คันมหาสัตว์เจ้า ตัดค่าลูกเต้าตนแล้ว ก็เล้าโลมลูกแก้วอยู่ในคำ เจ้าก็นำเอาสองขามาสู่ ในแก้วกู่อาราม แล้วถือเอาน้ำต้นคันฑีงามมาสู่ ที่อยู่ใกล้ตนฅำ เจ้าก็กระทำผูกเอาประญาสัพพัญญูหื้อหมั้น รัดราดกันกับตน จิ่งเรียกพราหมณ์เทียวหนมาใกล้ วาเราจักหื้อสองแก่นไธ้เป็นทาน แก่พราหมณาจารย์เป็นขนาด น้ำต้นหยาดกดหมาย อันว่าสมบัติทังหลายในโลก กูบ่บริโภคปันเอา กูปรารถนาเอาสัพพัญญูผ่านแผ้ว อันจักได้นั่งแท่นแก้วเทสนาธัมม์ คันท้าวปรารถนาเอาแล้ว ก็หื้อสองลูกแก้วเป็นทาน ก็มีวันนั้นแล ฯ

           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต กุมาเร อาทาย ชาลี กัณหาชินา จุโภ พราหมณสฺส อาทาชิโต ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ททาสิยํ ภึสนกํ ททาสิ โลมหํ สนํ ยํ กุมาเร ปตินมฺหิ เมทนํ สมกมฺปถ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพระยาเวสสันตรราช ก็เอาลูกน้อยนาฏปุตตา คือชาลีและกัณหาทังคู่ หื้อทานแก่ปู่ชีพราหมณ์ อันว่าเสียงบันดาลเค้าคื่น เส้นขนตื่นปูนกลัว หนังหัวถกสนั่น แผ่นดินลั่นไปมา น้ำสมุทรคงคาข้ำเขือก ย้าวยะเยือกตีฟอง ไหลเนืองนองคับคั่ง ไหลล้นฝั่งไปมา เขาสิเนรุปัพพตา ก็เบ่นหน้าเขาวงกฏ แล้วก็อ่อนน้อมค้อมไปมา อันว่าพระยาอินทาเจ้าฟ้า ก็อว่ายหน้าล่อเมืองฅน ยินดีตบต้นแขนปูชา อันม่าท้าวมหาพรหม ก็มีใจอภิรมย์ชมชื่น ยอยกยื่นสาธุการ อันว่าเสียงบันดาลเกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องและดอยคราง ก็ซะราบไปเถิงต่อเท้า เถิงโสฬสมหาพรหมก็มีแล ฯ
           ขณิขิตํ อันว่าห่าฝนเมฆาก็ไหลหลั่ง ถั่งตกลงมาฅะฅื่นปูนกลัว อกาลํ อันว่าสายฟ้าบ่ใช่กาละที่ควรแมบ ก็มาแมบรวายเรืองเหลืองทั่วป่า ปานดั่งฟ้าจักผ่าดินทราย อันว่าสัตว์ทังหลายในเถื่อน ราชสีห์เพื่อนเสือเหลือง ร้องนันเนืองฅะฅื้น เป็นเสียงอันนึ่งอันเดียว เอว รูปํ ควรปูนกลัวมีมาก อัศจรรย์หากบันดาลก็มีแล ฯ พระมหาสัตว์เจ้า จิ่งจากับปู่เถ้าชีพราหมณ์ว่า ดูราพราหมณ์ ลูกรักงามกูยังหนุ่มหน้อย กูรักฅะฅ้อยของกู เท่าว่าประญาสัพพัญญูอันปราเสริฐ กูรักล้ำเลิศกว่าสองขา ดั่งจักสังขยารักเล่า รักร้อยเท่าพันที รักพันทีเถิงหมื่น รักกว่าหมื่นเถิงแสน เหตุนั้นเราจิ่งจูงแขนลูกเต้า มาทานแก่เถ้าชีพราหมณ์ เหตุใคร่ได้ประญาสัพพัญญูตัณญาณนี้แล ฯ
           พระมหาสัตว์เจ้า คันว่าหื้อทานแล้วยังลูกแก้วทังสอง เจ้าก้มีคำยินดีฅะฅ้อย จะจ้อยกล่าวคาถาว่า สุทินฺนํ วตเม ทานํ ว่าโอยนอ ทานอันกูหาก หื้อเป็นทานนี้ เป็นทานดีนักแล ว่าอั้นแล้ว ก็เล็งดูหน้าลูกแก้วทังสองหั้นแล ฯ

           ชูชโก ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้า บ่มีเชือกจักผูกลูกเจ้าพระยา มันก็ละถงพาอันใหญ่ เข้าสู่ป่าไม้แสวงเอา ยังเครือเขาด้วยเขี้ยว คั้นคาบเคี้ยวเครือลี มาผูกเจ้าชาลีข้างก้ำขวา ผูกนางกัณหาก้ำซ้าย มัดฅาดไว้กับกันเป็นเกลียวนึ่ง เงื่อนนึ่งเอาตีหลังสองหน่อแก้ว ตีแล้วลากนำไป ก็มีวันนั้นแล ฯ

           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต โส พราหมโณ ลุทฺธํ ลตํ ตนฺเตหิ ดั่งนี้ ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสสุภาพ อันว่าพราหมณ์ผู้หยาบช้าสาหด มันหนีออกจากอาสรมบทออกกว่า เข้าสู่ป่าแสวงเอา ยังเครือเขาอันจักผูก ยังลูกเจ้าพระยา มันก็เอาละดาด้วยเขี้ยว ทึ้งคาบเคี้ยวเอาพลัน มาผูกสองจอมขวัญลูกเต้า หนีจากด้าวศาลา วันนั้นและนา ฯ

           ตโต เมื่อนั้น ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า ถือไม้เท้าเพอะถงพา ตีหลังกัณหาชาลีนำกว่า ร้องด่าเจ้าไปพลัน มันตีสองหลังแห่งหน่อหล้า ตีต่อหน้าพ่อพระยา หาคำกรุณาบ่ได้ เป็นดั่งข้าใช้ พ่อหากปันมันนั้นและ ฯ ผิว่าหลังสองเจ้าขาด เครือเขาบาดเป็นรอย มันมาตีบ่น้อย เป็นถ้อยเลือดไหลลงและนา ฯ
           ในเมื่อพราหมณ์จักตีดั่งอั้น กุมารทังสองก็บิ่นหลังกับกันไว้ บ่หื้อพราหมณ์ตีได้แต่สันหลัง ในเมื่อพราหมณ์นำสองเจ้ากว่า ดั้นป่าไม้ดงไพร ปู่จังไรกลิ้งด่าว ฟื้นหง่นหง่าวลุกบ่ทัน เครือเขาอันมันผูกลาก ก็หลุดจากกุมาร ปู่อันธพาลลุกบ่ได้ เหมือนดั่งขอนไล่ไหม้ไฟลาม สองกุมารจิ่งหนีจาก อว่ายหน้าพรากเสียพราหมณ์ แล่นมาตามหาพ่อ ร้องไห้ต่อปูนปรานี เจ้าชาลีมีตนอันสั่น เป็นดั่งบาแป้งอันลมหากพัดไปมา ไหว้หลังปาทาท้าวตนพ่อ ร้องไห้ต่อเจียรจา ว่า
           อมฺมา จ นิกฺขนฺตา ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า อันว่าพระแม่ออกเจ้าเทวี เมื่อจักไปดงรีแต่เช้า ก็ยังฝากลูกเต้าไว้กับจิ่มพ่อแล้วจิ่งจักไป เพราะว่าเฅืองใจพระมารดาเผือข้า แม่ฝันร้ายแต่กลางฅืนกี้ด่าย แม่สายใจก็ยังสั่งเจ้า ว่าหื้อดูลูกเต้าอย่าใจไกล บัดนี้ลับหลังนางนงไวแม่แล้วพ่อพ้อยหื้อเผือลูกแก้วเป็นทาน แม่ยังอยู่ดงดานป่าไม้ แม่ออกไธ้ไป่ทันมา พ่อจุ่งกรุณาค่อยไว้ อย่าด่วนได้เป็นทาน ขอพอผานใจเผือข้า หื้อได้หันหน้าแม่ตนงามฯ ยามนั้นจุ่งหื้อทานเผือก่ำพร้า หื้อเป็นข้าปู่ชีพราหมณ์ แม้นจักขายและจักข้า ลูกก่ำพร้าก็บ่กลัวตาย และนาพ่อเฮยฯ

          
           ข้าแด่พระยาเป็นเจ้า ตีนพราหมณ์เถ้าหนาเป็นทูด เป็นดั่งตีนช้างอยู่ลุนยุน หนังมันลงห่มห้อย เป็นถ้อยอยู่นุงนัง มีทุ่นชิ้นยาวยานลงมาทัดสะแอว เป็นแถวถั่งเป็นดั่งท่านขัดไท่เข้า ริมปากเถ้ายานยาบ ยานทาบคาบปกคาง ดังพราหมณ์ก็คดค้อง เขี้ยวงอนง้องปูนกลัว หลังมันโกงดั่งหลังช้าง ปูมป้างมันสวดลุนยุน ตามันพายบนหลับหลี้ พายใต้ที่สานลาน หนวดมันแดงชักกี้ ๆ เหมือนดั่งหนวดกุ่งจี่เปียวไฟ ตนมันเต็มไปด้วยไฝดำไฝแดง มีกลิ่นแหน่งและส้ม เป็นดั่งเข้าต้มหมากแปดำ ตามันเหลื้อมมะมาบ สาบคาบอยู่ปูนกลัว ดูกมันลั่นฅะฅุดฅะฅาด เยียะดะดาดกว่าเทียวพลัน หนังเสือลายห่มห้อย ยานยาบย้อยเหมือนผี มันบ่ใช่ฅนดีเคยอยู่ คันหันหน้าปู่ปูนกลัว ฯ อมนุสฺโส พราหมณ์ผู้นี้นารอยเป็นผีเสื้อ เอาเพศเชื้อเป็นพราหมณ์ มังสาโลหิตะโภชเน อาหารมันย่อมมีชิ้นแกมเลือด ใจร้อนเดือดบ่มีดี เมียมันจำหนีจากบ้าน เถ้าถ่อยคร้านการงาน มันมาขานขอเผือข้า เถ้าถ่อยช้าหากนำไป เผือนี้นาเป็นสายใจธิราช ในเมื่อผีวิศาจร้ายหากนำไป ดั่งรือพ่อพระยายังไกวตาผ่อดูได้ ลูกน้อยหน้อยไห้พ่อบ่กรุณา นี้ชา ฯ
           อิเธว อจฺฉตุ กณฺหา ข้าแด่พระยาเป็นเจ้า อันว่านางกัณหางามยิ่ง ไป่รู้สิ่งอารมณ์ ยังกินนมบ่พราก เป็นดั่งลูกเนื้ออยากนมนาง ข้าขอไว้อารามนี้แด่ กับด้วยแม่เทวี หื้อข้าชาลีไปเป็นเพื่อน เข้าดั้นเถื่อนตามพราหมณ์ ขอนางงามน้องข้า อย่าหื้อพลัดพรากหน้านมนาง แด่เทอะฯ

           เอวํ วุตฺเต ในเมื่อเจ้าชาลีร้องไห้ ขอไว้น้องไธ้อยู่ศาลา ส่วนพระมหาสัตว์เจ้า บ่ปากจากับด้วยลูกเต้าสักคำ เจ้าชาลียินปรารมภ์รักแม่ ร้องไห้อะแอ่เจียรจา กับด้วยนางกัณหาแห่งตนว่า น เม อิทํ ตถา ทุกฺขํ ดั่งนี้ ดูรานางกัณหาน้องรักยิ่งญิงเดียวแก่พี่เฮย ทุกข์อันใด อันพราหมณ์ราวีบุบตีไปไจ้ๆ ทุกข์อันนั้นบ่ใช่ทุกข์ไหม้ถนัดใจแก่เราเทื่อแล ฯ ดั่งรือพี่ว่าอั้นชา เหตุว่าฅนญิงชายทังหลายอันเกิดมาในโลก ย่อมต้องทุกข์โสกอันท่านบุบตี เท่าว่าทุกข์อันใด อันเราบ่ได้หันหน้าพ่อแม่พระยาจอมมิ่ง ทุกข์อันนั้นเป็นทุกข์ล้ำยิ่ง ทุกข์ข้อนขิ่งกว่าพราหมณ์ตี นี้และนา ฯ โส นูน พ่อพระยาเจ้าฟ้าตระหมอดหน้าเข็ญใจ เล็งแลไปบ่หันหน้า นางหน่อหล้ากัณหา พ่อพระยาจักไห้แต่วันเถิงฅ่ำ จักไห้แต่ฅ่ำเถิงเที่ยงฅืน จักไห้แต่เที่ยงฅืนเถิงรุ่ง ต่อเท้ามุ่งเถิงสาย หัวใจวายแห้งหอด เป็นดั่งแม่น้ำห้วยแห้งหอดเขินทราย    นั้นและนา ฯ
           สา นูน แม่พระยาเป็นเจ้า รักลูกเต้าเววน โสกเถิงตนเดือดไหม้ แม่จักไห้แต่วันเถิงฅ่ำ แต่ฅ่ำเถิงเที่ยงฅืนเถิงรุ่ง ต่อเท้ามุ่งเถิงสาย หัวใจหายแห้งหอด ดั่งแม่น้ำน้อยแห้งขอดเถิงทราย นั้นและนา ฯ อิเม เต ชมฺพุกา รุกฺขา ดูรานางกัณหาน้องรักแก่พี่เฮย ฯ ชาติว่าไม้ทังหลายฝูงนี้ คือไม้ชุมพูมีเหลือแหล่ ด้านี้แต่อาราม ยางพรายงามพร่ำพร้อม อ้อนอ่อนน้อมค้อมไปมา ราทังสองเคยเหล้นหนใด บัดนี้ราหนีไกลละไว้ ละหมู่ไม้หากหมองดายเสียแท้นอ วันนี้ราทังสองจักได้ลาละไว้ ละหมู่ไม้หากตระหมอดตาย ทังหมู่ทรายและงัวป่า แรตช้างล่าทุกคิรี ทังเสือหมีและชักแฅ่ ทังจ่อนแจ้และลิงลม สกุณาเคยชมร่ำร้อง เสียงมี่ก้องนานา ชมบุปผาดอกไม้ ในที่ใกล้ศาลา วันนี้ราจักลาละไว้ ดั้นป่าไม้ตามพราหมณ์ ชะและนา ฯ กัณหาเฮยไวแว่นฟ้า วันนี้ราจักได้เทียวป่า เนื้อร้ายล่าไปมา เทียวมัคคาเทศท้อง ในแห่งห้องดงดาน ราจักได้นอนในป่าไม้ ริ้นและยุงไล่ขบรา เทียวมัคคาป่าแร่ ทุกเถื่อนแต่คิรีไพร พราหมณ์จังไรจูงแล่น ราบ่แกว่นเทียวทาง ตามดงขวางรวกไร่ ไม้ไผ่แจ้เรียวแดง หญ้าฅมแดงแข็งเกาะก่าย หญ้ากระต่ายหนามหนา ทังหนามฅาและขวากอ้อน ฯ
           กัณหางามอ้อนถ้วนถี่ จากับพี่ชาลีว่า ดูราพี่ชาลีเป็นเจ้า วันนี้แม่เท่ามัวเมาหาหัวมันและลูกไม้ แดนที่ไดลและใกล้ยังบ่มา โอย ทุกขังแท้และนอแม่เป็นเจ้า ละลูกเต้าอยู่หมองดายชะและนอ วันนี้ราจักได้ลาละไว้ ยังหมู่ไม้หยาดยังยาย ทังยางพรายและสะบันงาเทศ ทังกาเกดและกัณณิกา ทังจำปีจำปาและสะบันงาเบ่งสร้อย สุรพีใหญ่น้อยสลิดสถาน ทังดอกซ้อนตายหานและครามป่า ดอกพุดป่าและจำยาม ในดงรามทุกขอก วันนี้ราจักได้ละดอกไว้หมองดาย ชะและนอฯ พี่ชาลีเฮยเป็นเจ้า วันนี้เราจักได้ลาละไว้ ทังหมู่นกเขียนและนกยูง ทังนกทุ่งทุง และจากะพากและกาแกกาชัย เทียรย่อมจะเดินไปโห่ร้อง เสียงมี่ก้องนันเนือง ยามเมื่อตาวันเหลืองจักใกล้ฅ่ำ โอ่ต้นร่ำเสียงวอน ตระเหว่านอนจับคู่ พร้อมกันอยู่ผัวเมีย ร้องเสียงเซียทั่วป่า กาบ้าล่าไปมา ราจักได้พลัดพรากจากห้องบัณณศาลาไป วันนี้ชะและนาพี่เฮย ฯ
           ดูราพี่ชาลีพี่อ้าย อสฺสฏฺฐา อันว่าหมากขนุนเป็นเชื้อเหนือค่า บาแป้งป่าเป็นพวง นิโครธาหลวงชื่นช้อย ขวิดใหญ่น้อยแกมกัน ราจอมขวัญทังคู่ เคยเหล้นอยู่หนใด ราหนีไกลละไว้ ละหมู่ไม้หากหมองดาย ชะและนา ฯ อิเม ติฏฺฐนฺติ อารามา อันว่าอารามเพียงร่มไม้ อินทร์แต่งไว้ยายใย น้ำเย็นใสท่ากว้าง ไหลแต่ท่าท้างสุดตา ราเคยกินและอาบ เย็นซะราบสุดใจ ราหนีไกลละซ้ำ ละท่าน้ำเป่าเย็นวอย ชะแล ฯ ดอกไม้งามสะพรู่ ตั้งต้นอยู่จอมดอย ราคอยใจทังคู่ เคนเหล้นอยู่หนใด ราหนีไกลละไว้ ละดอกไม้หล่นเสียดายเสียแท้และนอ ฯ อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา อันว่ารูปช้างไชยชนแม่น รูปม้าแกว่นหลายตัว รูปงัวดีเถิ้กแม่ ของเหล้นแก่สองรา เมื่อก่อนราย่อมเหล้น ชักเชือกเต้นชนกัน ราจอมขวัญละไว้ ละรูปช้างม้าไม้หากหมองดายชะและนอ ฯ

           เอวํ ปริเทว เมื่อเจ้าชาลีร้องไห้ ในที่ใกล้พ่อพระยา เจียรจากับนางกัณหาน้องไธ้ดั่งอั่น เบื้องบันชูชกะพราหมณ์ลุกได้แล้ว ก็มาผูกเอาสองลูกแก้วตีกว่า ร้องจาด่าจำไปวันนั้นแลฯ

           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห นิยมานา กุมารา เต ปิตรํ เอตมฺพรุมฺ อมฺมํ กโรคํ วิชฺชาสิ ดั่งนี้เป็นเค้า ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าสองเจ้าน้อยราชกุมาร ในเมื่อพราหมณ์จารย์นำกว่า เยียะด่าก็เยียะตี เจ้าชาลีไห้เหลียวต่อ ไห้สั่งพ่อพระย่ว่า เทว ข้าแด่พระเจ้าฟ้า เผือข้าขอสั่งอำลา ขอพ่อพระยาเป็นเจ้า พออิ่นดูลูกเต้าและบอกออกแก่เจ้าแม่มัทที ว่าสองสรีหาเพียธิบ่ได้อยู่สวัสสดี ข้าแต่พระจอมสรีออกเจ้า เครื่องเหล้นเผือลูกเต้าก็บ่เอาไป คือว่ารูปช้างไชยชมชื่น รูปม้าตื่นยอหัว รูปงัวดีเถิ้กแม่ เป็นของเหล้นแก่สองรา เมื่อใดพระมารดามารอด พ่อเยียะเอารูปช้างมาทอดปันนาง คันพระบุญขวางแม่หันเครื่องเหล้น ก็จักหายทุกข์ตื่นเต้นหัวใจ เหมือนดั่งหันสองนงวัยลูกหล้า และนาฯ ในเมื่อกุมารพี่น้อง ไห้ร่ำร้องเรรน สั่งพระทสพลตนพ่อ อว่ายหน้าล่อเจียรจาดั่งอั้น เบื้องบั้นพระมหาสัตว์เจ้า รักลูกเต้าปุตตา แสนโสกาโสกข้อน ใจร้อนดั่งเปียวไฟ เหตุว่าสองจอมใจพี่น้อง ไห้แต่ท้องทังมวล เป็นดั่งช้างสารตัวองอาจ อันไกสรราชสีห์ถือเอา เจ้าบ่อาจจักเซาตนอยู่ได้ จิ่งร้องไห้มากนักหนา เข้าสู่ศาลาท่านไธ้ ร้องไห้ปั่นวนตาย ก็มีวันนั้นแลฯ

           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต เวสฺสนฺตโร ราชา ทานํ ตตฺวาน ขตฺติโย ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา กรูนํ ปริเทวทิ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ในเมื่อพระยาเวสสันตรราช เป็นเชื้อชาติราชา มีสัทธาเลิศแล้ว จิ่งได้หื้อลูกแก้วเป็นทาน พระภูบาลโสกเส้า ร้องไห้เข้าสู่ศาลา ควรกระสดกรุณามากนัก พระมหาสัตว์เจ้าร้องไห้เรรนว่า โอ๋ยนอ …. อิ่นดูสองกุมารเจ้าพ่อ กูหื้อแล้วก่อปารมีธัมม์ บัดนี้พราหมณ์ใจดำ มาจาคำต่อหน้า เป็นดั่งข้าเก่าเกิดใช้กลางเรือนมา บัดนี้ตาวันลงลาล่ามห้อย คลาคลาดคล้อยลงแลง สองเพิงแพงอยากเข้า ไผพ้อยจักมาปั้นเข้าหื้อลูกกูกิน นี้ชานอ ฯ
           กนฺวจฺจจฺฉตา ตสิตา โอ๋ยนอ ….กาละปางนี้นา ก็เป็นกาละอันฅ่ำ ตาวันตกต่ำลับดอยไป สองนงวัยทังคู่ จักร้องไห้เข้าสู่ฅนใด ว่าพ่อแม่จอมใจออกเจ้า เผือข้าอยากเข้านักแก่ดีหลีว่าอั้น ปุคคละฅนใดจักมีใจอิ่นดูลูกเต้า จักมาปั้นเข้าใส่มือขวา จักมาบิดปลาใส่มือซ้าย จักเรียกลูกเอ้ยอ้ายพ่อมากินเทอะ ว่าอั้นชานอ ลูกกูทังสองเคยไปด้วยยัวยาน สีวิกายบ่พราก อันนึ่งเคยขี่มเาลากชอนไป บัดนี้ลูกสายใจกู จักพลัดพรากจากยัวยาน จักเทียวไปตามพราหมณ์ดั่งรือได้ แก่ป่าไม้หนามหนานั้นชา ฯ
           โอ๋ยนอ อิ่นดูสองกุมารเจ้าพ่อ อว่ายหน้าล่อหนทาง เทียวดงขวาางด้วยเทิก บ่มีเกือกจักรอง ตีนขาพองเป็นเลือด เจ้บร้อนเดือดปานไฟ พราหมณ์จังไรจูงแล่น ขาบ่แกว่นเทียวทาง ในดงขวางเถื่อนถ้ำ ชุก้ำย่อมหินผาฅม ผู้ใดจักมาจูงแขนสองอุดมหน่อเหน้า นำลูกเจ้าพ่อค่อยเทียวทางนี้ชานอ ฯ ตีเหยียบลูกกูทังสอง ที่สุกก็สุกเป็นหนอง ที่พองก็พองเป็นน้ำ ที่ช้ำก็ช้ำเป็นเลือด บ่รู้แห้งเหฟือดสักยาม จักไปตามพราหมณ์ดั่งรือได้ จักร้องไห้เซิง่บุคคละผู้ใด ว่าเผือข้าเจ็บตีนนักไปบ่ได้ ว่าอั้นฯ ปุคคละผู้ใดจักมาเป็นแม่สายใจลูกเต้า จักมาอุ้มเอาเจ้าชาลีด้วยข้างก้ำขวา อุ้มเอานางกัณหาด้วยข้างก้ำซ้าย จักเรียกลูกเอ้ยอ้ายพ่อมาๆ ว่าอั้นนี้ชานอ ฯ

           กถํ นุ โส น ลชฺเชยฺย พราหมณ์ผู้นี้หนาหยาบช้า แก่นว่าบ่รู้หน้าละอาย ลูกญิงชายกูบ่ได้ซื้อ กูหากหื้อม่อปันดาย มาตีสองสายใจก่ำพร้า ตีต่อหน้ากูไป พราหมณ์จังไรปู่เถ้า กูหื้อลูกเต้าด้วยดี บ่มีใจปรานีสองก่ำพร้า เหมือนดั่งข้าพ่อหากปันมันนั้นชาฯ โยปิ เม ทาสีทาสสฺส เมื่อกูอยู่ในเมืองเสวยราช เป็นเจ้าอาวาสสีพี ยังมีญิงทาสีข้าใช้ ในที่ใกล้ปาทา ญิงผู้ใดมาเป็นข้า ใช้ต่อหน้าถัดกู มีชายผู้นึ่งมาถามไถ่เล่า ใช้ข้าเก่าถัดกู สองขานี้ชูกันมาเป็นข้า ใช้ต่อหน้าเป็นสอง แม่นมาปองหาได้ ซื้อข้าสืบไว้พอถ้วนสาม ชายผู้นึ่งพ้อยมาถามไถ่เล่า ใช้ข้าเก่าตนกู ข้าผู้นี้นาเป็นข้าถ้วนสี่ เป็นข้าที่กระทำการ ผู้ใดจักมาใจหาญมาตีมาด่า ล้นที่ว่าถนัดใจก็บ่มี เขายังกัวฤทธีกูท้าว ทุกด่านด้าวย่อมกลัวกู พราหมณ์ผู้นี้นาบ่กลัวกูตนพ่อ มาตีลูกน้อยหน่อกลอยใจ มาตีนำไปต่อหน้า
           โอ๋ยนอ….. อิ่นดูลูกแก้วก่ำพร้าพ่อถนัดใจ เช่นและนาฯ ในเมื่อกูยังข้องค้างอยู่ในโพธิญาณ จักยกมือบุบตีก็ยังบ่ได้ เป็นดั่งปลาอันข้องอยู่งาไซและออกบ่ได้ พราหมณ์พ้อยมาตีมาด่า ลูกน้อยกูว่าเวยๆต่อหน้ากู อันนั่งผ่อบ่เกรงขามนี้ชา ฯ

           เมื่อนั้น ความตริวิตก ก็เกิดมีแก่พระมหาสัตว์เจ้า อันรักลูกเต้าท่านหันผลาญ พระภูบาลจิ่งฅนิงใจเล่าว่า พราหมณ์กระทำแก่ลูกเต้ากูเหลือใจ กูบ่อาจธำรงตนอยู่ได้ ร้อนวู่ไหม้หัวใจกู มากูจักไปตามพราหมณ์ผู้นี้ แล้วข้าหื้อตายหงายไว้แล้ว เอาลูกแก้วพ่อฅืนมาเทอะคาฯ กูจักถือเอากงธนูข้างก้ำซ้าย ฅะฅ้ายวาดยิงพราหณ์ จักถอดเอาสรีกัญไชยงามเถี่ยนกล้า ไปไล่ข้าหื้อพราหมณ์ตายและคา ฯ มันมาขอเอาดายบ่ได้ซื้อ กูหากหื้อด้วยง่ายปันดี มันพ้อยมาตีลูกกูต่อหน้า โอ๋ยนอ….. อิ่นดูลูกแก้งพ่อถนัดใจ เช่นและนา ฯ

           อฏฺฐานเมทํ โพธิสัตว์เจ้าซ้ำฅนิงดูเล่า อันโพธิสัตว์เจ้าก่อนสร้างสมพาร ทุกข์อันพราหมณ์ตีและด่า นำเอาขากว่าก็ผลาญใจ ดั่งกูมาฅนิงในหลายช่อง โพธิสัตว์แต่ก่อนสร้างสมพาร คือทานปารมีญาณอันเลิศแล้ว บ่ห่อนจักจักคลาดแคล้วกินแหนง เทียรย่อมแปงใจบานชมชื่น หอมหื่นด้วยทางทาน พระภูบาลฅนิงเถิงประเวณี แห่งโพธิสัตว์เจ้าแต่ก่อน ใจท้าวอ่อนก็มีและนา ฯ
           ตโต เมื่อนั้นโพธิสัตว์เจ้า บุญบ่เศร้าใจบาน คึดตามปัญญาญาณรู้รอด หื้อรู่จอดคองดี ว่าโพธสัตว์เจ้าตนดีขนาด อันสร้างปรารถนาเอายังเลายอดฟ้า ได้อว่ายหน้าตรัสประญาสัพพัญญู เทียรย่อมชื่นชูทานด้วยง่าย สละจ่ายหื้อเป็นทาน ยังปริจาคการห้าสิ่ง คือว่าเงินฅำยิ่งหลายประการ หื้อเททานด้วยง่าย ชีวิตจ่ายสละไป ลูกรักเทียมใจและเมียมิ่ง ของรักยิ่งสละทาน ดั่งว่าได้บริจาคห้าประการ จักได้ตรัสประญาสัพพญูตัณญาณบ่มี หากเป็นประเวณีแต่ก่อน บ่ห่อนทอดวางเสีย คันกูบ่ได้หื้อทานเมียและลูกหน้อย บ่หล้างว่าจักได้ตรัสยอดสร้อยสัพพัญญู ตนกูนี้ก็เข้าในข่ายแห่งโพธิสัตว์เจ้า พระก็ตัดคำสิเนหาลูกรัก คึดคลองถูกธรรมดา จิ่งเจียรจาตนเก่า สอนตนเล่าทุกอัน ว่าดูราเวสสันตระท่านหื้อทานลูกแก้ว เป็นประเวณีแล้วแห่งโพธิญาณ ท่านพ้อยเจียรจาคำหยาบช้า ว่าจักไปข้าชีพราหมณ์ คำนี้บ่งามเป็ยบาปใหญ่ หื้อทานแล้วพ้อยใฝ่แหนงใจ เจ้าร่ำไรจาเล่า สั่งสอนตนเก่านักหนา ว่าตั่งแต่กาละนี้นาไปหน้า แม่นพราหมณ์จักขายและข้าก็ตามใจมันเทอะ ว่าอั้นแล้ว เจ้าก็อว่ายหน้าออกจากศาลา มาตั้งอธิษฐานใจหื้อหมั้น อดกลั้นอยู่ในใจ แล้วก็นั่งอยู่เหนือหินแก้ว อันมีแล้วใกล้ประตูศาลา มีรูปโสภางามสะอาด เป็นดั่งอินทาธิราชนั่งบนปราสาทแก้วพิมานฅำ วันนั้นแล ฯ

           ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้า ก็ยังตีลูกเต้าลากแขนไป เจ้าชาลีงามใสสะอาด จักเจียรจากับด้วยนางน้อยนาฏกัณหา จิ่งกล่าวคาถาว่า สจฺจํ กิเรมาวหํสุ ดั่งนี้ ดูรานางกัณหาน้องรักญิงเดียวแก่พี่เฮย ฅนทังหลายในโลกสงสาร กล่าวตำนานว่าไว้ จำได้สืบสายมา ว่าแม่เนื้อแห่งกุมารากุมารี สรีหนุ่มเหน้าตนใดบ่อยู่ใกล้ คือว่าได้พลัดพรากและตายไป เท่ายังแต่พ่อตนดั่งอั้น แม่นมีชีวิตก็เสมอตายแล้ว เหตุว่าได้พรากแม่แก้วผู้มีใจอิ่นดูลูกเต้า พ่อเป็นเจ้าก็บ่อิ่นดูลูก อันนี้ก็ถูกคำโลกว่าไว้ ก็มาได้แก่สองรา นี้แล ฯ
           เอหิ กณฺเห ดูรานางกัณหาน้องรักแก่พี่เฮย เจ้าจุ่งมาเร็วรีบ อย่าหื้อพราหมณ์เถ้าถีบตีรา เช่นเทอะ ฯ ราอย่าได้มีชีวิตเป็นฅนเทอะ ราจักกลั้นใจตายร่างแล้ว ร่วมนอนที่เดียวกันเทอะเจ้า พราหมณ์เถ้าผู้นี้หยาบช้า ตีดั่งข้าพ่อหากปันมัน พราหมณ์อาธรรม์โลภล้น ใจบาปพ้นบ่กรุณา ตีหลังราจำแล่น เป็นดั่งผู้น้อยแก่นตีงัวนั้นและนา ฯ
           อิเม ชมฺพุกา รุกฺขา ชาติว่าไม้ทังหลายฝูงนี้ คือว่าไม้ชำพูงามพรายเพริด บาแป้งเกิดนานา ยางพรายหนากิ่งค้อม อ้วนอ่อนน้อมไปมา อารามหนาแก้วกู่ ต้นไม้อยู่ยายใย ราหนีไกลละไว้ ละร่มไม้หากหมองดาย ชะแล ฯ
           อิเม ติฏฐนฺติ อารามา อันว่าอารามเพียงระรื่น ปูนสนุกชื่นเย็นใจ น้ำเย้นใสราเคยอาบ ลอยเหล้นผาบไปมา ราหนีไกลละซ้ำ ท่าน้ำเปล่าสงัดไป ดอกไม้ใดบานแต่เช้า หอมทั่งเท้าดงไพร เป็นยายใยกันอยู่ เหนือแก้วกู่จอมดอย รากลอยใจทังคู่ เคยทัดทรงอยู่ตามใจ ราหนีไกลละไว้ ละดอกไม้หล่นเสียดายและนา ฯ ลูกไม้ใดเหลือแหล่ สุกแห้มแก่กินหวาน ในดงดานสะพรู่ ตั้งต้นอยู่จอมเขา ราเอากินแล้วเหล้น กำยื่นเต้นชมกัน ราจอมขวัญละไว้ ละดอกไว้หล่นเสียดาย ชะและนา ฯ

           ส่วนว่าชูชกะพราหมณ์ ก็เอาสองนงรามแก่นไธ้ ไปเถิงที่บ่ราบบ่เพียง มันก็พะลาดท่าวไปเล่า เถ้าเล้าเก่าท่าวสองที อันว่าเครือรีอันกระด้าง ก็หลุดจากมือพราหมณ์ สองนงรามมีใจสั่น ยะยั่นแต่ทังตน แล่นเววนใจสั่น เซซัดปั่นไปมา เป็นดั่งกุกกฏาแม่ไก่ อันมันไข่บ่จำรัง เจ้ามันชังเคียดใหญ่ ตะฆ้อนใส่สันหลัง เซซัดผัดผั่นไปหาพ่อ ร้องไห้ต่อปูนผลาญ เช่นและนา ฯ

           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห นิยมานา กุมารา เต พราหมสฺส ปมุญฺจิย เทน เทน ปธาวึสุ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลายตนทรงศีลใสบริยาต ในเมื่อพราหมณ์เถ้าพะลาดหนทาง ท่าวนอนกลางกลิ้งไขว่ เหมือนขอนไม้ไฟลาม สองกุมารงามพี่น้อง ก็หลุดจากบ้วงคล้องเครือเขา ชาลีเลาแล่นแล้ว กัณหาแก้วแล่นชอมหลัง วิ่งผะผันไปหาพ่อ ร้องไห้ต่อปูนผลาญ เช่นแล ฯ

           ชูชโกปิ ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้า แบกไม้เท้าแลพาถง โก่งหลังชอมเลยไล่ มาสู่ที่ใกล้สองสรี มายับยีผูกได้ เป็นดั่งไฟไหม้ม้างกัปหลวง มัดพันพวงแขนลูกท้าว ร้องเอิ้นกล่าวปูนกลัว ว่าเขือนี้นาหนีง่าย หนละป่ายกูเสีย เถ้าตาเภียจ่มฟ้อง สองพี่น้องเสียงอือทือ หยุบผันมืออืดร้อง นันทั่วท้องอาราม ซ้ำตามตีจักพราก ติ้วแขนลากแล่นไป วันนั้นและนา ฯ
           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตโต โส ลุจฺจุมาทาย ทัณฺฑญฺจทาย พราหมโณ อาโกฏยนฺโต เต เนติ สิวิราชสฺส เปกฺขโต ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย พราหมณ์ผู้โลภล้นพ้นสาหด มันขดฅิงลุกได้ ยับไม้เท้าหมวดเครือเขา ไล่เลยเอาสองเจ้า ผับทั่วท้าวอาราม มันมาด่าราวีมาด่าแล้ว พาสองหน่อแก้วดาหนี มันควรตีควรด่า ตีต่อหน้าพ่อพระยา เมื่อพราหมณ์พาลาเอาสองเจ้า เถ้าหลังโก่งนำไป กัณหาไปบ่ไวร้องไห้ เข้าป่าไม้ไต่ตามพราหมณ์ วันนั้นแล ฯ

           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาหุํ ตํ ตํ กณฺหาชินาโวจ อยํ มํ ตาต พราหมโณ ลฏฺฐิยา ปฏิโกเฏสิ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่านางน้อยนาฏกัณหา เหลียวหลังจากับพ่อ ตั้งหน้าต่อตนฅำ ว่าพระทรงธัมม์ยอดฟ้า พราหมณ์ตีเผือข้ากว่าหนีไกล เครือเขาแข็งมันฟาด ตีหลังข้าขาดเป็นรอย เป็นดั่งข้าญิงชายพ่อมันไถ่ไว้ เกิดเก่าใช้กลางเรือนมัน นั้นและพ่อเฮยฯ น จายํ พราหมโณ ตาต ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า อันว่าพราหมณ์ทังหลายแต่ก่อน ย่อมมีใจอ่อนกรุณา พราหมณ์ผู้นี้นารอยเป็นผีเสื้อ เอาเพศเชื้อเป็นพราหมณ์ ยามใดนำเผือข้ากว่า คันว่าลับหลังพ่อ แล้วก็แดนว่าจักกิน เผือนี้นาเป็นสายสินธิราช ในเมื่อผีวิศาจร้ายหากนำไป ดั่งรือพ่อพระยายังไกวตาผ่อดูได้ ลูกน้อยหน้อยไห้ พ่อก็บ่กรุณานี้ชานอ ฯ
           ในเมื่อนางกัณหา ร้องไห้สั่งพ่อพระยา เทียวมัคคาป่าไม้ ร้องไห้สั่นระสาย พระมหาสัตว์เจ้ามักใคร่ปรายตาผ่อ ตั้งหน้าล่อเล็งมา ส่วนพลวะสิเนหาอันรักลูก ก็มาถูกต้องหัวใจ ร้อนปานไฟวู่ไหม้ ทั่วแต่ไส้ทุกพาย เจ้าอวายหายใจเข้าออก แต่พายนอกลมดัง กัณหาชังร้ายนัก พายนอกจักแตกคัดใน อวายหายใจด้วยลวงปาก ร้องไห้มากสั่นทังตน และนา ฯ น้ำตาผายลงเป็นถ้อย เป็นเลือดย้อยสองพาย หยาดยังยายตกต่อเท้า ออกแต่เบ้าตามา ในเมื่อน้ำตาไหลเป็นเลือด ทุกข์บังเกิดหลายสัน ซ้ำเล็งหันเลือดย้อย ตกเป็นถ้อยถั่งแถวไหล เจ้าก็ฅนิงใจว่า ทุกข์อันนี้นาบังเกิด หื้อน้ำเลือดตาไหล บ่ใช่เหตุอันใดมาถูกต้อง ก็เหตุอันรักสองพี่น้องเป็นด่าย ก็บ่ควรรักสายใจลูกแก้ว กูหื้อทานแล้วก็เพื่อสัพพัญญู ควรกูแปงใจหื้อหมั้นอยู่ ในแก้วกู่ศาลานี้เทอะฯ พระมหาสัตว์เจ้าตนผ่านแผ้ว ก็ตัดคำรักลูกแก้ว หื้อขาดแล้วบ่อาวรณ์ แปงสติสรมดีดั่งเก่า ก็มีวันนั้นแล ฯ

           คิรีตฺวาเร อสมฺปัตฺเตเยว ในเมื่อพราหมณ์นำสองเจ้ากว่า เถิงประตูป่าไม้อาราม กัณหางามถ้วนถี่ ไห้จาพี่ชาลีว่า อิเม โน ปาตุกา ทุกขา ดูราพี่ชาลีเป็นเจ้า อันว่าที่เหยียบราทังคู่ ร้อนวะวู่ปานไฟ หนทางไกลไปยาก น้องลำบากหิวแรง เทียวดินแข็งแกมแร่ พรากหน้าแม่จอมเมือง ตาวันเหลืองลงร่ามห้อย คลาคลาดคล้อยลงแลง พราหมณ์ใจแข็งจากว่า พราหมณ์เถ้าด่าตีไป พราหมณ์จังไรจำรีบ ไม้เท้าถีบตีนดอย ราทังสองหาที่เพิ่งบ่ได้ มาราจักก้มหน้าไหว้ ด้าวป่าไม้ดงหนา ด้วยหัวราทังคู่ ก้มไหว้หมู่เทวดา แต่จอมผาและปากถ้ำ แต่แม่น้ำทุกพาย ไหว้เทวดาทังหลายทุกหมุ่ อันอยู่แห่งห้องหิมพานต์ ในดงดานที่ใกล้ อันอยู่ต้นไม้และยายำ อันอยู่ในเครือเขาฅำป่ากว้าง อันอยู่ท่างท้างหิมพานต์ ขอหื้อเทวดาเอาข่าวสารนี้ไปบอก แก่แม่ออกเจ้ามัทที ว่าเผือข้ายังอยู่ดีเนอแม่ บ่ต้องเพียธิแด่อันใด เท่าว่าพราหมณ์เข็ญใจหยาบช้า มาตีเผือข้ากว่าไกลนม ว่าอั้นเทอะเนอฯ
           วชฺชนฺตุ โภณฺโต ดูราหมู่เทวดาทังหลายเฮย ค่อยกรุณาเผือข้า อันพลัดนมมานี้เทอะ ขอเจ้าอันอยู่ในดงหนาป่ากว้าง อันอยู่ข้างอาราม อันอยู่จอมเขาและปากถ้ำ อันอยู่ในท่าน้ำวังวน อันอยู่พายบนหนอากาศ พายใต้ลวาดธรณี ในดงรีทุกขอก ขอหื้อเอาคำดผือข้าไปบอกแก่แม่มัทที ว่าพราหมณ์ตีปานจักข้า ชักพรากหน้านำไป ผิว่าแม่สายใจยังรักลูกเต้า ก็หื้อแม่เจ้ารีบมาทัน แม่นดั่งรือก็จักได้หันหน้า ลูกก่ำพร้าแม่ทังสอง ชะแบะนา ฯ
           หนทางเทียวป่าไม้ พอได่ไต่ตีนเดียว เทียวไปมาด้วยจ่อง ทัดที่นี้ปล่องอาสรม ผิว่านางยังปรารมภ์รักลูก ก็หื้อนางท้าวผูกอย่านาน ก็ยังจักพบพานลูกเต้า หื้อแม่ออกเจ้ารีบเทียวมา แม่นดั่งรือก็จักได้หันหน้า ลูกก่ำพร้าแม่กลางทาง ชะและนาฯ ดูราเจ้าเทวดาทังกหลายเฮย แม่เผือข้าชื่อว่ามัทที ทรงเกศีหมวดเกล้า ไปป่าแต่เช้าแสวงหา ยังผลาลูกไม้ แม่ออกไธ้หากนำมา เพื่อว่าจักเลี้ยงปุตตาลูกเต้า กับทังออกเจ้าแม่ราชา วันนี้แม่จักมาหันศาลาอันเปล่า แม่จักมาเล็งแล้วเล่าแลดาย แม่จักมาฟายน้ำตาเสียแล้วนั่งไห้ ทุกข์หมาดไหม้ใจนางชะและ ฯ ดูราพี่ชาลีพี่อ้าย วันนี้เคราะห์ร้ายก็จักมาถูกต้องตนรา พระมาดาก็มายามฅ่ำ เขี้ยวฅ่ำพ้นเวลา แม่รอยขงขวายหาได้ ยังลูกไม้มากหลายพา บ่รู้ว่าพราหมณ์บาปหนาปู่เถ้า นำลูกเต้าแม่หนีไกลและนา ฯ
           อโห วต โอ๋ยนอ…. อิ่นดูแม่มัททีเป็นเจ้า ผู้ผูกเกล้าไว้เป็นชฎา แม่เท่ามัวเมาหาลูกไม้ หวังจักได้ดั่งชุวัน แม่จักเอาหัวมันมาเสียเปล่า ละลูกไม้เน่าเสียดาย ไผพ้อยจักมากินนั้นชา ฯ แม่มัททีเฮยออกเจ้า เลี้ยงลูกเต้ายากเสียดาย วันนี้ล่วงเวลาอันฅ่ำ ตาวันตกต่ำฅ่ำแล้วก็ยังบ่มา รอยว่าแม่พระยาหาได้ ยังลูกไม้หากลืมมา พราหมณ์พาลาก็มาตีไจ้ๆ เข้าป่าไม้ดงหนา แม่พระยาบ่รู้ได้ เท่าขงขวายหาลูกไม้ดั่งชุวัน ๆ ขอหื้อแม่มาทันยามฅ่ำ เขี้ยวฅ่ำด้วยเดือนดาวนี้เทอะ ฯ ของอันใดอันแม่ได้ คือลูกไม้และหัวมัน เอามาปันพราหมณ์ปู่เถ้า อันอยากเข้าเล้าโลมใจมัน คันมันได้กินอิ่มแล้ว บ่หล้างจักบุบตีลูกแก้วแม่ไปพลัน และคา ฯ
           สุณา จ วต โน ปาทา บัดนี้ตีนเผือข้าทังคู่ เจ็บเลือดอยู่พายใน พราหมณ์จังไรจูงกว่า ดั้นเข้าป่าไม้ไปพลัน ชะและ ฯ

           สุณา จ วต โน ปาทา พาฬหํ ทีติ พราหมโณ อิติ วิลปึสุ กุมารา มาตุกิทฺธิโน ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย นิยายอันนี้จักกล่าว เถิงสองกุมารลูกเต้า อันพราหมณ์เถ้าผูกพาไป ตีหลังไสจำกว่า ตีต่อหน้าพ่อราชา ปูนกรุณาใช่น้อย สองชื่นช้อยกระสด ดินฟ้าบดมะเมฆ บ่รู้กี่ร้อยอเนกอัศจรรย์ กับด้วยสองจอมขวัญพี่น้อง อันพราหมณ์ผูกด้วยบ่วงคล้องเร็วรัด เครือเขามัดสองศอก เถ้าหัวหงอกนำไป ยับมือไสหลังแล่น สองเจ้าบ่แกว่นทางเทียว สองสรีเยียะเหลียวหลังร้องไห้ เยียวว่าแม่ออกไธ้ตนมา กัณหาไห้อะแอ่ ไห้รักแม่หมองเถิง เต็มว่าราฅนิงเทิงก็หากแล้ว มือแก้วลูบน้ำตา ที่เหยียบราทังสอง ที่สุกก็สุกเป็นหนอง ที่พองก็พองเป็นเลือด บ่แห้งเหือดสักยาม พราหมณ์ก็เร่งตีไปไจ้ ๆ
           เต็มว่าราร้องไห้มันก็บ่วาง เต็มว่าราครางมันก็บ่อย่า เครือเขาผ่าตีไป เยียะพรากไกลออกเจ้า แม่ราจักโสกเส้าโสกา หน้าตาหมองเหลือหลาก เพราะว่าราพี่น้องพรากไกลตา แม่ราจักมาหันศาลาอันเปล่า แม่ราจักมาเล็งแล้วเล่าเล็งดาย แม่จักมาฟายน้ำตาเสียบ่ขาด เพราะบ่ได้หันหน้านางน้อยนาฎกัณหา วันนี้ราหนีไกลตาบ่ทันสั่ง บัดนี้แม่ออกเจ้านั่งรือว่านอน สองภูธรไห้อะแอ่ ไห้รักแม่ไปมา ร่ำไรหาชะไจ้ แก่ป่าไม้หิมพานต์

อิติ วุตฺตปฺปการเรน ด้วยประการดั่งกล่าวมานี้ แลเด ฯ กุมารปพฺพํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันสังวัณณนาห้องเหตุ ธัมมเทสน์กุมารบรรพ์ อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๑๐๑ คาถา นิฏฺฐิตา ก็แล้วเท่านี้ก่อนแล

 

 

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๙   มัทที
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)    มัทที ๙๐ คาถา

ลุกมาเทอะแม่มัททีผิวออนพี่เฮย แม่คอกลมตกปล้อง เต็มว่าบ่หย้องก็หากดูงาม ทัดที่หนี้เป็นกลางดงรามป่าไม้ บ่ใช่เป็นที่แก้วแก่นไท้แม่ควรดีตาย มีแต่สองราดายอยู่กลางเถื่อน จักมีไผมาเป็นเพื่อนพิงเพา จักมีไผมาช่วยกูพี่เอานางอาบน้ำ ไผจักมาช่วยค้ำสระสรง ไผจักมาหวีผมแม่หมวดเป็นเกล้า ไผจักมาเป็นเพื่อนเฝ้าแม่จอมสรี โอ๋ยนอ……. นางมาละทังเสียมคันรีและกระเช้า มาละทังไม้เท้าและหนังเสือ มาละทังเปลือกไม้เจือเลื่อนลวาด มาละทังสลาดและคันยู นางบ่อิ่นดูพี่สักหยาด ดังฤานางมาขาดใจตาย ลุกมาเทอะแม่โสมสายเฮยสร้อยฟ้า ลุกมาเทอะเมียก่ำพร้าฅิ่นเทียมองค์ ทัดที่นี้เป็นกลางดอยดงเถื่อนถ้ำ เถิงย่านน้ำแก่สายธาร.

            นโม ตสฺสตฺถุฯ ยํ ปนฺนตํ รญฺญา มหาปฐวึ อุนฺนาเตตวา พราหมสฺสปิยปุตฺเตสุ ตินฺเนสุ ยาว พรหมโลกา เอกโกลาหลํ ชาตํ อโหสิ ฯ

ลำดับธรรมเทศนามาเถิงเทิงมัททีกัณฑ์ถ้วนเก้า อันพระพุทธเจ้าหากเทสนา ส่วนประญาสัพพัญญูตัณญาณอันประเสริฐ อันโพธิสัตว์เจ้าตนล้ำเลิศหากปรารถนาเอา ในเมื่อพระยาเวสสันตระราช ได้ประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน แก่ชูชกะพราหมณ์ผู้เถ้า มีในกาละเมื่อใดดั่งอั้น ในกาละนั้นแผ่นดินก็ไหวหวั่น สนั่นก้องไปมา โกลาหลเกิดก้อง เป็นต้นว่าแผ่นดินร้องดอยคราง ตราบเถิงโสฬสะมหาพรหมก็มีแลฯ
   เทวดาทังหลายมวลหมู่ อันยายอยู่ป่าไม้หิมพานต์ ได้ยินเสียงสานแหบไห้ แห่งแก้วแก่นไท้ทังสองพี่น้อง อันพราหมณ์ผูกด้วยบ้วงคล้องจำไป เทวดาทังหลายมีใจดังจักแตก ร้อนร้ายแรกกรุณา จิ่งจากันว่าดั่งนี้ ผิว่าราชะมัททีมาสู่ ในแก้วกู่แคว่นวัน จักบ่หันลูกเต้า นางจักเข้าไปถามพระยาเวสสันตระราช คันรู้ว่าท้าวประสาทหื้อลูกรักเป็นทาน นางก็จักไปตามบาทย่างลูกแก้ว ด้วยกำลังพละสิเนหา นางพระยาก็จักได้ทรงทุกข์เพิงมีชะแล ฯ
   เทวดาทังหลายจากันสันนี้แล้ว จิ่งราธนาเทวบุตรสามตน ว่าเจ้าทังสามจุ่งจักไปเนรมิตเพศ พรรณวิเศษดีหลี ตนนึ่งเป็นดั่งราชะสีห์ ตนนึ่งเป็นดังเสือโคร่ง ตนนึ่งเป็นดั่งเสือเหลือง ไปนอนเนืองไขว่ขว้างหนทาง ทัดที่หล้างนางมัททีจักมานั้นเทอะ ตราบแสงพระสุริยะอาทิตย์ ตาวันบ่ตกต่ำฅ่ำลับดอยไปดั่งอั้น แม่นว่าหากนางมัททีหากขอหนทางไจ้ๆ เจ้าทังหลายอย่าได้หื้อหนทางแก่นางพระยา จุ่งหื้อนางมายามฅ่ำ เข้ามาด้วยรัศมีพระจันทร์นั้นเทอะ อันนึ่งเจ้าทังหลาย จุ่งรักษานางมัททีแก่เนื้อเบื้อคะนองของป่า อย่าหื้อคั้นกว่าเอานางแด่เทอะ ฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห พระพุทธเจ้าจักสำรองของไข อัตถะบาลีอันนั้นมาหื้อแจ้ง พระก็แสร้งเทสนาว่า เตสํ ลาลปิตฺต ํ ดังนี้เป็นต้น ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ส่วนเทวดาหลายมวลมาก อันอยู่ในป่าหิมพานต์ ได้ยินเสียงสานแหบไห้ แห่งสองแก่นไท้กุมาร ในดงดานป่าไม้ เทวดาทังหลายมีใจอิ่นดูกรุณา จิ่งเจียรจาเซิ่งเทวบุตรสามตน ว่าเจ้าทังหลายจุ่งกลายกลับเพศ พรรณะวิเศษเหมือนแท้ดีหลี ตั้วนึ่งจุ่งเป็นดั่งราชะสีห์ปาวเปิบช้าง ตัวนึ่งอ้างเป็นเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งกินฅน ตัวนึ่งเป็นเสือเหลือง ไปนอนเนืองไขว่ขว้าง ทัดที่นางท้าวมัทที จักหนีมานั้นเทอะฯ
เจ้าทังหลายยายอยู่ อย่าหื้อนางมาสู่ ศาลาเมื่อยามวัน จุ่งหื้อนางผันมารอดยามฅ่ำ เขี้ยวฅ่ำด้วยแสงเดือนดาวเทอะ ฯ เนื้อทังมวลในเถื่อน เขานันเพื่อนอาณา อย่าหื้อเขาทังหลายมาเบียนร้าย แก่นางราชะมัทที ผิว่าราชะสีห์ตัวกล้า หลอนปาวเปิบข้านางเมือง เสือเหลืองฅ่วนเฅ้า หลอนครุบเข้านางท้าวมัททีดั่งอั้น ยามนั้น เจ้าชาลีสรีรัตนา กับนางกัณหารู้ข่าว สองหน่อท้าวจักมรณาตามแม่ชะแลฯ
เมื่อนั้นเทวบุตรสามตน มีใจชมชื่นยินบาน ก็เนรมิตเป็นเนื้อเชียงฅานสามสิ่ง ใหญ่ล้ำยิ่งเพิงกลัว หนังหัวพองเฅืองคราบ เป็นดังจักคั้นคาบแท้ดีหลี ฯ

มทฺทีปิ โข ส่วนนางมัททีเยาวยอด นางฅะนิงรอดคำฝัน ปูนอัศจรรย์เป็นโทษ ฝันร้ายโสดแท้ดีหลี ควรกูราชะมัททีหาหื้อได้ ยังลูกไม้เร็วพลัน ยามตาวันบ่ตกต่ำ ลงสู่ฅ่ำลับตา นางพระยาร่ำเพิงสันนี้แล้ว นางแก้วมีตนสั่นปั่นไปมา รีบขงขวายหาลูกไม้ เช็ดน้ำตาอยู่ไจ้ๆ นางแก้วร้องไห้กล่าวคาถาว่า สหตฺถเนตฺโต ชนิถิกํ เม ปติตํ ดั่งนี้ ว่าโอยนอ….
เสียมสุบคันรีจอดบ้อง อันกูแต่งต้องหัวมัน กูหยุบผันบ่พราก ก็หลุดจากมือไป สายกระเชัาอันใส่ลูกไม้ ห้อยบ่าไว้บ่ปลง พ้อยหลุดไหลลงจากบ่า ขว้ำสะสว่าตกดิน ตาซ้ายไหลรินละเล่น เขม่นต้องตาขวา ไม้ฝูงนี้หาบ่ได้ในป่า ก็เป็นทูนค่าหลวงหลาย ไม้ทังหลายอันมีลูก ก็เป็นดั่งหาลูกบ่ได้ ทิศะหนใต้ก็แผ่เป็นดั่งหนเหนือ ในเมื่อกูไปยามฅ่ำ ตาวันตกต่ำคล้อย ลงล่ามห้อยลับดอยไป เนื้อทังหลายก็มานอนไขว่ขว้าง ทัดที่หล้างนางจักเมือนี้แลฯ

อาศรมก็ยังไกลลิ่วลี่ ที่จักรอดก็บ่ปรากฎหันมา คันนางขงขวายหาลูกไม้ ได้แล้วนำเมือเป็นอาหารหอมหื่น สามเจ้าชมชื่นดากิน พระพรหมินทร์หน่อท้าว อยู่ด่านด้าวดงหนา นอนศาลาเทศท้อง รอยว่าท้าวเหยียบหย่องคองทาน สองกุมารลูกแม่ ละไว้แต่ศาลา สองบัวตราหน้าหน่อ ทุกข์ต้องต่อเข็ญใจ ตาวันใสร่ำห้อย คลาคลาดคล้อยลงแลง สองเพิงแพงพระแม่ รอยอยากเข้าอยู่เววน ชะแลฯ

เต นูน ปุตฺตกา เมยฺหํ ดั่งกูนางคึดรอด ลูกแก้วยอดจอมใจ กูหนีไกลมาด้วยพ่อ เข็ญใจต่อเถิงตน ตาวันลงคลาดคล้อย ละห้อยแก่นยามแลง สองเพิงแพงอยากน้ำ เต นูน พระราชะทังคู่ ละไว้อยู่ศาลา เข็ญใจมาด้วยแม่ อยู่ด้าวแต่ดงดาน สองกุมารชอมทางแม่ แล่นต้อนแต่ไกลตา ดังปุตตาลูกงัวงามแง่ ถ้ารับแม่กินนมนั้นแลฯ
พระนรินทร์ลูกแม่ อันอยู่แก่ศาลา สองขาเป็นกำพร้า ตระหมอดหน้าเข็ญใจ ดอมทางไกลคองแม่ ถ้ารับแต่หนทาง ดั่งลูกหงสารับแม่ แล่นต้อนแต่เหนือตม สองอุดมลูกเต้า อยู่ด้วยพ่อออกเจ้าตนงาม เข็ญใจมาด้วยแม่กำพร้าแต่สองฅน ลูกกับตนเป็นเพื่อน อยู่กลางเถื่อนดอมทางชะแล ฯ หนทางเทียวป่าไม้ พอไต่ได้ตนเดียว เทียวไปมาด้วยจ่อง สองขอบข้างเหวผา กูจักเทียวได้เมือรอด ยังสองลูกยอดศรมณ์ นางจิ่งประนมมือน้อมไหว้ ยังพระยาเนื้อร้ายสามตัว
จิ่งกล่าวคาถาว่า มิคา นมตฺถุ ราชาโน ดูรา เจ้าพระยาเนื้อทังสาม กรียาอันไหว้แห่งข้า จุ่งมีแก่พระยาเนื้อทังสาม อันมีตัวงามพีใหญ่ เฝ้าแฝงใฝ่ดงขวาง ขออิ่นดูกูนางหน่อท้าว น้องแห่งสูเจ้าชื่อว่ามัทที เจ้ามีแรงดียิ่งกว่า ช้างในป่าหิมพานต์ ข้าขอทางจะจ่อง จุ่งปล่อยน้องแม่ญิงเดียว เพื่อจักเทียวไปสู่ ในแก้วกู่บรรณศาลา
ข้าเป็นภริยาแฝงพระบาท แห่งบรมนาถภูมินทร์ พระนรินทร์ตนยศยิ่ง เป็นเจ้าจอมมิ่งควรยำ เป็นพระยาธรรมยศเยือก เป็นเจ้าช้างเผือกภูบาล ทรงญาณสิบสิ่ง เป็นลูกท้าวยิ่งชื่อว่าสญไชย ปราบเมืองไทยยอดฟ้า เจ้าแผ่นหล้าพสุธา ข้าพ่ำเรินผัวมาทุกเมื่อ สร้างบุญเผื่อรักษา เหมือนนางสีดางามแง่ ปฏิบัติแก่พระยารามนั้นแล ตามธรรมดาอันชอบ ประกอบด้วยเมตตา ขอจุ่งกรุณาโปรดข้า แก้วกำพร้าญิงเดียว จุ่งหื้อทางเทียวแก่ข้า อันใคร่หันหน้าลูกกำพร้าวอนเมือนี้แด่เทอะ ฯ
อล เต เทวปุตฺตา เมื่อนั้น เทวบุตรสามตน ก็เล็งกาละปางนี้ ควรหื้อหนทางแก่นางพระยาว่าอั้น แล้วก็เอากันหลีกฟีกหนทางไปวันนั้นแลนาฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อันว่าพระพุทธเจ้า ตนปราบเหง้าติโลกาไตรโลก ยกสัตว์ข้ามโอฆะสงสาร พระเล็งหันอัตถะบาลี พายหลังมีไป่แจ้ง พระก็แสร้งเทสนาเป็นคาถาว่า ตสฺสา ลาลปฺปมานาย ดังนี้เป็นประธาน ว่า ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต เนื้อองอาจสามตัว คือราชะสีห์เสือโคร่งและเสือเหลือง คันได้ยินคำจาอิ่งอ้อยวอนขอไจ้ๆ แห่งแก้วแก่นไท้ราชะมัทที อันเป็นลูกสาวสรีพระยามัททะราช อันมาจาองอาจ เนื้อทังหลายจิ่งหลีกฟีกหนทาง
ก็เป็นวันอุโปสถศีลเดือนเพ็งส่องแจ้งใสงาม ในเมื่อมิคาเนื้อหนีหลีก เต้นเว้นฟีกมัคคา นางพระยานุชนาฏ ก็ยกย้ายบาทลีลา ท่องเทียวมาบ่อยู่ เข้าใกล้อู่อาศรม เพื่อปรารมณ์เถิงลูกเต้า ทังพระเจื่องเจ้าจอมธรรม นางก็พร่ำมาทังค่ำ นางท้าวพร่ำเคยหัน สองจอมธรรม์งามแง่ แล่นต้อนแม่แต่ใกล้มา นางเล็งหาบ่หันอยู่ บ่หันสองเจ้าคู่เรียงกัน นางเคยหันลูกแก้วแต่ที่ใด นางก็ไปในที่นั้น ก็บ่หันแห่งหั้นแก่ตา นางโสภาหมาดไหม้ นางร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิมมฺหิ น ปเทสมฺหิ ปุตฺตกา ดังนี้

โอยนอ…. สถานที่นี้นาวิเศษ ด้าวประเทศศาลา เคยหันปุตตาแล่นเหล้น กำฝุ่นเต้นผะผาย สองโสมสายงามแง่ แล่นต้อนแต่ไกลมา กัณหางามผิวผ่อง เคยเหนี่ยวหน่องกินนม สองอุดมงามอะเครื้อ เนื้อกลั้วฝุ่นผับตน กูเทียวหนมาฅ่ำ ลูกน้อยพร่ำเรรน ลูกสองฅนเมื่อก่อน เคยแล่นต้อนถามกิน ทังหมากกวินและหมากม่วง วิ่งเต้นป่วงชักถง กระเช้าบ่ทันปลงแม่ช้าออกต้อน สองพี่น้องอ้อนชิงกัน วันนี้อัศจรรย์ดูหลาก สองก่ำพร้าพรากไปไหนนี้ชา ฯ
ที่นี้นาวิเศษ ด้วยประเทศอาราม แก่นดูงามใช่ช้า กูเคยหันหน้าลูกกูทังสอง อิ่นดูสองบัวทองเจ้าแม่ คือดั่งนกแผ่หัวหาง อยู่คองทางตัวแม่ อ้าปากแผ่หากิน แม่เร่งบินมารอด อ้าปากสอดเซาะหา แม่ได้ใดมาคายออกป้อน ร้องออดอ้อนหื้อแม่ยินดี ปูนปรานีใจสั่น หัวอกลั่นตันผิง ทุกข์เต็มติงหมาดไหม้ อันนั้นและไส้มีสันใด กูบ่หันชาลีใสงามจะจ่อน กับนางเนื้ออ่อนกัณหา สองขาไปไหนชาบ่เต้น กลิ้งเกลือกเหล้นดอนซาย ลูกญิงชายเจ้าแม่ ต้อนแต่ไกลมา คือดั่งลูกหงษาหันแม่ ดิ้นผับแผ่เหนือตมนั้นแล ฯ
อิมมฺหิ น ปเทสมฺหิ อันว่าอารามเพียงร่มไม้ อินทร์แต่งไว้ยายใย ราบเพียงใสข่วงกว้าง ประเทศท้างปูนเคย ลมพัดเชยดอกไม้ หล่นเหลือไว้ดอนทราย ขากำผายบิดเปล่า หอมรสเร้าติดตน ลูกสองฅนแก่นไท้ ดั่งฤาบ่หันได้ แต่ใต้ร่มไม้และศาลานี้หนอ อันว่ารอยตีนลูกช้าง เทียวป่างข้างดอนทราย เป็นแถวยายถ้วนถี่ ทุกด้าวที่หลวงหลาย ยังบ่หายวอยวิ่ง บัดนี้ลูกแก้วยิ่งเสมอตา ไปไหนชาบ่มาเก็บมาลาแลส้อมดอก ฤาว่าไปแอ่วเหล้นพายนอก แดนด้าวขอกศาลา ฤาว่าไปขงขวายหาเครื่องเหล้น กำฝุ่นเต้นลวดลืมมา ฤาว่าพระปิตาตนพ่อ หื้อสองหน่อหลับไป ในบัณณะศาลาบ่ตื่น หลับบ่ชื่นอยู่วอนวอยอั้นชาฤา ฯ

ตนกูดั่งแม่นกทังคู่ ละลูกอยู่ในรัง ไปแสวงหายังเหยื่อ ละลูกไว้เพื่อหากิน ฅนเทียวดินมีมาก หันแล้วหากเอาไป กูนางไปป่าแต่เช้า ละลูกเต้าอยู่ศาลา กูฅืนมาหาลูกบ่ได้ เท่าร้องไห้อยู่ดอมดาย พระโสมสายยอดฟ้า สองหน่อหล้าแม่ไปไหนนี้ชา ฯ
อันว่ารอยตีนขาเทียวท่อง เยียะหยุดหย่องตามกัน คือดั่งรอยตีนลูกช้าง เทียวที่ข้างตีนดอย อันค่อยหันมาปรากฏบ่ผ่อน เท่าว่าสองแม่อ่อนน้อยแม่นี้ไปไหนชา ฯ อันว่าดินซายงามเพียงรอบ ลูกแก้วกอบกำปราย ดั่งลูกควายหลายคู่ เหล้นกันอยู่นอนตม สองบุญชมพระแม่ บ่หันแล้วแต่ศาลานี้และนา ฯ
อิตํ เนสํ เครื่องเหล้นมีเหลือแหล่ ลูกแก้วแม่ทังสอง หมากคับทองมีหลายหลาก หมากไฟหากสุกเหลือง หมากเฟืองมีหลายพร่ำ หมากเกวนก่ำสุกดำ หมากม่วงคำและหมากหาด กลิ้งคล้อยคลาดจากมือขวา กูเล็งหารอดแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่หนใดนี้ชา ฯ
อารามเพียงด้าวขอก ดอกขัดหมอกบานเรือง จำปาเหลืองและกัณณิเกด สลิดเทศและสะบันงา มะลิลาหอมยิ่ง ดอกซ้อนกลิ่นเอาใจ สถานไกวกิ่งค้อม ขาบิดมาพร้อมทัดทรง หอมทั่วดงแหล่งไหล้ ละดอกไว้ผุยผาย หันรอดดายหมองหม่น ดอกไม้หล่นดูราม กองซายงามจะจ่อน สองน้อยอ่อนเหล้นสะเบย หัวใจเฮยลูกท้าว ไปเหล้นด่านด้าวแดนใด เคยหันสองนงวัยบ่ขาด สองเจ้าน้อยราชเย็นวอย นี้ชานอ ฯ

เยสุ ปุพฺเพ ในกาละเมื่อก่อน ลูกน้อยอ่อนสงสาร สองกุมารทังคู่ เหล้นใกล้กู่ศาลา หันแม่มาราแล่นต้อน ร้องเรียกน้องว่ากัณหา แม่มาตาออกไท้ ได้ลูกไม้มาหา ยังสองเราแล้วและว่าอั้นชุวันด่าย ฯ บัดนี้ บ่หันสองจอมขวัญลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง และนอฯ กูนางคือแม่แพะทังคู่ อยากน้ำอยู่เรรน สองลูกตนยังอ่อน บ่ห่อนรู้พรากแม่ไปไหน กูอาลัยล้ำเลิศ ลูกแก้วเกิดกลางอก ยินทุกข์ตกโศกไหม้ เพราะลูกแก่นไท้บ่หันมานี้แล ฯ
ในกาละเมื่อก่อน ลูกแม่บ่ห่อนไปไหน หันแม่มาแต่ไกลแล่นต้อน กูบ่ห่อนกำฆ้อนไล่เลยตี บ่มีวจีจ่มด่า คำร้ายว่าหื้อเจ็บใจ สองนงวัยลูกแก้ว มาขึ้นตักแม่แล้วกินนม ถานานมกูแม่ ก็พ่ำเพ็งแต่ทังถม เต็มด้วยน้ำนมทังสองเต้า เพราะบ่พบลูกเต้ายินผลาญ เจ็บอกปานจักแตก ร้อนร้ายแรกดั่งไฟลน ลูกสองฅนแว่นฟ้า ไปลี้หน้าเสียไหนนี้ชา นางก็อะธะวาอยู่ไจ้ๆ ร้องร่ำไห้กล่าวคาถาว่า อยํ โส อสฺสโม ดังนี้
อันว่าอาศรมบทนี้นาเมื่อก่อน สองขาฟ้อนอ่อนไปมา มีเสียงหนาเกิดก้อง ดั่งพาทย์ฆ้องเมืองสวรรค์ วันนี้บ่หันสองโสภัณพี่น้อง แก้วร่วมห้องแม่อุดม อาศรมบทกูหันชุแห่ง ดั่งภมรแก้วแกว่งกวัดไกว เป็นสันใดเย็นเยือก บ่ได้ยินเสียงเรียกร้องหากัน บ่ได้ยินเสียงเนืองนันสักหยาด ในห้องอาวาสศาลาฯ
กาโกลาปิ แม่นว่ากาดำๆในป่า บ่บินล่ามากราย ดักเสียงหายดูหลาก บ่ได้ยินเสียงปากจามไอ เป็นสันใดดักอยู่ ในแก้วกู่บ่ปูนเคย สองลูกเฮยหน่อท้าว ไปลี้อยู่ด่านด้าวแดนใดนี้ชา ในรวายตรีจักใกล้รุ่ง ข้าน้อยมุ่งฝันหัน เกิดมาทันต่อหน้า เพราะบ่หันลูกกำพร้ากลอยใจ นกในไพรหลายหมู่บ่ร้องเป็นคู่เสียงหวาน รอยว่าสองกุมารมรณาต ม้วยเมี้ยนชาติตายไป สองจอมใจแก่นไท้ ละแม่ไว้บ่หนาแหนง สองดวงแพงลูกเต้า เนื้อบ่เศร้าปูนชม ยินปรารมณ์ด้วยลูก ร้อนร้ายถูกหัวใจ กลางดงไพรถ้วนถี่ ดูสงัดจีวอนใจ สัตว์ตัวใดเฅิงฅาบ มาคั้นคาบไปกินนี้ชา ฯ

น อิติ วิลปนฺตี มหาสตฺตสฺส สนฺติกํ กนฺตวา ส่วนราชะมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ไปมา เข้าไปสู่ศาลายศยิ่ง นางท้าวจิ่งปลดถง กระเช้าลงใส่ลูกไม้ จากบ่าไว้เพื่อจักฉัน นางเล็งหันพระนักธรรม์ตนพ่อ บ่อว่ายหน้าล่อเจียรจา บ่หันสองปุตตาลูกแก้ว งามผ่านแผ้วบุญหนัก ในสำนักพระจอมจักรแก่นไท้ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า กิมิตํ ตุณฺหิภูโตสิ อภิรตฺเตว เม โน ดั่งนี้เป็นต้น โอยนอ……
วันนี้เป็นสันใด พระจอมใจหน่อแก้ว ตนผ่องแผ้วงามผะหด มาทรงยศหนักแก่ข้า บ่อว่ายหน้าล่อสักคำ คำฝันนี้ยำแท้หนอ ท้าวบ่อว่ายหน้าล่อเจียรจา กาดำๆในป่า ก็บ่ล่าบินบน แก้วกับตนแม่เฮยเจ้าหล้า ลูกกำพร้ารอยตายและนา ฯ
กิมิตํ ตุณฺหิ ภูโตสิ วันนี้เป็นสันใด พระราชะเจ้าบ่ปาก ข้าน้อยฝันหลากเป็นลาง นกกลางทางในเถื่อน บ่มาร้องเลื่อนขานขัน สองจอมขวัญลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง ชะและนา ฯ
กจฺจิ อยฺย ปุตฺตเก ข้าแต่พระอยู่หัวเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน สัตว์ตัวใดในป่า ยับเอาลูกแก้วกว่าหนีไกล นกในไพรถ้วนถี่ บ่ได้ยินเสียงมี่นันมา อันว่าสัตว์ตัวใดกล้าหยาบ ปาวเปิบคาบสองขา สัตว์นานาเถื่อนถ้อง ยับเอาแก้วร่วมท้องแม่ไปกิน จะฤาฯ
อาตู เต ข้าแต่พระบุญเรืองเฮยเจ้าฟ้า ลูกกำพร้าไปไหน รือว่าเจ้าจำไปรีบร้อน ไปสืบส้อนคำเมือง ฤาว่าใช้ไปหาพระบุญเรืองตนปู่ หื้อห้างหมู่มาเอา ฤาว่าสองนงเลาทังคู่ ไปเหล้นอยู่นอกศาลา ฤาว่าไปขงขวายหาเครื่องเหล้น ขับฟ้อนเต้นอยู่งันกัน บ่รู้เวลาวันและค่ำ สองเจ้าพร่ำลืมมา กูบ่หันผมเขียวแซมดอกไม้ แก้วแก่นไท้สองสรี รือว่าเสือหมีและจะแฅ่ เดินดงแก่ไพรสณฑ์ ปะลูกสองฅนติ้วกว่า นกหัสดิลิงค์ล่าบินบน บินเหินหนอากาศ ซูดทึ้งยาดเอาไป ตกแดนไกลบ่หันซาก ละแม่ไว้ทุกข์ยากพายหลังชาฤา ฯ

นางมัททีสรีหน่อไท้ ร้องร่ำไห้โทมนัส ส่วนพระกระษัตริย์ตนทรงยศ อดบ่ปากเจียรจา กับนางพระยาสักคำ ก็มีหั้นแล ฯ
นางมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้วิงวอน น้ำตาซอนผับผ่าว ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อถ นํ สาวกสฺมา เป็นสันใด พระเหนือหัวยอดฟ้า มาเยียะหน้าปูนกลัว ตั้งตนตัวหนิมอยู่ บ่เบ่นหน้าสู่สักคำ ข้ากระทำกรรมอันใดเป็นโทษ ข้าก็บ่โกรธทารุณ บ่หื้อพระองค์ขุนแสบร้อน บ่หื้อเจ้าขอดข้อนเจ็บใจ บ่กระทำทุจริตกรรมอันใดสักหยาด บ่ได้ประมาทท้าวบุญเรือง ข้ายินเคืองคั่งคัด น้ำตาถั่งไหลตก ยินคัดอกเท่าฟ้า พระฅิ่นข้าบ่เจียรจา ฯ

อิตํ ตโต ทุกฺขทร ํ ข้าทรงทุกข์ลำบาก เพราะเจ้าบ่ปากเจียรจา คือดั่งปืนยายำเหล้มใหญ่ ปักเสียบไหม้สันดาน ยินผลาญใจแก่ข้า บ่ได้หันหน้าลูกกำพร้านงราม คือชาลีงามชื่นช้อย กับนางหนุ่มหน้อยกัณหา ทุกข์อันนี้นาร้อนรีบ ปานฟ้าหนีบกับดิน ขัดขินใจยะยั่น ร้อนร้ายปั่นวอนซวง เพราะบ่หันทิพย์ดวงลูกแก้ว กับพระผ่านแผ้วบ่ปรานี บ่อิ่นดูเมียมัททีก่ำพร้า บ่อว่ายหน้าต่อปราศรัย เจ็บหัวใจสายสั่น ดั่งปืนพิษบั่นตา พระโสภาเฮยเจ้าฟ้า ผิว่าท่านบ่ปากจิ่มข้าเมื่อยามวัน คันรวายตรีคืนนี้รุ่ง สายฟ้าพุ่งเรืองราย ข้าเที่ยงจักตายมรณาต ใจข้าขาดเป็นผี ยามพอดีพรูกเช้า ตามพระราชะเจ้าหากจักหัน บ่อย่า ชะแลนาฯ

อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้นพระมหาสัตว์เจ้า ฅนิงใจเล่าว่า นางมัททีสรีหน่อเหน้า รักลูกเต้าเหลือถนัด มากูจักตัดโสกาอันหยาบ จักกำราบนางพระยา หื้อหายสิเนหาอันใหญ่ ก็ต้านถ้อยใส่หลายคำว่า นนุ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสฺสสินี ดั่งนี้ว่า
ดูรา ราชะมัทที ทรงโสมดีสักสวาด เป็นลูกท้าวราชลือชา นางหนีไปป่าแต่เช้า เทียวไต่เต้าล่าตนเดียว มึงจิ่งเขี้ยวมาค่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ดั่งพี่พิจารณาดูนี้โสด จักเป็นโทษแก่กูรือ ฤาว่าจักได้แก่มึงนาง อันจะเดินกลางป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงดาน ป่าหิมพานต์ดงล่า ด้วยพรานป่ากินรอน ทังทิพพระยาธรและวเนจรเหลือแหล่ ไปแอ่วเหล้นแก่ระสี หลอนนางมีใจบ่ตั้ง ได้สลั้งผิดผวน กระทำการบ่ควรผิดแผก ใจฟุ้งแตกเสียสติ บัดนี้ตริมาวอนไห้ เดิกฅะไฅ้กูพี่ จักดานอนนี้ชา ฯ

ดูรามัทที ทรงโสมดีแลบล้วน ลักขณะถูกถ้วนพอตา นางไปหาหัวมันลูกไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงไพร บ่มีฅนใดจักไปรู้ แม่นางไปเหล้นชู้จักมีไผหัน ในหิมวันต์ป่ากว้าง ประเทศท้างดงดอน มีทังทิพพระยาธรและระสีป่า รอยนางไปเหล้นชู้ล่ามายา รอยนางบ่หนาคึดรอด จงใจจอดอันใด ลูกสายใจลืมคึดรู้ มัวไปเหล้นชู้ลวดลืมผัว สนุกสมหนัววอนยิ่ง ค่ำแล้วจิ่งดามา ชวดเวลาเดิกดื่น ตริมาตื่นร่ำรนหา ยังสองโสภาลูกเต้า ตริมาเยียะโศกเศร้าโสกา ตริมาร่ำศาลาและป่าไม้ ตริมาเซาะไซ้อาศรม ตริมาปรารมณ์หาลูกน้อย ฅะฅ้อยร่ำเรรนนั้นชา ฯ
ปุน สมเย ยามเมื่อนางหนีไปเมื่อเช้า ละลูกเต้าอยู่ศาลา ผู้ใดนาจักหันมึงนางแม่ อันลี้แก่ดงหนา มึงนางจุ่งมาหนี้ กูจักบอกชี้หื้อมึงฟัง

  คำพายหลังอันฅนเล่าไว้ กูจักกล่าวให้มึงฟัง ช้างพลายพังจักหนีเสียเถื่อน เพราะว่าช้างผู้เพื่อนบ่มีหลาย แก้วฅนชายร่วมรู้ เมียเหล้นชู้ก็เพื่อผัวใจดี ราชะสีห์จักหนีเสียดอย ก็เพราะดอยอันนั้นบ่มีรูเปียวปล่องถ้ำ ปลาจักหนีเสียน้ำ ก็เพราะน้ำอันนั้นบ่มีตม ศรมณ์จักหนีเสียครู ก็เพราะครูนั้นใบ้ นกจักหนีเสียต้นไม้ ก็เพราะต้นไม้บ่มีลูกหลวงหลาย กวางทรายจักหนีเสียเหล่า ก็เพราะเสือโคร่งเถ้าไต่เทียวจง ราชะหงษ์จักหนีเสียสระ ก็เพราะสระอันนั้นบ่มีดอกบัว ญิงจักหนีเสียผัว ก็เพราะผัวขี้ไร้ หาเข้าของบ่ได้ ญิงร้ายหากดูแควน เมียค่ายแคนแหนงหน่าย เพราะผัวบ่ช่างเบี่ยงบ่ายขงขวาย คำโบราณฅนทังหลายกล่าวไว้ ก็มาได้แก่ตนกูนี้และนานางเฮยฯ
มนุสฺสินี ฝูงญิงลามแถ่วเถ้า เพิ่นก็ยังอยู่กับลูกเต้าและผัวขวัญ พร้อมเพียงกันเอื้อมข้าง ญิงฝูงเป็นแม่ร้าง เพิ่นก็ยังอยู่ฅนเดียว ไผบ่ห่อนเขี้ยวมาฅ่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ฯ มญฺเญ รอยนางบ่ร่ำเพิงหา ยังสามขาพ่อลูก อันสร้างผูกสมภาร ในดงดานป่าไม้ จะใจ้อยู่ดอมดาย ตูข้าทังหลายยินลำบาก อดทุกข์ยากเหลือใจ มึงนางไปป่าแต่เช้า จิ่งเขี้ยวเข้าสู่กุฎี ด้วยรัศมีพระจันทร์ช้อยโชติ อันนี้หล้างเป็นโทษแก่มึงนาง อันเทียวกลางป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้ดงหนา

เมื่อกูยังเป็นพระยาแต่ก่อน มีพวกน้อยอ่อนมากัน ในสีวีราชขัณฑ์ด้าว อยู่ด่านท้าวเมืองขวาง กูจักตัดหัวมึงนางเป็นเจ็ดบั้งเจ็ดท่อน บ่ละไว้หื้อหย่อนแก่มึงนาง กูบ่ทันหื้อฅนมาขอไว้ คันยับได้เที่ยงจักฟัน ในนครสวรรค์เมืองใหญ่ ตีกลองหลวงไฅว่กลางเวียง จักหื้อฅนมาเรียงกันชุผู้ เพื่อบ่หื้อญิงเหล้นชู้จากผัวตน แม่ญิงและฅนหาไหนก็ได้ ญิงบ่มีไร้หากเหลือเมืองและนา ฯ ยามนั้นแม่ญิงทังหลาย ชุด้าว กลัวแต่อาชญาท้าวเที่ยงชวนกัน บ่หล้างจักกระทำทุจริตกัมม์อันเป็นบาป ดั่งมึงนางสักฅาบแท้ดีหลี ฯ พระระสีกล่าวคำอุบาย เพื่อหื้อนางหายโศกไหม้ ท้าวไท้ใส่คำหลาย ด้วยอุบายผิดแผก ใจจิ่งจักแตกหลายทาง
ส่วนนางมัทที ได้ยินคำพระระสีหน่อท้าว ด่าคำห้าวเหลือใจ อกร้อนปานไฟวะวาด ทรงยศราชหนักเท่าฟ้า สังบ่เยื้อนหน้าและหูฟัง ยังเสียงดังมี่ก้อง นันทั่วท้องดงหนา ฝูงสัตว์มาเหลือแหล่ เพื่อจักมากินแก้วแม่สายสรี คือราชะสีห์ตัวกล้า เสือโคร่งถ้าหนทาง เสือเหลืองครางกลางป่า ข้าตกขะพ่าแท้ปูนกลัว หนังหัวพองยะเยือก ข้าเลิกกระพุ่มมือ ตั้งขึ้นเหนือหัวก่ายเกล้า คึดต่อเจ้าจอมใจ มันเป็นสันใดแก่ข้า ดินและฟ้ามืดมัวตา ทุกทิศาเหลือแหล่ ข้าก็หันแผ่ผิดผวน ทิศาทังมวลดูหลาก มัคคาว่าหากเจ้าบ่รู้ ว่าข้าไปเหล้นชู้จากพระเมือง คันพระบุญเรืองบ่เชื่อข้อย ข้าน้อยขอสาบท ต่อหน้าพระทรงยศผ่านเผ้า พระปิ่นเกล้าจอมขวัญ
ขออาราธนาขุนสวรรค์อินทาเจ้าฟ้า ทังพระกุมภกัณฑ์แก่กล้า ทังพรหมสามหน้าจุ่งเล็งหัน ทังเทวดาอันอยู่สวรรค์ทิพย์เนตร ในโขงเขตชุมพู อันอยู่รักษาห้วยรูแม่น้ำ ที่ย่านกว้างวังวน พายบนหนอากาศ พายใต้ลวาดธรณี จุ่งเป็นสักขีแก่ข้ามัททีนุชนาฏ ขอหมู่เทวราชจุ่งเล็งเห็น ทังพระกุมภกัณฑ์และกุมภัณฑ์นาคน้ำ จุ่งมารู้พร่ำส่องสัญญา แสนโกฏิ์อมราจุ่งรู้ คันว่าข้าไปเหล้นชู้จากจอมธรรม ขอจุ่งกระทำตามโทษ หื้อข้าน้อยโสดสิบหาย วอดวำวายวินาศ หื้อเมี้ยนชาติอินทรีย์ ตกอเวจีต่ำใต้ ไฟนรกไหม้แผ่ผายผับ แสนแสงไขยกัปป์อย่าเงยงอก อย่าหื้อพ้นออกดีหลี ในอเวจีเที่ยงเท้า
แม้นพระพุทธเจ้าโปรดสงสาร ตรัสสัพพัญญูตัณญาณเอนก ทังพระปัจเจกและอรหันตา สังขยามากกว่าเม็ดหินทรายในน้ำ แสนโกฏิ์ก้ำนที อย่ามัททีได้หันและไหว้ พระบาทไท้สักองค์ เพราะว่าใจจงคดเคี้ยว ลัดเลี้ยวแก่ผัวขวัญ
เทวดาจุ่งเล็งหันชุด้าว ทุกเทศท้าวดีหลี คันข้ามัททีบ่มีโทษ เหมือนท้าวไท้โจทนา ก็หื้อข้าอายุฑีฆายืนยิ่ง พ่ำเรินเจ้าจอมมิ่งราชา อย่าหื้อมีอาพาธาเจ็บบาท อย่าหื้อมีพยาธิ์กังวล ขอหื้อเทียมตนพระบาท แม่นเกิดมาแสนชาติ ข้าม่อนขอเป็นเทวี ข้าบ่รู้หนีเสียจากเจ้า เทียมพระนั่งเกล้าเพศเพียงเงา
คันข้าบ่รักองค์เลายอดฟ้า จักหื้อข้ารักแก่ฅนใด ข้าพ่ำเรินพระสายใจฅิ่นข้อย แต่เมื่อยังหนุ่มหน้อยสาวจี ได้สิบหกปีปลายรอด ไป่รู้แจ้งจอดการญิง ขอพระจุ่งฅนิงดูก่อน อย่ารีบกระทำร้ายข้าม่อนมัทที พระยังปองเป็นชีอยู่ป่าไม้ โทษข้าไท้บ่เคยมี ข้าแต่พระระสีเจ้าฟ้า ข้าจักไปออกหน้าดังฤาดี ว่านางมัททีมีชู้ ฉลาดรู้ความเข็ญ เพิ่นจักทือว่าข้าเป็นญิงใจบาป เพิ่นจักทือว่าข้าเป็นญิงร้ายหยาบมาตุคาม เพิ้นจักทือว่าข้านี้มักกามหลายหลาก เพิ่นจักทือว่าข้านี้ไปเหล้นชู้จากผัวขวัญ ชาและนา ฯ

พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าฟ้า ข้าบ่ว่าจักก้มหน้าสู่อเวจี ใจข้ามัททีไหววะวาด สะดุ้งหยาดปูนกลัว มือทูนหัวกราบไหว้ กลางป่าไม้เรียงราย ยังทิศะทังหลายเหลือแหล่ ข้าหันแผ่ผิดผวน ทิศะทังมวลดูช้อมแควบ สายฟ้าแมบมุงเมือง ฝูงเสือเหลืองและเสือโคร่ง ร้องเสียงส่งก้องคีรี ราชะสีห์มาอยู่เฝ้า ที่ข้าจักไต่เต้าเทียวมา ข้ายอมือสาหว่านไหว้ จะไจ้ขอหนทาง พระยาเนื้อจิ่งวางหลบหลีก เต้นหลีกฟีกทางเทียว ข้าจิ่งเขี้ยวมายามฅ่ำ ตาวันตกต่ำพ้นเวลา ขอพระราชาผายโปรด อดโทษแก่ข้าเมียกำพร้าพ่อปางเดียวก่อนเทอะ ฯ
ข้าแต่พระระสีตนบุญกว้าง อยู่ประเทศท้างดีหลี อันว่าไกสรราชสีห์เหลือแหล่ อย่าได้คั้นแม่ทังกลม สองอารมณ์ทังคู่ สัตว์ป่าล่าลู่เอาหนี ฝูงเสือหมีแลจะแฅ่ อย่าได้กระทำร้ายแก่ลูกแก้วทังสองแด่เทอะ ฯ ข้าวิงวอนดั่งนี้ไจ้ๆ จิ่งร้องไห้วางวอน ขอหนทางมาทังฅ่ำ ข้าน้อยพร่ำเขี้ยวมา ส่วนพระยาเสือโคร่ง คิ้วค้อมโก่งเสือเหลือง มานอนเนืองสะพรั่ง ข้างคับคั่งมัคคา ในทิศากลางป่า ข้าร้องไห้ว่าวอนขอ เนื้อมิคายอหัวหลีก เต้นเว้นฟีกทางเทียว ข้าจิ่งได้เขี้ยวมาทังฅ่ำ เข้าสู่ย่ำศาลา ขอพระราชาอดโทษแก่ข้าน้อย ขอพระยอดสร้อยปรานี ก่อนเทอะ ฯ
อถ มหาสตฺโต ส่วนพระเวสสันดรหน่อท้าว บ่ต้านถ้อยกล่าวคำดี เซิ่งราชะมัททีสักคำนั้นแล ฯ ส่วนรัศมีพระอาทิตย์เรืองใสส่อง ในแห่งห้องยุคันธร พระเวสสันดรเจ้าฟ้า บ่อว่ายหน้าล่อสักคำ ส่วนราชะมัททีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ถนัดใจ น้ำตาไหลอาบหน้า ทุกข์เท่าฟ้าเรรน เพราะรักลูกตนไจ้ๆ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อหํ ปติญฺจ ปุตฺเต จ อาจริยามิว มาณโว โอยนอ….
ข้านี้นาก็มาพ่ำเริญการผ่านเผ้า กับด้วยลูกเต้าแม่ทังสอง แม่ก็ปองกระทำเพียรติดต่อ ปฏิบัติตามพ่อยาวยืน ทุกวันฅืนฅ่ำเช้า พ่ำเริญพระราชาเจ้าแท้ดีหลี ข้าบวชเป็นระสีอยู่ในเถื่อน อยู่เป็นเพื่อนพระสร้างสมภาร พ่ำเรินการเก่าเกื้อ ผ้าเสื้อย่อมหนังเสือ เอาใจเจือทุกข์ไร้ หาลูกไม้มาฉัน ข้าไปทังวันฅ่ำเช้า หาเลี้ยงลูกเต้าสองสรี และนาฯ
อิทํ สุวณฺณหาลิทฺท ํ อันว่าเข้าหมิ้นฅำงามชื่นช้อย แม่ก็เอามาหื้อนางนาฏน้อยกัณหา หมากขะตูมตืนต้อง แม่ก็เอาหื้อคิ้วค้อมก่องชาลี ลูกไม้สุกดีแล้วแม่ก็เอามาหา สองโสภาเฮยแก่นไท้ จุ่งมาเหล้นดอกไม้อันกูแม่นำมานี้เทอะ ฯ
อิทํ มูลผลํ ดอกบัวขาวงามจะจ่อน หมากอ้อยอ่อนเอาใจ หมากซางใสบ่เศร้า ทังหมากเต้าและหมากฟ้าเฟืองไฟ หมากกระจับใสลูกใหญ่ ขนุนสุกใหญ่มียวง ลูกไม้พวงหลายหลาก น้ำมิ้นหากเจือจาน อัญเชิญพระภูบาลเลิศแล้ว จุ่งเรียกลูกแก้วมาเสวย แด่เทอะฯ
ปทุมํ ชาลิโน เทหิ อั นว่าดอกบัวบานเลิศแล้ว ท่านจุ่งหื้อลูกแก้วชื่อชาลี ดอกโกมุทดีบานแบ่งสร้อย ท่านจุ่งหื้อแก่นาฏน้อยกัณหา จุ่งเล็งขาทัดทรงดอกไม้ ขับฟ้อนแล่นใช้พอดี ทังกินรีเฟือนฟ้อน เหยาะเหยียบหย้อนลีลา ทัดบุปผาเกี้ยวเกษ คือดอกสลิดเทศมะลิวัลย์ กฤษณาตัดกันหอมหื่น ปูนสนุกชื่นเชยใจ ขับเสียงใสตื่นต้อง สองพี่น้องจ่องจูงจำ ชาลีนำฟ้อนก่อน กัณหาอ่อนขับขาน ขับเสียงหวานใช่ช้า ดั่งนางฟ้าวิมานสวรรค์ ขออัญเชิญพระนักธรรม์อยู่เกล้า จุ่งเรียกลูกเต้าออกมาพันเชี่ยวรา ฯ
อันว่านางกัณหางามชื่นช้อย ขับอ่อนอ้อยเสียงใส ดั่งเสียงแมงใยและแมงว้าง ร้องที่ข้างเขาฅำ เป็นระบำถี่ถ้วน กลมเกลียวล้วนควรละเมา กับชาลีเอาลูกแก้ว กูมารอดแล้วบ่หันไหนนี้ชา ฯ

อโห วต ทุกขํ โอยนอ…. ราทังสองนี้นา ก็มาทุกข์โศกเศร้าเสมอกัน เพราะว่าไพร่อาธรรม์จำจาก ขับราพรากเรรน อุ้มลูกตนเทียวไต่ ดั้นป่าไม้ใหญ่ดงตัน เกาะกุมกันพลัดพราก เพราะวิบากสองรามี ไพร่ราวีทุกข์ยาก ขับราพรากเสียเมือง พระบุญเรืองเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน คือชาลีใสยอดแย้ม กับแก้วยอดแต้มกัณหานี้ชาฯ
สมเณ พราหมเณ ดังข้าจักร่ำเพิงดูนี้ ชาติแล้วได้ด่า คำร้ายว่าลวงผิด แก่เจ้าตนกระทำพรหมจารีตทรงเพศ ตั้งใจเจตน์เป็นชี ถือคองดีใช่ช้า หวังขึ้นฟ้าเถิงสวรรค์ วิมานมาทันฅืนครอบ ลับเลี้ยวลอบจูงนำ เพราะว่าอาธรรม์ได้ด่า ฤาได้กระทำกรรมวิบาก เอาลูกเนื้อพรากเสียกัน วิบากมาทันตอบท้า จิ่งบ่ได้หันหน้า ลูกกำพร้าทังสองและนาฯ นางก็ยกมือสากราบไหว้ เพราะบ่หันสองลูกแก่นไท้ แสนโศกไหม้วอนทรวงมากและนา ฯ
เอวํ วิลมานา นางมัททีเจียรจาฅะฅ้อย ท้าวบ่ตอบถ้อยสักคำ นางมีตนอันสั่น เซซัดปั่นไปมา เช็ดน้ำตาจะใจ้ นางร้องไห้แล่นไปพลัน ด้วยรัศมีพระจันทร์เรืองใสส่อง นางแก้วท่องเทียวมา หาสองโสภาบ่เว้น เคยแล่นเหล้นแต่แดนใด นางก็แล่นไปหาเซาะไซ้ เป็นต้นว่าใต้ชุมพู นางก็ไปเล็งดูทุกสลอก ที่ข้างขอกอาศรม ริมจงกรมแลโรงน้ำ ที่ใกล้ก่ำโบกขรณี ที่นทีห้วยหาด ทุกที่ตาดเหวผา ทุกรอมฅาเรือนฅุ่ม ท้องห้วยลุ่มและบนดอย นางไปเล็งคอยรอดแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่ทางใด ทังร่มไม้โพธิ์ไทรและนิโครธ ไม้แก้วโกฏิ์ตักกัน จุกยืนชันทุกที่ นางก็ไปที่เล็งหา บ่หันสองปุตตาแก่นไท้ นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิเม เต ชมฺพุกา เวติ โอยนอ…

อันว่าไม้ชุมพุมีเหลือแหล่ ด้าวนี้แต่อาราม ยางพรายงามสูงยิ่งไม้ไรกิ่งสูนกัน ไม้นาวกานและบุนนาก เป็นดอกหมากพูพวง ในดงหลวงข้างขอก ไม้ขัดมอกและจำปา ดอกสะบันงาหอมยิ่ง ขาเคยหน่องกิ่งเกาะแขน หันทุกแดนที่เหล้น กำดอกเต้นผุยผาย ไม้ทังหลายพร่ำพร้อม หมากกวิดอ้อมดงเขียว สองสรีเทียวฅ่ำเช้า หอมกลิ่นเล้าติดตน ลูกสองฅนเฮยเจ้าแม่ บ่หันแล้วแต่อันมานี้ชานอ ฯ

อสฺสตฺถา อันว่าหมากขนุนเป็นลูกเหนือเจือค่า หมากแป้งป่าเป็นพวง นิโครธาหลวงชื่นช้อย กวิดใหญ่น้อยแกมกันไม้อุกตันกิ่งค้อม อ้วนอ่อนน้อมไปมา ในดงหนาถ้วนถี่ ก้านค้อมควี่ในไพร ไม้ยายใยเป็นหมู่ กูยังหันพร้อมอยู่ทุกอัน เท่าว่าบ่หันสองจอมขวัญลูกแก้ว ตายแล้วแก่ทางใดนี้ชา ฯ

อิเม ติฏ?ฐนฺติ อารามา อันว่าอารามเพียงระรื่น ปูนสนุกชื่นเย็นใจ น้ำเย็นใสท่ากว้าง ไหลแต่ท้างสระมา ฝูงปูปลาเหนี่ยงเหนี้ยว เหล้นสอดเสี้ยวไปมา ทังปลาฝาและเต่าน้ำ มีสุขล้ำชื่นชมฟอง สรีบัวทองทังฅู่ เคยเหล้นหมู่ปูปลา หว้ายไปมาขึ้นล่อง อว่ายหน้าจ่องจูงกัน ตาวันลงใกล้ฅ่ำ สองพี่น้องร่ำรนหา แม่มาดาก่ำพร้า แล่นมาอยู่ถ้าทางกู วันนี้พ้อยบ่มาชูหน่วยหน่อง จูงจ่องแม่ข้างศาลานี้ชา ฯ
วิวิธานิ รุกฺขชาตานิ อันว่าดอกไม้หลายชื่นช้อย บานเบ่งสร้อยพูพวง เกียงเหมยหลวงและกัณณิเกษ สลิดเทศหอมไกล ดอกซอนใบก้านกิ่ง มีทุกสิ่งบุปผา ในดงหนาพร่ำพร้อม ยายหยาดอ้อมพลูเขียว สองศรีเทียวเก็บดอก สองพี่น้องหยอกชิงกัน แถวดอกไม้หวันเกี้ยวกอด หอมรอดเท้าติดตน ลูกสองคนแก่นแก้ว พลัดแม่แล้วรอยตายและนาฯ
ผลานิ อันว่าลูกไม้มีหลายสิ่ง เป็นทุกกิ่งเจือจาน ทังหมากหำฟานและหำรอก ทังแหนหมอกและนมงัว กินหวานนัวส้มฝาด ทังหมากหาดและหมากพิน ลูกไม้ดีกินหลายชื่นช้อย ลูกอ่อนน้อยแม่เคยบิดกิน สองนรินทร์พี่น้อง ไปอยู่แห่งห้องหนใด นี้ชาฯ

อิเม โน หตฺถิกา อสฺสา โอยนอ …รูปช้างไชยใสเลยแล่น รูปกวางทรายและหมูเถื่อน ขาชักเหล้นเลื่อนเลยกัน ขาเคยหยุบผันบ่พราก นกจากะพากและยูงคำ เจ้าทรงธรรมตนพ่อ สลักหื้อลูกน้อยหน่อจอมขวัญ เหล้นทุกวันบ่ขาด ก็มีหยาดยายกัน พ้อยบ่หันหน้าสองบัวสวรรค์เลิศแล้ว บ่หันลูกแก้วแม่เทียมใจนี้ชา
ปกฺขีทิชา เ เนื้อนกมีหลายหมู่ ตื่นเต้นสะสู่เต็มไพร ด้วยเสียงนางเดินไปและไห้ หาสองแก่นไท้ปุตตา บ่หันสองโสภาทังคู่ เท่าหันเนื้อนกหมู่เคยมา นางก็ร้องไห้กล่าวคาถาว่า อิเม สามา สลาลูกา ปหุกา กทฺทลีมิคา โอยนอ…
ทรายฅำและกระต่าย วอกก่ายบนเครือ จ่อนแจ้เจือค่าไม้ ลิงรอกใต้สะขี ทังนางนีและแบ้วบ่าง เนื้อนกต่างๆนานา ทังหงษาและไก่น้ำ แล่นชุก้ำชุพาย เห็นอ้มลายหรึ่งเหม้น หกตื่นเต้นไปมา สองโสภาเรืองระร่อย ละเนื้อปล่อยเย็นวอย นี้ชาฯ
อิเม จ หํสา จ โกญ?จา จ อันว่านกหงษ์บินอากาศ นกเขียนอาดบินสูง นกยูงกางปีกฟ้อน จากะพากหย้อนเหยียบหาง โพนดกวางเสียงก้อง นกเป็ดป้องร้องเสียงหวาน สองกุมารเคยผันผูกเหล้น นกตื่นเต้นเรียกว่ากอๆ สองสอบอเฮยพระแม่ ข้าบ่หันแล้วแต่ทุกอัน บ่หันสองแพงพันลูกท้าว ไปอยู่ด่านด้าวแดนใด บ่หันในแห่งห้องแก้ว แม่ร่วมท้องรอดตาย ชะแลฯ
นางบ่หันสองพี่น้อง ในแห่งห้องอาศรม นางปรารมณ์สายสั่น เซซัดปั่นไปมา นางพระยาบ่อยู่ แล่นเข้าสู่ดงหนา มีรุกขาหลายหมู่ ตกสร้อยกู่บังใบ ในดงขวางป่าไม้ บ่หันสองแก่นไท้หนใด นางทุกข์ใจบ่แล้ว นางแก้วกล่าวคาถาว่า อิมา ทาว กุมฺปาโย ปุปฺผิตา สปฺปการิกา ดังนี้ โอยนอ…..
ป่าไม้นี้หลายอะทุ้ม เสียงฅะฅุ้มนันเนือง ดอกไม้บานเรืองงามเรื่อ หอมรสเร้าเผื่อผับดง พู่เผิ้งชมเชยดอก บินเข้าออกชมเชย บ่หากหายเหยทุกเทศ ดอกวิเศษหลายพันธุ์ เขาชวนกันเกาะหน่อง ไม้แหม้นจ่องบิดเอา วันนี้สองนงเลาละไว้ แก้วแก่นไท้แม่รอดท้าว สองโสมสายเฮยเจ้าหล้า ละแม่ไว้เป็นกำพร้าอยู่ลูนหลัง โอยทุกขังแท้และนอ

ท้าวตนพ่อก็บ่ปราไสร ข้าถามอันใดก็บ่ต้านต่อ เยียะหน้าฅักล่อปูนกลัว ว่าข้ามัวกริ้วโกรธ กุมใส่โทษราวี ว่าข้ามัททีมีชู้ จาอวดอู้โกธา ว่าข้าไปเหล้นชู้มายาจากเจ้า ตนเป็นปิ่นเกล้าเหนือหัว เป็นผัวรักแห่งข้า เป็นดั่งแก้วรอดฟ้าผูกกับขวัญ คันว่าเจ้าบ่ปากต่อข้า ได้หันหน้าลูกเต้า และได้หันหน้าเจ้าปากจาดี แม้นทุกข์เฅิงขีข่มไหม้ ก็จักได้ร่ำงับกลับหาย ชะแลฯ
ในเมื่อนางมัททีสรีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้โทมนัส ส่วนพระมหากระษัตริย์อยู่บ่ปาก นางทุกข์มากหิวหน ทังตัวตนสายสั่น ร้อนร้ายปั่นกระหาย ดั่งฅนจักตายดิ้นด่าว เปิบป่าวอยู่เววา กลิ้งไปมาขว้างไขว่ ดังแม่ไก่ไข่บ่จำรัง เจ้ามันชังเคียดใหญ่ กำปั้นใส่สันหลัง ทิ้งตีนขะนังฟันฟาด ฟัดติ้วฅะฅาดผายผัด ก็เซซัดไปมา ดั้นดงหนาขาวเขียว บ่มีเพื่อเทียวหาลูก พอถ้านถูกเถิงถัน อกคับตันดังจักแตก ร้อนร้ายแรกเป็นเปลียว กลางฅืนเทียวต่อรุ่ง นางท้าวมุ่งหันมา ซ้ำมโนมนาไปเล่า หาที่เก่าหลายปาง พายลูนก็ฅืนมาสู่ ในแก้วกู่ศาลา บ่หันสองปุตตาพี่น้อง ในแห่งห้องหนใด นางจะเดินไปบ่ยั้ง ทุกขอกข้างอาราม ทุกดงรามและป่ากล้วย ทุกสลอกห้วยและเครือหนาม ทุกดงงามป่าไม้ ทุกแหล่งไหล้เขาเขียว ทุกรูเปียวปากถ้ำ ทุกท่าน้ำและรอมคา ทุกรูผาเหวหาด ที่ทุกตาดเหวหิน ทุกรูดินและจอมปลวก ทุกบวกน้ำและสระหนอง ทุกหินกองและหินก่อ ทุกผาช่อผาชัน ดอยดงตันมัวมืด นางก็ไปหยืดร้องหา ก็บ่หันสองบัวตราหน่อท้าว ในด่านด้าวแดนใด นางก็มีคำสงสัยไจ้ๆ รอยว่าสองหน่อไท้แม่เมือมรณ์ แท้ชะฤาฯ
สา ปุตฺตโสเกน อันว่านางมัททีสรีรักลูกเต้า สองเจื่องเจ้าเรรน บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ร้องร่ำไห้แล่นไปมา ด้วยวันและเวลาสามฅาบ อันนางหยาบแสวงหา ไปหาแล้วไปหาเล่า ซ้ำที่เก่าหลายที หาสองสรีพี่น้อง บ่หันในแห่งห้องดงรี พอรวายตรีเขี้ยวฅ่ำ นางท้าวพร่ำคณนา นับเป็นวาได้แสนสี่หมื่นวา ก็มีแลฯ

น โข โน ทว ปสฺสามิ เยน เต นิคตา มตา ข้าแด่มหาราชะเจ้า อันว่าลูกเต้าหน่อสายใจ สัตว์ตัวใดเยียะบาป มาคั้นคาบกินขา กาดำๆในป่า ก็มาร้องว่ากาๆ สองกระษัตราเฮยลูกแก้ว รอยว่าตายแล้วจากกูนาง ชะแลนอฯ
เอวํ วุตฺเตปิ เมื่อนางมัททีเจียรจาฅะฅ้อย ท้าวบ่ต้านถ้อยต่อสักคำ นางมัททีสรียศยิ่ง นางท้าวจิ่งอาวรณ์ เพราะบ่หันสองภูธรพี่น้อง แก้วร่วมท้องแม่เทวี พอรวายตรีคืนนั้นรุ่ง พระสุริยะพุ่งสายแสง ตานางแดงดั่งเลือด เพราะไห้บ่เหือดสักยาม หาสองนงรามบ่ได้ นางท้าวไห้สยุบท่าวตาย ท่าวลวงหงายถะแบ่น แทบท้องแท่นธรณี เพราะบ่หันสองสรีลูกไท้ นางท้าวไห้ขาดใจตาย วันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สา ตตฺถ ปริเทวิตวา ปพฺพตานิ วนานิ จ ปุน เทวสฺมํ กนฺตวา สามิ กสฺสนฺติ โรตฺติ ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย จุ่งจักฟังนิยายอันเก่า จักเล่าห้องนางท้าวนงราม มีองคะงามประเสริฐ ดูล้ำเลิศกว่าฝูงฅน ศักดิ์สมงามซะแล้ม สองฝ่ายแก้มยิ่งบัวจีน ตาเขียวนิลดำปลอด แขนส้อนสอดดอกไข ตีนมือใสจะจ่อน เนื้ออ้วนอ่อนผิวนวล ทรงลักขณะควรสะอาด เป็นเชื้อชาติท้าววงษา นางจะเดินหาลูกเต้า ทุกข์โศกเศร้ากังวล ร่ำเรรนปั่นกว้าง เข้าสู่ประเทศท้างดงหลวง คุ่มเครือพวงพงพุ่ม ทุกต้นไม้คุ่มรอมคา ทุกรูผาเถื่อนถ้ำ ทุกท่าน้ำหาดเหวผา บุ่นหนามหนาเถื่อนถ้อง บ่หันลูกแก้วร่วมท้องสิเนหา ฅืนมาสู่ศาลาร้องไห้ ที่จิ่มใกล้ตนเป็นผัว มือทูนหัวกราบไหว้

นางร้องไห้กล่าวคาถาว่า น โข โน เทว ปสฺสามิ ข้าแด่พระเจ้าอยู่หัวเฮยเจ้าข้อย ไปเสียลูกน้อยราไหน สัตว์ตัวใดเคิงคาบ ข้าแล้วคาบกินไกล ว่านกในไพรถ้วนถี่ บ่ได้ยินเสียงมี่นันเนือง รอยว่าสองบุญเรืองตายจาก กำพร้าพรากนมกู ชะแลนอฯ ข้าแด่พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าฟ้า ขอจุ่งบอกข้ารีบเร็วพลัน คันพระจอมขวัญบ่บอกข้อย ข้าน้อยเที่ยงแดนวาย สยุบตายยามงายพูกเช้า จักละพระบาทเจ้าอยู่คนเดียว ในไพรเขียวกลางเถื่อน บ่มีไผเป็นเพื่อนพอสอง และนา ฯ
อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ส่วนนางมัททีสรีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ผ่อเล็งหา ก็บ่หันสองปุตตาพี่น้องในอาศรม นางยอประนมนบพระบาท มรณาตติงตาย ดิ้นสะสายยะยั่น ตากุ้มปั่นเป็นผี ยามนั้นใจพระระสีสายสั่น ใจเจ้าปั่นไปมา ส่วนพระราชาผ่านแผ้ว หันน้องแก้วท่าวทังยืน โสกาวืนวู่ไหม้ ท้าวอดบ่ได้แต่อันเป็นสรมณ์ ยินปรารมณ์เดือดร้อน ทุกข์ยิ่งข้อนโศกา ควรกรุณามีมาก อดลำบากเหลือใจ เพราะว่าอาลัยบ่แล้ว หันน้องแก้วท่าวมรณา ชลเนตรน้ำตาตกซะซู่ เจ้าก็ผุดลุกไปยกหัวนางพระยา ขึ้นพาดไว้เหนือตัก ไห้ร่ำรักเมียมิ่ง คึดทุกสิ่งถนอมใจว่า

โอยนอ… มัททีกูนี้ตายเสียแท้และนอ ว่าอั้นแล้ว เจ้าก็ฅนิงใจว่า มัททีกูนี้ตายแท้ฤาว่าไป่ตาย เป็นสันใดพระจอมใจแก่นไท้ ก็เอามือวางไว้เหนืออก นางพระยาก็ยังดูอุ่น มะมุ่นต้องมือตน ก็ถือเอาน้ำต้นคัณฑีมาประปรายลูบหน้า เมียก่ำพร้าจิ่งชายา พระราชาแก่นไท้ มาอยู่ป่าไม้ได้เจ็ดเดือน หนีเสียเรือนมาบวช สร้างผนวชเป็นชี บ่ห่อนถูกตัวนางมัททีสักเทื่อ ในเมื่อความโศกทุกข์บังเกิด ร้อนไหม้เดือดเรรน บ่รู้ว่าตนเป็นนักบวช สร้างผนวชภาวนา เจ้ามีตาทังสอง อันเต็มไปด้วยน้ำตา ก็ยอหัวพิมพาแก่นไท้ ขึ้นพาดไว้เหนือตัก เจ้ายินรักบ่แล้ว เหตุว่าเห็นนางแก้วสยบตาย พระโสมสายแก่นเหง้า นั่งเฝ้าดูใจเมีย
จิ่งกล่าวว่ามัททีเฮยเจ้าพี่ ทัดที่นี้บ่ใช่ที่ควรนางมาตาย เท่าสองเราดายแก่นไท้ ดังฤามาละพี่ไว้ ตายไปนี้ชา ผิว่านางเมือตาย ในนครหลวงใหญ่กว้าง กรียาอันจักสร้างส่งสะการ ทังปริวารเชื้อชาติ ทังขัติยราชวงศา ทังหมู่เสนาคับคั่ง ไพร่ฟ้าหลั่งถมถอง ชาวเมืองทังสอง จักไหวหวั่นสนั่นก้องโกลาหล ฝูงฅนนานาหลายหลาก พร้อมกันมาเลิกซากส่งสะการ ดาเครื่องบริขารทานทอด อุทิสสรอดนางเมือง เสียงเนืองนันเกิดก้อง ฝูงน้องพี่หมู่อาวอา ญาติกาแห่งเจ้า ก็จักมานั่งเฝ้าเป็นบริวาร ทุกประการแหนแห่ บ่ใช่ว่าจักละคราบแม่หมองดาย และนา ฯ

ดูรานางมัททีสรีสะอาด ปองว่าสองราได้เสวยราชเมืองขวาง และมึงนางตายจาก ชีวิตพรากสันดาน กูพี่จักหื้อสร้างวิมานปราสาท งามวิลาศบวร แต่แม่เรือนนอนเหนือแผ่น แทบท้องแท่นปฐวี ปล่องรูชีสลอด ใส่ตงสอดขัดขวาง เจือแป้นวางลาดเลื่อน บ่หื้อขดฅ้ายเคลื่อนไปมา ด้วยอันช่างไม้หากรจนาตกแต่ง ทุกที่แห่งท่ำกลาง ตีนเจือแป้นวางตงหีด งามประณีตสุวรรณ เสาขอมยันถ้อยถี่ คุงค้ามที่ตีนผังมัน เบ็งจะพาดผันขัดไขว่ ชายหลวงใส่มุงดี ตั้งยองปลีและกาบจว้า แต่งมุขหน้าออกทุกพาย ทังขันหงายชายฅวบ รูปนาคอวบหลังจอง ยอหัวยองหลังกูบ เอาอกอูบหลังชาย ขันคว่ำหงายยายเถียวถอด เรียวรุดรอดเถิงปลาย ประดับแดงดำลายก้านกาบ เหลื้อมมะมาบมีวรรณ
กระบานใบขันแนวนีด จักหื้อช่างขีดลายลวง ลายดอกดวงเกี้ยวรอด บี้เบ้อสอดบินตอม เสาขอมประดับด้วยแก้ว เรืองร่างแล้วด้วยฅำแดง พร่องพรายแสงด้วยโกฏิ์ งามสะโรจรังษี ประดับมณีแต่งตั้ง ทังสี่แจ่งจตุรา รูปเทวดายืนถ้อยเถียบ ตีนจับเลียบประนมกร งามบวรซะแล้ม ลายช่างแต้มสัพพะอันมี ทังรูปกินรีแอ่นฟ้อน รูปกินนรย้อนหลัง ถือปุบผังดวงดอก กิ่งก้านออกเพิงพาว รูปเดือนดาวและอากาศ รูปฟ้าหยาดกลางหาว รูปนางสาวใส่สร้อย ข่ายหิงห้อยประตูโขง ผ้าพับวงยาบย้อย แขวนข่ายสร้อยใบไร มีทังทุงไชยและทุงช่อช้าง ยายแลบข้างฉัตรคำ ขาวเขียวแดงดำด่าง หม่นเหลื้อมหย่างยายตาม สิ้วสองงามยะยาด
รูปนาคะบ้วงบาศก์เกี้ยวตีนโรง เครือดอกดวงเกี้ยวก่าย สิงห์มอมม่ายหมาหนี ทังกินรีแลเถื่อนถ้ำ ครุฑนาคน้ำมังกร รูปม้าอัศดรตัวองอาจ รูปช้างแก้วราชกุญชร งาเงยงอนเง้าเงื่อน ใหญ่หน้อยเพื่อนพังพลาย รูปงัวควายอุสุภราช รูปนกจากะพากแลหงสา รูปมิคาเทียวตีนข่าย รูปช้างม้าก่ายงวงงา รูปพยัคฆาตัวองอาจ รูปเสือโคร่งหยาดยังยาย รูปตัวกลายแลกระแตกระต่าย นกเขียนม่ายหัสดีลิงค์ อิงฅนิงแลการวีก แขกเต้าปีกเขียวจี สัพะสัพพีรูปงูรีและงูเงี้ยว แมบลิ้นเกี้ยวเครือหนา ทังปักขีทิชาแบ้วบ่าง บี้เบ้อซว่างบินบน ดอกดวงสนเกี้ยวกอด บินดั้นสอดไปมา นกปะทาและกาป่า กาน้ำฝ่าเฟืองฟอง รูปไก่หยองและเป็ดพาบ รูปกาลาบและตระเหวา รูปนกเขาและนกขุ้ม มีเป็นชุมเป็นหมู่ จับไม้อยู่เหนือคอน รูปกินรีนรอนม่ายฟ้อน ยายเหยียบหย้อนหากัน มีหลายพรรณหลายหลาก รูปนาคน้ำนาคี อัสสหัตถีช้างม้า หลายหลากหน้าเสือสิงห์
รูปผู้ญิงโสมแสล้ม ชายจูบแก้มเล้าโลมใจ รูปเมฆะไหลเดระดาษ เครือวัลย์วาดสมตัว ดอกบัวบานสะอาด ดอกพ้านพาดเจจน ดอกนิโลบลเขียวอะทุ่ม ดอกแก้วหนุ่มแกมกัน เครือวัลย์หวันสะอาด ปราสาทแก้วแววยูง กองหลัวสูงร้อยชั้น ไม้แก่นขั้นจันทน์แดง สมุนแว้งมันซวะซวาด ปราสาทแก้วเรียงราย มีเชิงชายงามสะอาด น้ำแต้มหยาดเพิงพาว ดำแดงขาวหยดหว่าง แมงพู่ซว่างชมละออง เอนกนองแสนสิ่ง ข่ายหิงแก้วทุกพาย ตระบอมคว่ำพี่จักใส่รูปม้าน้ำตัวกลาย ตระบอมหงายพี่จักใส่แก้วแว่น ตีนแท่นหั้นพี่จักใส่ลายวง ประตูโขงพี่จักหื้อแต้มรูปเทวดาถือดอกไม้ ประนมมือไหว้อยู่ซอนลอน ลางฅนพี่จักหื้อแต้มรูปทิพยาธรงามพ้นแป่ง ลางฅนพี่จักหื้อถือจามรแกว่งกวัดไกว ลางฅนพี่จักหื้อถือฉัตรใบไรหยาดย้อย ลางฅนพี่จักหื้อถือข่ายสร้อยและหางยูง ฝ่ายหลังคามุงพี่จักหื้อแต้มลายฟ้า ฝ่ายมุขหน้าพี่จักหื้อใส่ลายคำ ลายขะแจจำถ้วนถี่ ลายกาบควี่บานใบ ยายย้อยไกวยะยาบ เหลื้อมมะมาบส่องแสงสี มีทังพัดวีพัดพร้าวและจามรีดูยิ่ง ใต้ฟ้ากริ่งสถาน เพื่อส่งสการน้องแก้วพี่ ทุกด้าวที่แจจน ฝูงหมู่ฅนจักมาม่วนเหล้น ชักเชือกเต้นหกกะโดง ฝูงฅนโถงจักหื้อที่พาทย์ฆ้อง เสียงตื่นต้องด้วยสัพพไชย สระไนจักหื้อสั่น สนั่นด้วยเบ็งตรา จากับด้วยเสียงปี่ นันทุกที่อือทือ ลางฅนพี่จักหื้อตบมือตางแส่ง จักหื้อมีเรื่องเหล้นหลายประการ เป็นประหมาณดังกล่าวแล้ว
พี่จักแต่งไฟม้าแก้วแล่นตามดิน พ่องก็พาบินเร็วแล่น บอกไฟช้างแฮ่นเสียงคราง บอกไฟรูปม้าตกหางเต้นตว่าง บอกไฟรูปกว่างป่วงจับหลังชาย บอกไฟรูปงัวผายเสียงส่ง บอกไฟรูปควายจ่งจับบน บอกไฟรูปแรดโยนปาวเปิบ แล่นผะเผิบเลยกัน แล่นพอมควันงะหงาด เป็นดังสายฟาดธรณี ฝุ่นผงธุลีพอมืดคุ้ม อากาศกุ้มพายบน บอกไฟรูปฅนก็ว่าจักแล่น บอกไฟรูปม้าก็จักริแฮ่นตามเสียง สัตตะสำเนียงเกิดก้อง นันทั่วท้องสากล พายบนหนอากาศ ผู้จักหื้อช่างฉลาดแต่งไฟยิง หนใต้พี่จักหื้อแต่งรูปสิงห์ไว้ถ้า ขึ้นขี่ม้ายาดยิงบน หนวันตกพี่จักหื้อแต่งไฟโยนรูปช้าง แล่นขึ้นม้างกองฟอน หนเหนือจักหื้อแต่งทิพยาธรและนางฟ้า ขึ้นขี่ม้าอัศดร หัวก็งอนน่องก็อ้า ดั่งว่าจักขึ้นฟ้าก็บ่หน แล่นขึ้นสะสนสะสาด ขึ้นเจาะโขงปราสาทแก้ว เจาะแล้วแล่นลงมา นางเทวดาพ้อยแล่นขึ้น เจาะแต่พื้นลายวงโขงปราสาทแก้ว เจาะแล้วแล่นลงมาบ่ติง นางสิงห์พ้อยแล่นขึ้น เจาะแต่พื้นขันหงาย ลงลวดยายกาบจว้า ติดช่อฟ้าและป้านลม หนวันออกพี่จักแต่งไฟเข้าตอก ทังไฟดอกและไฟขวี รูปมอมพีตัวใหญ่ ไต่เชือกขึ้นจับโขง รูปไฟยนต์หงษ์และนกยูงตัวมีปีก ขึ้นฟ้อนฟีกกันลง ลือทั่วโขงเมืองใหญ่ สะท้านไฅว่ผืนธร แก่นปูนวอนแกมโศก เป็นที่เล้าโลกสงสาร ด้วยประการดั่งนี้แล้ว
ไฟม้าแก้วแยกเป็นเปลียว ควันไฟเขียวมัวชะโชติ (ลางสำนวนว่า-ควันไฟเขียวติดซวะซวาด น้ำแต้มหยาดกองหลัว ควันไฟมัวชะโชติ) โสลดขึ้นกลางหาว ปานดังดาวอยู่ยังฟ้า ยามนั้นกูพี่จักแหงนเหงี่ยงหน้าผ่อเล็งดู ขึ้นพระพรู่ตกพระพรั่ง เป็นคู่หลั่งไหลตาม เป็นไฟงามย้อยดอก ปานเข้าตอกเต้นประปราย ไฟสะหงายดอกน้อย ขวีดอกสร้อยแจจน สะโพกลนล่วนแตก ไฟม้าแยกแก้วเป็นเปลียว ควันไฟเขียวติดช่อฟ้า มานค่าอ้าปานจักบินบน ลมกิดกิวปั่นเค้า ปานดั่งจักยกเอาหอปราสาทเจ้าแม่เมือบน กระทำการสันนี้แล้ว จิ่งจักเป็นโบราณ ส่งสการนางพระยามาแต่ก่อน และนา ฯ

ภทฺเท ดูรานางสายใจเฮยเจ้าพี่ บัดนี้มีแต่กูพี่ผู้เดียว อยู่กลางไพรเขียวป่าไม้ กูพี่จักได้อันใดมาส่งสการ นางนงคราญอันมาตายกลางป่าไม้ นางเท่ามาละกูพี่ไว้ตนเดียว ผู้ใดจักมากลางไพรเขียวป่าไม้ ผู้ใดจักมาช่วยกูพี่ตุ้มหัว นางหนุนหมอนและห่มผ้า ผู้ใดพ้อยจักมาตักน้ำซ่วยหน้าแม่อุดม ผู้ใดจักมาสางผมแม่หมวดเป็นเกล้า ผู้ใดพ้อยจักมาอุ้มเจ้าใส่เหนือตัก ผู้ใดพ้อยจักมาวักน้ำลูบล้าง ผู้ใดพ้อยจักมาฝ้านต้างใส่สองหู ผู้ใดพ้อยจักมาอิ่นดูนางน้องไท้ ผู้ใดพ้อยจักมาส้อมดอกไม้เหน็บเกศเกล้าเกษา จักมีใผฅนใดชาจักมาเอาจันทน์มัณฑาลูบไล้ ไผจักมาเป็นเพื่อนไท้ กูพี่ไห้หาแม่เหิงนาน นั้นชาฯ
ภทฺเท ด ูรานางสายใจพี่เฮยผู้ฉลาด ดั่งฤามาเสียตนเจ้าขาดกลางดง กูพี่จักได้ปลงซากเสียกลางป่าไม้ กูพี่เท่าจักก้มหน้าไห้ผ่อดอมดาย ด้วยปริยายปางเปล่า เอาสองหัวเข่าเช็ดน้ำตา เพราะว่ากูพี่มาเสียนางงามและหาบ่ได้ กูพี่จักก้มหน้าไห้อยู่ดอมดาย ชาและนา ฯ ดูรา นางสายใจพี่เฮยกำพร้า ตระหมอดหนาเข็ญใจ บ่ว่ากูพี่บ่อาลัยและแกล้งนางไว้ ดั้นป่าไม้ตายไปนั้นแลนา ฯ

พระมหาสัตว์เจ้า แสนโศกเศร้ากังวล บ่อาจจักทรงตนอยู่ได้ ก็ร่ำร้องไห้เรียกขวัญนางว่า ๓๒ ขวัญนางอย่าไปล่าประเทศท้องที่พนาลัย ขวัญนางอย่าไปล่าดงไกลเหวหาดห้วย ที่น้ำไหลหลิ่งด่านผาชัน ๓๒ ขวัญนางอย่าไปอยู่ป่าไม้จวงจันทน์ ที่ดอยดงตันหนาหลืบแหน้น ขวัญนางอย่าไปคัดคั่งแค้นมากมัวเมา ฯ บัดนี้กูพี่เป็นผัวก็มาก้มหัวเรียกร้อง ๓๒ ขวัญนางมัททีนาฏน้องจุ่งรีบเร็วมา ว่าลุกขึ้นมาเทอะยอดสิเนหาเทียมเท้า เป็นที่เหนาะหน่องน้าวชื่นเชยใจ ลุกมาเทอะแม่สรีนงวัยหนุ่มเหน้า ฐานะที่นี่บ่ใช่เป็นที่เจ้าเมือมรณ์ ลุกมาเทอะแม่มัททีผิวออนพี่เฮย แม่คอกลมตกปล้อง เต็มว่าบ่หย้องก็หากดูงาม ทัดที่หนี้เป็นกลางดงรามป่าไม้ บ่ใช่เป็นที่แก้วแก่นไท้แม่ควรดีตาย มีแต่สองราดายอยู่กลางเถื่อน จักมีไผมาเป็นเพื่อนพิงเพา จักมีไผมาช่วยกูพี่เอานางอาบน้ำ ไผจักมาช่วยค้ำสระสรง ไผจักมาหวีผมแม่หมวดเป็นเกล้า ไผจักมาเป็นเพื่อนเฝ้าแม่จอมสรี โอ๋ยนอ….

นางมาละทังเสียมคันรีและกระเช้า มาละทังไม้เท้าและหนังเสือ มาละทังเปลือกไม้เจือเลื่อนลวาด มาละทังสลาดและคันยู นางบ่อิ่นดูพี่สักหยาด ดังฤานางมาขาดใจตาย ลุกมาเทอะแม่โสมสายเฮยสร้อยฟ้า ลุกมาเทอะเมียก่ำพร้าฅิ่นเทียมองค์ ทัดที่นี้เป็นกลางดอยดงเถื่อนถ้ำ เถิงย่านน้ำแก่สายธาร ลุกมาเทอะแม่สรีนาคารใจกว้าง ลุกขึ้นมาเป็นเพื่อนกูพี่อยู่สร้างภาวนาธรรม ก่อนเทอะ ฯ

ดูรา ราชะมัททีสรีจอมนาฏ เป็นเมียรักราชเทียมใจ ส่วนพระยาสญไชยตนพ่อ คึดใจต่อสิเนหา ร่ำเพิงเถิงราพี่น้อง อันเป็นเพื่อนพ้องวงศา มาอาราธนาเอากูพี่ เมือเป็นเจ้าผืนธร เมือเสวยพระนครหลวงใหญ่กว้าง ชวนไพร่ฟ้าสร้างเมืองมูล คันกูพี่ได้เป็นขุนเสวยราช เสด็จขึ้นสู่ปราสาทนิเวสน์ เสวยเมืองตนดังเก่า คันพี่บ่ได้เห็นหน้าเจ้าหากยินผลาญ หล้างชื่นบานพ้อยโศก กูพี่เที่ยงจักไห้วะโวกหานาง ชะแลฯ

อโห วต ทุกข ํ โอ๋ยนอ… ทุกข์กูบ่ใช่หน้อย ฅะฅ้อยอยู่ตนเดียว ฝูงฅนเทียวมีมาก พร้อมทุกปากถามหา เพราะว่ากูพี่มาเสียนางงามหาไหนบ่ไหน กูพี่จักก้มหน้าไห้ว่า นางตาย นางตาย ว่าอั้นเพิงมี ชะแลฯ

มทฺทีปิ โข โลกํ วีตินาเมตฺวา สตึ ปฏิลฺภิตวา ในกาลนั้นนางมัททีสรีอะเฅื้อ เนื้อเกลี้ยงอ่อนโสมสาย นางสยบตายไปหน้อยนึ่งแล้ว นางแก้วก็ตื่นชื่นได้สติฟื้นฅืนมา นางพระยากลัวเป็นบาป ด้วยบ่สุภาพควรละอาย จิ่งษมาถวายกราบไหว้ นบพระบาทไท้ราชภูธร
ว่าข้าแด่พระเวสสันดรเฮยเจ้าข้อย ข้าม่อนน้อยขอขมา เหตุว่าพระราชามาถูกต้อง ยังข้านาฏน้องราชินี ผิดคองดีแห่งพรหมจารีต ด้วยสุภาษิตคลองธรรม พระมาหยุบกำตัวน้อง ด้วยกองข้องสิเนหา กลัวมรณาตายจาก ข้าน้อยหากปูนกลัว พระอยู่เหนือหัวผายโปรด ขอจุ่งอดโทษแก่ข้า เมียก่ำพร้าชื่อมัทที เพราะปรานีลูกรัก บ่รู้จักความถูกและผิด ขอพระจอมจิตจุ่งอดโทษ พอผายโปรดแก่ข้า เมียก่ำพร้าปางเดียวนี้เทอะ ฯ
ข้าแด่พระอยู่เหนือหัวเฮยเจ้าข้อย ลูกน้อยราไปทางใด เอาไปซ่อนไว้ไหนบอกแก่ข้า เอาไปลี้หน้าอยู่ทัดที่ทางใด นั้นชาฯ

อถ มหาสตฺโต เมื่อนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจิ่งกล่าวว่า หื้อรู้ข่าวอันมีว่า ภทฺเท ดูรานางราชะมัทที อันว่าสองสรีหน่อเหน้า พี่ก็ได้หื้อลูกเต้าเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์เถ้าแก่ อันลุกแต่บ้านมันมา รอดศาลาพี่น้อง ขอเอาแก้วร่วมท้องแม่หนีไปในวันวานี้และนาฯ พระมหาสัตว์เจ้า ก็บอกแก่นางหน่อเหน้าราชะมัทที ตามอันมีแต่เค้า ตามพระราชะเจ้าหากโอยทาน วันนั้นและนาฯ
ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ตมชฺช ปุตฺตํ ราชปุตฺตี อสฺสตฺถนฺนํ วิฑิตฺวา นํ เอตทพฺรวิ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย จุ่งจักฟังนิยายอันเก่า จักเล่าห้องนางท้าวนงราม มีองคะงามประเสริฐ ดูล้ำเลิศกว่าฝูงคน เหง้าสมันตราชสืบสายมา ไปเดินหาสองปุตตาผับแผ่น นางท้าวแล่นคืนมา สู่ศาลาดั่งเก่า ใกล้พระบาทเจ้าเวสสันดร นางสยบเมือมรณ์ใจขาด ที่ใกล้พระบาทผัวตน ท้าวจิ่งเอาน้ำต้นคัณฑี พระระสีฟันฟั่ง เหงี่ยงน้ำหลั่งไหลตก มือลูบอกหื้อชื่น นางแก้วตื่นคืนมา จิ่งถามหาสองปุตตาแก่นไท้ ในที่ใกล้พระระสี ยออัญชุลีใส่เกล้า ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ท่านจะไปเสียลูกเต้าราไหน เมื่อนั้นท้าวจิ่งขานไขต้านต่อ อว่ายหน้าล่อเจียรจาว่า ดูรามัททีเฮย อันว่าสองสรีลูกเต้า กูพี่ก็ได้หื้อสองขาเจ้าเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์ผู้นึ่งแล้ว เพื่อหื้อเป็นข้าแก้วแก่มัน ในวันวานี้แล้ว กูพี่ก็ได้บังลับไว้ บ่บอกแก่นไท้เมื่อยามมา เยียวว่านางจักไห้หิวรอดตาย พี่กลัวนางตายเสียกลางป่าไม้ เยียวว่านางบ่ได้อนุโมทนา จิ่มพี่และนาฯ

ทลิทฺโท พราหมโณ ยังมีพราหมณ์ผู้นึ่งนาแม่ ไร้นักแก่ดีหลี บ่มีอันใดสักสิ่ง สุดที่ขิ่งดอมดาย ขงขวายหาเลี้ยงปาก เถ้าลำบากโรยแรง คนเดียวแสวงกลางป่าไม้ เพราะทุกข์ไร้บ่กลัวตาย จิ่งสะพายถงและข่มเท้า เดินเทศเข้ามาขอ เอาสองสอบอพี่น้อง ก็บ่เป็นเพื่อนพ้องราสัง บ่ใช่ว่ากูพี่นี้ชังบ่รักสักหน้อย กูพี่รักร้อยเท่าเทียมจิต กูพี่ปองปิดความตระหนี่เสียแล้ว จิ่งหื้อลูกแก้วเป็นทาน พราหมณ์รีบจับสองกุมารเจียรจาก เอาสองเจ้าพรากไปไกล บ่ทันนางสายใจมารอด บ่ทันนางมาอุ้มกอดเชยชม บ่ทันนางหื้อกินนมและสอนสั่ง บ่ทันนางมาอุ้มนั่งเหนือตัก สองจอมจักรพี่น้อง พราหมณ์รีบจ่องจูงไป นางจุ่งตัดอาลัยหมาดไหม้ อย่าได้ไห้นักกว่าเช่นดีหลี สองรายังเป็นระสีอยู่ป่ากว้าง อดอยู่สร้างสมภาร ค่อยอยู่สำราญฅ่ำเช้า บ่โศกเศร้าสุขสบาย ตนเราบ่ตายพายหน้า ก็จักได้ปะลูกแก้วกำพร้ากลอยใจ แม่นสองขาไปทางใดเจียรจาก บุญอันนั้นก็หากน้าวฅืนมา บ่อย่าชะแลนา ฯ

ว่าอั้นแล้ว ตนแก้วก็กล่าวคาถาว่า ปุตฺเต ปสุญฺจ ธญฺญญฺจ อญฺญํ ฆเร ธนํ ทชฺชา สปฺปุริโส ทานํ ทิสวา ยาจกมาคเต ดั่งนี้เป็นต้น ดูราราชะมัทที อันว่าสัปปุริสะเจ้าตนดีมีประญา คันว่ายาจกเข้ามาสู่ ในที่อยู่ถามหาขอ ก็เพิงหื้อยกยอด้วยง่าย จกจ่ายหื้อเป็นทาน ทังข้าวสารและข้าวเปลือก ทังชิ้นเลือดและไขมัน ทังเงินฅำช้างม้า ทังหมู่ข้าญิงชาย ควรขงขวายหื้อด้วยง่าย จกจ่ายหื้อเป็นทาน นางจุ่งมีใจบานคึดถูก ด้วยอันกูหื้อลูกเป็นทานนี้เทอะ ฯ

มทฺที ปิ โข ส่วนนางมัททีสรีนุชนาฏ จักโอกาสกล่าวคำดี กับด้วยพระระสีผ่านแผ้ว อันประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน เพื่อแลกเอาประญาสัพพัญญูตัณญาณอันเลิศแล้ว นางแก้วจักอนุโมทนา ก็กล่าวเป็นคาถาว่า อนุโมทามิ เต เทว ปุตฺตาเก ทานมุตฺตมํ ตตฺวา จิตตํ ปสาเตติ ภิยโย ทานํ ตโต ภว ดั่งนี้ เทว ข้าแด่มหาราชะเจ้า ข้าอนุโมทนาสาธุการ เซิ่งอุตตมะทานแห่งเจ้า อันประสาทหื้อลูกเต้าเป็นทาน ส่วนว่าฝูงฅนมีคำตระหนี่ หากมาครอบงำไว้ บ่อาจหื้อลูกเต้าเป็นทานแท้ดีหลี ฯ โย ตฺวํ อ ันว่าพระราชาเจ้าตนใด ให้จำเริญแก่ชาวสีพีมวลมาก หากผจญแพ้เสียยังความตระหนี่เสียแล้ว หื้อลูกแก้วเป็นทาน จุ่งมีใจบานชมชื่น ใจต้องตื่นยินดีเทอะฯ
พระมหาสัตว์เจ้าจิ่งกล่าวว่า ดูราราชะมัททีเจ้าพี่ เจ้ากล่าวคำสันนี้เหตุดังฤา ผิว่ากูหื้อลูกรักทังสองเป็นทาน บ่มีใจผ่องแผ้วยินดีดั่งอั้น อัศจรรย์ทังหลายมวลฝูงนั้น ก็บ่หล้างว่าจักเกิดมีชะแล ฯ ว่าอั้นแล้ว พระผ่านแผ้วจิ่งบอกอัศจรรย์ทังหลาย มีแผ่นดินไหวเป็นเค้า แก่นางหนุ่มเหน้าราชะมัททีหั้นแล ฯ

ตโต ในกาละนั้น นางมัททีตนเลิศแล้ว นางแก้วจักกล่าวกิตตนา จาสักเสริญยังอุตตมะทานแห่งเจ้า จิ่งกล่าวคาถาว่า นนฺทาทิตา เต ปฐวี สทฺโท เต ติทิวคฺโค สมนฺเต วิชฺชุลฺตา อาคูติรีนํว ปติสฺสุตา ดั่งนี้ เทส ข้าแด่มหาราชะเจ้า มหาปฐวี อันว่าแผ่นดินหลวงหนา สังขยาว่าสองแสนสี่หมื่นโยชนะ ก็ร้องก้องไหวหวั่นสะท้านลั่นไปมา ก็ด้วยเตชะทานแห่งมหาเจ้าตนเลิศแล้ว อันประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน อันว่าเสียงกิตติลือซา ปรากฎด้วยเตชะทานแห่งเจ้า ก็ตราบต่อเท้าเถิงพรหมโลก ก็มีวันนั้นแลฯ

อกาล วิชฺชุลตา อันว่าสายฟ้าบ่ใช่กาละควรแลบ ก็มาแมบมะเมือง สะเทือนไปเรืองรอด ชุก้ำจอดชุพาย ฯ สาคโร อันว่าน้ำสมุทรสาครก็ข้ำเขือก ฟุ้งยะเยือกตีฟอง เนืองนะนองที่ฝั่ง เสียงสนั่นนันเนือง ยังหิมวันต์ดงเถื่อน เป็นดังจักเลื่อนพังไป และนาฯ อันว่าเทวดาสองหมู่ ยว้ายแย้มอยู่หิมพานต์ ก็สาธุการเกิดก้อง นันทั่วท้องดงรี หมู่นึ่งชื่อขุนสรีใสนารอด ใจแจ้งจอดอนุโมทนา ด้วยใจศรัทธาชื่นช้อย ใจอ่อนอ้อยชมทาน ดังพระยมภิบาลตนสุภาพ อันตกแต่งบุญและบาปตามตรา ก็อนุโมทนาสาธุ เซิ่งอุตตมะทานแห่งเจ้า อันหื้อลูกเต้าเป็นทาน เป็นมหาสมัยกาลปางใหญ่ เหตุว่าพระเวสสันตระใช่สามานย์ และนาฯ

อิติ มทฺที วราโรหา ราชปุตฺตี ยสสฺสินี เวสสนฺตรสฺส อนุโมติ ปุตฺตเก ทานมุตฺตมํ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต เป็นขีณาสวชาติอรหันตา ราชปุตฺต ี อันว่านางมัทที ตนเป็นลูกสาวสรีพระยามัตตะราช มียศอาจลือซา โสภณาแลบล้วน เนื้ออ่อนอ้วนเชียงฅาน มีปริวารแวดล้อม แห่แหนอ้อมไปมา นางก็อนุโมทนาด้วยใจใสศรัทธาบ่เศร้า อันพระประสาทหื้อลูกเต้าเป็นทาน

 

อิติ วุตฺตปฺปกาเรน ด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แล ฯ มทฺทิปพฺพํ นิฏฺฐิตํ สังวัณณนาห้องเหตุมัทที อันประดับประดาไปด้วยคาถาว่าได้ ๙๐ คาถาก็บังคม สมเร็จ เสด็จ ฯ (แล้วเท่านี้ก่อนแล)

 

 

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑๐     สักกปัพพ์
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)    สักกบรรพ์ ๔๓ คาถา

...ข้ามาสู่สำนักแห่งมหาราชะเจ้า ก็เพื่อจักค้ำชูปารมีแห่งมหาราชะเจ้า หื้อเถิงจอมยอดที่สุดที่เมี้ยนแห่งพระพุทธปรารถนา ข้าจักหื้อพร ๘ ประการแก่มหาราชะเจ้า อินทาธิราชเจ้าเยียะจา ก็เยียะรุ่งเรืองด้วยทิพพสยองขึ้นสู่อากาศ ดูวิลาศดั่งสุริยะอันพุ่งขึ้นมาเมื่อยามเช้า เมื่อดั่งอั้น ...

            นโม ตสฺสตฺถุ ฯ เอวนฺเตสุ อญฺญมญฺญํ สมฺโมทนียํ กถํ กเถนเตสุฯ สกฺโก เทวราชา จินเตสิฯ ทวีสุ ทวิขตฺติเยสุฯ

 

ในเมื่อขัตติยะทังสอง คือว่าเวสสันตระระสี และราชะมัททีระสินี ยังผ้งปากต้านเจียรจา เซิ่งกันไปมาด้วยอุตมะทานและโมทนาทาน ว่ากรียาอันเราได้สละหื้อลูกรักทังสองเป็นทานอันอุดม เหตุจักเป็นปัจจัย หื้อได้สัพพัญญูตัณญาณอันประเสริฐแห่งเรานี้เทอะฯ ส่วนราชะมัททีจิ่งกล่าวว่า เทวะข้าแด่พระราชะเจ้า ผู้ข้าก็ขออนุโมทนา อันสละปุตตาลูกรักหื้อเป็นอุตมทานอันประเสริฐ แท้และฯ

            สกฺโก ส่วนอินทาสักกพราหมณ์ตนอันได้ครบทานแล้ว ในเมื่อก่อนปรากฏได้ชื่อว่าสักโก จิ่งร่ำเพิงว่า อิทานิ ในกาละบัดนี้ จักมีชายผู้ใดผู้นึ่ง มีชาติอันถ่อยช้า เข้าไปสู่พระยาเวสสันตระแล้ว ขอเอานางแก้วมัทที ผู้ประกอบด้วยอิตถีลักขณะงามชุแง่ มีวัตรปฏิบัติแก่ผัวตน ก็เที่ยงจักละหน่อพระทสพลหื้ออยู่ ในแก้วกู่กลางดงเขียว แต่คนเดียวในป่าไม้ คันได้นางนาฏไธ้ราชะมัทที จักนำนางหนีไปจาก พระยาเวสสันตรราชก็จักบ่มีผู้อุปฐาก ด้วยลูกไม้หมากหัวมัน คันกูอินทร์ลงลุ่มฟ้า กลายกลับเพศหน้าเป็นพราหมณ์ เข้าสู่อารามพระระสีแล้ว ขอเอานางแก้วมัทที ยังยอดทานปารมีอันท้าวตนนั้นเขาะขิ่งเอาแล้ว บ่ควรหื้อนางแก้วนงคราญ เป็นสาธารณ์แก่ชายผู้ใดผู้นึ่งแล้ว จักคืนนางแก้วมัทที หื้อแก่พระระสีดั่งเก่า เยียะแล้วควรฅืนเล่าเมืองสวรรค์ หากเพิงแท้แลฯ พระยาอินทร์ร่ำเพิงดั่งนี้แล้ว จิ่งลงมาสู่แก้งดงรามพระบาท ยามขึ้นวะวาดแห่งรัศมี พระสุริยะรังษีเรืองรอด วงกฏยอดเขายุคันธร วันนั้นแล ฯ

            ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห ฯ พระพุทธเจ้าจักสำแดงอัตถะ อันนั้นมาหื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาว่า ตโต รตฺติยา วิวสเน สุริยุคฺคมนสมฺปตฺติโก พราหมณวณฺเณ ปาโต เนสํ อติสฺสถฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ส่วนราชะมัททีระสินี อันยังจะเดินไปแอ่วหายังลูกรักทังสอง ด้วยอันลูกรักทังสอง บ่หันในที่ใดที่นึ่งสักแห่ง สุดวิสัยอันจักไปแสวงหาฅืนมาแล้ว นางยังมีพลวโศกทุกข์หากมาครอบงำ ก็สยบท่าวตายลืมฅิง ทัดส่องหน้าแห่งพระยาเวสสันตระตนสามิกา ในฅืนอันใดฯ วิวสเน ในเมื่อเสี้ยงกลางฅืนอันนั้นและรุ่งแจ้ง อินทาธิราช จิ่งมีเพศดั่งพราหมณ์ ก็เข้ามาปรากฏที่ส่องหน้า แห่งขัตติยระสีทังสอง ในกาละเมื่อยามเช้า
            ท้าวจิ่งธัมมะปฏิสันฐานกับด้วยเวสสันตระว่า กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ นุ โภโต อนามยํ กจฺจิ อุญเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ ข้าแด่พระมหาระสีเป็นเจ้า สภาวะอันหาเพียธิบ่ได้ แห่งพระระสีเจ้ายังมีอันชะรือ สภาวะอันหาทุกข์ลำบาก แห่งเจ้าระสียังมีอันชะรือ ฯ ท่านยังค่อยหื้ออัตตะตนเป็นไปด้วยมูละผลา อันเพิงแสวงหาอันชะรือ มูละผาลาน้อยใหญ่ ยังมีมากได้บ่ยาก ยังเป็นไปด้วยอั้นชารือฯ
            เหลือกและยุงทังหลาย มีงูเป็นต้น บ่มีอั้นชารือฯ การลำบากบีบเบียนแห่งเนื้อทังหลาย บ่มีแก่พระระสีอั้นชะรือ ฯ พระมหาสัตว์ จักกระทำปฏิสันฐานกับด้วยอินทาสักกพราหมณ์ จิ่งกล่าวคาถาว่า กุสลัญฺเจ วโน พราหมเณ อโถ พราหเม อนามยํอุนเฉน ยาเปถ อโถ มูลผลา พห ู ดูกราท่านพราหมณ์ สภาวะหาเพียธิบ่ได้ก็ดี สภาวะหาทุกข์บ่ได้ก็ดี ก็บ่มีแก่เราและฯ เราก็ยังค่อยหื้ออัตตภาวะตนเป็นไปกับด้วยมูลผาลา อันควรแสวงหา มูลละผาลาก็มีมากได้บ่ยากเป็นไป เหลือกและยุงสัตว์ทังหลายมีงูเป็นต้น ก็ยังมีมาก แม่นดั่งอั้นก็ดี ก็บ่มาบีบเบียนหื้อลำบากแก่เรา การอันลำบากด้วยเนื้อกล้าฅะนองทังหลาย ก็บ่มาบีบเบียนและฯ เรามาอยู่ป่าที่นี้ อันอาเกียนเต็มไปด้วยสีหมิคคราชเป็นต้นฯ

            ดูกราพราหมณ์ สุขอันใดแห่งเรา อันมาอยู่ในป่าที่นี้ เป็นอันมีชีวิตติดกับด้วยโศกทุกข์ เหตุปิยะวิปโยคบ่คลาดจากตนสักยาม แต่อันได้พลัดพรากจากเมือง มาอยู่ในป่านานได้เจ็ดเดือน ทุกข์เป็นนิรันดรบ่ขาดสักยาม หาความสุขใจบ่ได้สักอันแลฯ เราหันท่านพราหมณ์มีเพศอันประเสริฐ เกิดเป็นระสีมีตัปปะอันกล้า มีอินทรีย์ใจผจญแพ้ดั่งนี้ นุ่งหนังเสือถือไม้เท้า มีวรรณะเหลืองเรืองงาม เหมือนดั่งหน่อไม้ไผ่และเข้ามาสันนี้ กรียาอันมาหันท่านพราหมณ์มาปางนี้เป็นฅนถ้วนสอง แต่อันพราหมณ์ผู้นึ่งในวันวานนี้แลฯ
            ดูราท่านพราหมณ์ กรียาอันมาแห่งท่าน จักเป็นเหตุหื้อบังเกิดโศกทุกข์ก็บ่มีสักอัน ความสวัสดีจุ่งมีแก่ท่านเทอะ ท่านจุ่งเข้าไปสู่โรงน้ำ แล้วชำระปาทะทังคู่แห่งท่านเทอะฯ อันว่าลูกไม้ทังหลาย คือว่าหมากคับทองกินฝาด หมากหาดหมากซางหมากม่วงมือฝูงนี้ ประกอบด้วยรสอันหวาน เป็นดั่งเจือจานด้วยน้ำเผิ้งน้ำมิ้น ท่านจุ่งเลือกกินลูกอันสุกเทอะฯ แม่นว่าน้ำกินอันนี้ใสเย็นยิ่งนัก อันมัททีระสินีหากตักติ้วมาแต่ท้องดอยมาไว้ ผิว่าท่านอิดพักมักใคร่กินใคร่ดูดดั่งอั้น จุ่งดูดกินแต่รางน้ำเราพุ้นเทอะ ฯ

            พระมหาสัตว์เจ้ากระทำปฏิสันฐาน กับด้วยวรอินโทสักกะพราหมณ์แล้ว จักถามหาเหตุอันมาแห่งพราหมณ์เล่า จิ่งกล่าวคาถาว่า อถ ตวํ เกน วณฺเณน วา พณฺณเหตุนา อนุปตฺโต พราหมณรญฺญํ ทํเม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ดูกราท่านพราหมณ์ เราถามท่านพราหมณ์มารอดนี้ มักว่าด้วยคุณอันใดเป็นเหตุ หื้อบังเกิดปรมัตถสุขอันกว้างขวางพายหน้าอั้นชะรือ ประการนึ่ง ด้วยเหตุและปัจจัยอันใด คือจักขอเอายังเข้าของสมบัติอันใด ท่านจุ่งบอกเหตุและปัจจัยเยื่องนั้นหื้อแจ้งแก่เราเทอะฯ
            ในกาละยามนั้น เทวินทาสักกพราหมณ์ได้โอกาสอันขอแล้ว จักกระทำราชะสัทธาแห่งมหาสัตว์เจ้า หื้อเป็นอุปมัยแล้วสักเสริญไปด้วยอุปมาอันชอบ ประกอบด้วยพระมหาสัตว์เจ้าหื้อใจลง เพิงหื้อปลงภริยาอัคคราชทานด้วยแต่บ่หันแก่ตนเป็นหมั้น จิ่งกล่าวว่า ยถา วาริวหา ปูโร สัพพะกำลัง ดั่งนี้ ข้าแด่พระระสีเจ้า หมู่ลำน้ำอันมีในมหานที คือคงคา ยมมุนา อจิรวดี สาลภู มหิ อันสัตว์ทังหลาย มาแต่ทิสะต่าง ๆลงมาอาบกิน หาบติ้วไปพอแรงด้วยภาชนะอันหน้อยอันใหญ่เท่าใดก็ดี ก็ยังพ่ำเพ็งเต็มไปบ่ขาด บ่รู้แห้งเหือดเขินเสียวัง ตั้งอยู่ต่อเท้าเสี้ยงกัปป์ อุปมาสันใด คือสัทธาธรรมชาติแห่งมหาระสีเจ้า ก็อุปมาดั่งอั้น แม่นดั่งอั้นก็ดี ยาจกวนิพกมาแต่ทิสะต่าง ๆหากมาขอเยื่องใดก็ดี สัทธาธรรมชาติดวงนั้น ก็บ่หดหย้อท้อหวั่นไหว ยังบัวระมวลพ่ำเพ็งเต็มในมหาปริจาคะ ๕ ประการ เสี้ยงกาละทังมวลบ่ห่อนแห้งสักเทื่อ มหาราชะเจ้าตนประเสริฐ อันประกอบด้วยสัทธามีมากหาที่สุดบ่ได้ ก็อุปมาดั่งอั้น ข้ามาอยู่สำนักแห่งมหาราชะเจ้า ก็เพื่อขอเอาภริยารักแห่งท่าน มหาราชะเจ้าตนประกอบด้วยราชะสัทธาอันมาก เสมอดั่งปัญจมหานที อันข้าหากขอจุ่งทานอัคคภริยาผู้มีวัตรปฏิบัติอันดีแก่ข้าเถ้า อันข่มเท้าเข้ามาขอ ( ข้อความตรงนี้จากต้นฉบับดูไม่ต่อเนื่อง-ผู้คัดลอก )

            ราชะมัททีระสินีเซิ่งเราสันนี้ เราก็หื้อมัททีเป็นทานแก่ท่านดั่งอั้น เท่าจักหลอแต่เราผู้เดียวกลางป่าที่นี้ จักเถิงภาวะอันลำบาก เหตุจักหาผู้พ่ำเรือนอุปฐากบ่ได้ เราก็บ่หื้อทานแก่ท่านได้แลฯ มหาสัตว์เจ้าก็บ่กล่าวสันนี้ หื้อพราหมณ์ใจหน้อยสักอัน เหมือนดั่งจักตั้งไว้ยังถงฅำพันนึ่งเหนือมือพราหมณ์ อันเหยียดยื่นมาขอนั้น ด้วยหื้อพราหมณ์ยินดีแล้วในภริยาทานแห่งตน บ่มีใจหดหย้อสักอัน เหมือนดั่งจักปัพพตาคิรีร้องก้องสนั่นหวั่นไหวด้วยภริยาทานแห่งตน ก็กล่าวว่า ดูกราท่านพราหมณ์ ท่านมาขอราชะมัททีระสินีเซิ่งเราดั่งอั้น เราก็หื้อบัดนี้ยังราชะมัททีตนนั้นเป็นทานแก่ท่านแล เรานี้บ่หวั่นไหวกั้งบังรับไว้ยังแท้ เยียวผู้มีอันควรหื้อทานด้วยกำลังเรา ใจแห่งเราเท่ายินดีในอันหื้อทานทุกเมื่อแลฯ

            มหาสัตว์เจ้ากล่าวดังนี้แล้ว ก็เอาน้ำต้นคัณฑีมาพลัน ก็หื้อยังทักขิโณทกา ตกเหนือมือพราหมณ์แล้ว ก็สละหื้อราชะมัททีเป็นทาน แก่อินทาสักกพราหมณ์ ด้วยอันอัศจรรย์ทังมวล มีประการดั่งได้กล่าวมาแล้วในพายหลัง ก็ปรากฏเกิดมีในขณะนั้นสิ่งเดียวแลฯ

            ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อันว่าพระพุทธเจ้า ตนเป็นครูเค้าแก่ฅนและเทวดาทังหลาย จักส่ำแดงอัตถะอันนั้นมาหื้อแจ้ง ก็เทสนาว่า มทฺทิ หตฺเถ คเหตฺวา ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย เวสสันตระตนเป็นเจ้าแก่บ้านเมือง หื้อวุฒิจำเริญแก่ชาวสีพีราษฎร์ทังหลายมาแล้ว ยังน้ำต้นคัณฑี อันเต็มด้วยน้ำหยาดตกเหนือมือพราหมณ์แล้ว ก็หื้อราชะมัททีเป็นทานแก่อินทาสักกะพราหมณ์ วันนั้นแลฯ
            เวสสันตระพุทธางกูรตนประเสริฐ คันได้หื้อราชะมัททีเป็นทานแก่อินทาสักกพราหมณ์ดั่งอั้น ลวดได้ถือเอายอดทานปารมีธัมม์ อันเป็นที่สุดเมี้ยนแห่งอันสร้างสมพารและฯ
            ดูกราภิกขุทังหลาย เวสสันตระสรีเจ้าสละยังราชะมัททีเป็นทานในกาละเมื่อใด อจฺจริยํ ปูนกลัวหนังหัวพองสยองเส้น ก็มีในกาละเมื่อนั้นแล ฯ แผ่นพสุธาลวงหนาได้ ๒ แสน ๔ หมื่นโยชนะ บ่อาจจักตั้งอยู่ตามปกติได้ ก็ร้องก้องสนั่นหวั่นไหวไปมา ด้วยเตชะภริยาทานอุตตมทานแห่งพระยาเวสสันตรราชแล ฯ

            ส่วนนางราชมัททีพ้อยจักต่ำคล้อยน้อยใจและร้องไห้ก็บ่มี เท่าเป็นปกติอยู่บ่ปาก เล็งดูหน้าแห่งมหาสัตว์เจ้าด้วยอันร่ำเพิงว่า กัมม์อันใดประเสริฐ อันจักบังเกิดในอนาคตกาลดั่งอั้น พระยาเวสสันตรเจ้าสามีแห่งกู ก็รู้ยังกัมม์อันนั้นแจ้งแล้ว จิ่งหื้อกูมัททีเป็นทาน เจ้าร่ำเพิงสันนี้แล้วก็อยู่หั้นแล ฯ มหาสตฺโต ส่วนมหาสัตว์เจ้า ก็จากับด้วยอินทาสักกพราหมณ์ ว่าดูราพราหมณ์ เท่ามีสัพพัญญูตัณญาณสิ่งเดียว เป็นอันรักจำเริญใจแก่เรายิ่งกว่าราชมัททีเทวี ด้วยอันร้อยเท่าพันปูน เหตุดั่งอั้นปิยภริยาทานอันนี้ ขอจุ่งหื้อเป็นปกตุปนิสัยปัจจัย อันจักรอดแห่งสัพพัญูตัณญาณแก่เราเทอะฯ ส่วนมัททีเทวีผู้นั้น ปราศจากอิตถีโทษทังมวล เป็นอิตถีนางแก้วผู้ประเสริฐเกิดกับบุญแท้ สุขวาสี อยู่กินกับกันสุขสำราญบานใจ เหตุดั่งอั้นบ่มีคำควรหน่ายกัน บ่มีคำผิดเถียงกันไปมา ควรรักและอิ่นดูกรุณาชุเยื่องชุประการ จักหาผู้ญิงจักเสมอและเปรียบเทียมบ่ได้แลฯ

            ดูกราสารีบุตร ขัตติยะทังสามแม่ลูก ก็เป็นผู้รักจำเริญใจ แห่งพระตถาคตะมากนักดั่งนี้ เหตุดั่งอั้นพระจิ่งสละหื้อเป็นทาน ก็เพื่อแลกเอาประญาสัพพัญญูตัณญาณดวงประเสริฐนั้นแลฯ อถา มหาสตฺโต กิตฺติ สา มัทฺทิ ในกาละยามนั้น มหาสัตว์เจ้า เล็งดูนางเหน้ามัทที อัคคเทวีด้วยคำร่ำเพิงว่า ราชะมัททีเป็นดั่งรือชา เคียดแก่กูรู้ว่าบ่เคียดอั้นชา ฯ

            สาปิ ส่วนราชะมัททีก็กล่าวว่า มหาราชะเจ้าเล็งดูหน้าข้าเจ้าดั่งรืออั้นชา กล่าวดั่งนี้แล้วก็กล่าวสีหนาท จาองอาจบ่เกรงขาม(เข็งขาม) ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า เมื่อข้าเป็นกุมารี อายุได้ ๑๖ ขวบเข้า ก็ได้มาเป็นปาทะบริจาคแห่งมหาราชะเจ้าตนใด มหาราชะเจ้าตนนั้นก็ได้เป็นผัวแห่งข้าแต่ยามเมื่อเป็นกุมารี ก็หากเป็นอิสระแก่ข้า และมหาราชะเจ้า มักหื้อทานข้าแก่ปุคคละผู้ใด ก็จุ่งหื้อทานแก่ปุคคละผู้นั้นเทอะ ฯ
            อิสสโร นาม ชื่อว่าปุคคละผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่นี้ มีประโยชนะด้วยเข้าของ ก็เพิงขายยังข้าญิงแห่งตน คันประโยชนะด้วยชิ้นเลือดไขมัน ก็เพิงข้า(ฆ่า)ยังข้าตนญิง แม่นข้าญิงก็บ่ควรขัดขืน เหตุดั่งอั้น คำเยื่องใดเพิงใจแก่มหาราชะเจ้าดั่งอั้น จุ่งกระทำยังคำเยื่องนั้น ข้าบ่เคียดขัดขืนใจแก่มหาราชะเจ้าสักอัน จุ่งพ่ำเพ็งมโนรสหื้อแล้วบัวรมวลเทอะฯ
            ราชะมัททีจาคำองอาจ ตามสภาวะอันมีแท้ ด้วยจิตใจอันบัวริสุทธิ์ใสงาม คำจาเป็นสันใดใจก็เป็นดั่งอั้นแท้สิ่งเดียว ฯ ยามนั้น อินทาธิราชอันทรงเพศเป็นพราหมณ์อยู่ในที่นั้น รู้ยังปณิธานอัชฌาสยะแห่งขัตติยะทังสอง อันเป็นอัจฉริยะหายาก ก็สักเสิญมากนักต่อส่องหน้าแห่งขัตติยะทังสอง วันนั้นแลฯ

            ภิกฺขเว ดูกราภิกขุทังหลาย อินทาธิราชตนเป็นใหญ่แก่ฅนทังหลาย รู้สภาวะหัวใจแห่งขัตติยะทังสองก็สักเสิญว่า ข้าแด่เจ้าระสี ข้าเสิกทังหลายฝูงใด คือว่าอกุสลธัมม์อันเป็นลามกะ มีโลภะมัจเฉรธัมม์เป็นต้น จักห้ามเสียยังสมบัติในเทวโลกดั่งอั้น ข้าเสิกอันนั้น มหาราชะเจ้าก็ได้สละหื้อปิยะปุตทาน ก็ได้ผจญแพ้ชุอันแท้แลฯ แผ่นพสุธาอันหนาได้ ๒ แสน ๔ หมื่นโยชนา ก็ร้องก้องสนั่นหวั่นไหวไปมามากนัก เสียงลือซาสาธุการเซิ่งทานอันประเสริฐ แห่งมหาราชะเจ้า ก็เกิดแต่ท้องพื้นธรณีขึ้นไปเถิงพรหมโลกพู้นก็มีแลฯ
            วิชุรตา สายฟ้าอันมากนัก ใช่กาละอันควรแมบ ก็มาแมบมะเมิง เรืองรอดชุก้ำชุพาย ในประเทศท้องหิมพานต์อันใหญ่ปูนกลัว เหมือนจักเกลื่อนจักพังไปแห่งดอยหิมวันต์ทังหลายก็เกิดปรากฏมีแลฯ อุโภ เทวนิกายา หมู่เทวดาทังหลาย ๒ จ่ำพวก คือนารทะเทวดามีวิมานตั้งอยู่บนอากาศ ปัพพตาเทวดามีวิมานเหนือจอมดอย ก็ยืนอยู่ทิพพวิมานแห่งตน ก็อนุโมทนาเซิ่งอุตตมทานแห่งมหาระสีเจ้า ชุหมู่เจ้าเทวดาก็มีแลฯ
            อินทาธิราชก็ดี มหาพรหมก็ดี ราชาธิราชตนเป็นใหญ่แก่ปชาทังหลายในกามธาตุก็ดี พระยายม พระยาเวสสุวัณณ์ตนเป็นใหญ่แก่ยักษ์ทังหลาย ก็อนุโมทนาเซิ่งอุตตมทานแห่งมหาราชะเจ้า ก็ลวดสักเสิญว่า เวสสันตระราชาเจ้า อยู่ในป่าหื้อทานภริยาแก่พราหมณ์แล้ว หากอยู่ป่าได้กระทำกัมม์อันกระทำยากนักแท้แลฯ ต่างฅนก็ต่างอนุโมทนาทานสันนี้เสี้ยงแลฯ

            อินทาธิราช จักตั้งไว้ยังทานแห่งปุคคละไว้เป็น ๒ คือว่า ใช่ปุริสะและป่ใช่ปุริสะก็กล่าวว่า ข้าแด่มหาราชะเจ้า อันว่าอสัปปุริสะฝูงบ่มีปัญญา เข้าอำนาจปาปธัมม์โลภมัจเฉรธัมม์เป็นต้น บ่อาจจักกระทำตามได้ ตามกัมม์แห่งสัปปุริสะทังหลายฝูงปรารถนาเอาสัพพัญญูตัณญาณ อันหันมาปานดั่งมหาราชะเจ้าสันนี้ อันหื้อลูกรักเมียแพงเป็นทาน ได้ชื่อว่า ทุพฺพการํ ควรหื้อทานยากนัก สัปปุริสะทังหลาย ฝูงปรารถนาเอาสัพพัญญูตัณญาณหื้อทานอันนั้นบ่ได้หากเท่าดอมดายฯ อสนฺโต สัปปุริสะทังหลาย บ่อาจจักกระทำตามได้ ยังกัมม์แห่งสัปปุริสะทังหลาย อันกระทำกัมม์อันกระทำยากแท้แลฯ การอันสละลูกเมียเป็นทาน ด้วยบ่อาลัยใจข้อง ได้ชื่อว่า ทุกฺกรํ กระทำยากนักแท้แลฯ สัปปุริสะทังหลาย ฝูงปรารถนาเอาสัพพัญญูตัณญาณ กระทำการอันนั้น อสัปปุริสะทังหลาย จักกระทำการอันนั้นตามบ่ได้ หากเท่าดูดายฯ สตํ ธมฺโม ปารมีอันเป็นสภาวะแห่ง สัปปุริสะทังหลายฝูงเป็นบุญวันตา ปรารถนาสัพพัญญูนั้นฯ โย อันว่าฅนหนาหนืดมืดด้วยปาปธัมม์จักตรัสรู้ยาก หากบ่อาจจักรู้ได้ เหตุดั่งอั้น พระยาเจ้าอันจักจุติจากภาวะอันนี้แล้ว ไปเอาปฏิสันธิในโลกพายหน้า แห่งสัปปุริสะและอสัปปุริสะทังหลาย เป็นอันต่าง ๆกัน ไกลกันนักฯ
            อสัปปุริสะทังหลาย บ่หื้อทาน บ่รักษาศีล บ่ภาวนา เท่ากระทำบาปไว้กับตนหื้อแหน้นหนาชุวันยาม กระทำทุจริตตามใจมัก คันจุติตายก็ได้ไปสู่นิรยนารกฯ ส่วนสัปปุริสะฝูงดีมีประญา หื้อทานรักษาศีลภาวนาพ่ำเพ็งสุจริต ๓ คันจุติก็มีสวรรค์เทวโลกเป็นที่ไปแล ฯ

            อินทาธิราชกล่าวดั่งนี้แล้ว ก็กล่าวกับตนแก้วว่า มหาราชะเจ้ามาอยู่ป่าใหญ่ที่นี้ ได้หื้อกุมารทังสองเป็นทาน แก่พราหมณ์ในวันวานี้แล้ว วันนี้พ้อยได้หื้อภริยาเป็นทาน แก่ข้ามหาสักกะสันนี้เล่า ร่ำบุตตะทานและภริยาทาน ๒ ประการนั้น ภริยาทานในวันนี้เป็นพรหมยานอันประเสริฐ จุ่งนำเอามหาราชะเจ้าข้ามพ้นจากอบายทัง ๔ แล้วหื้อแก่กล้ายังวิปากะผละ จุ่งหื้อได้ประญาสัพพัญญูตัณญาณ ในภาวะอันสุดซ้อยแด่เทอะฯ อินทาธิปติ ก็กระทำอนุโมทนาเซิ่งทานแห่งมหาสัตว์เจ้าดั่งนี้ บัดนี้กูอย่าช้านาน ควรเฝียดฝืนขืนนางมัททีเทวี ไว้แก่เวสสันตระราชระสีอย่างเก่าแต่สิ่งเดียว แล้วฅืนไปสู่สวรรค์เพิงชะแล ฯ

            ร่ำเพิงสันนี้แล้ว ก็กล่าวแก่มหาราชะเจ้าว่า ข้าแด่พระระสีเจ้า ข้าก็ขืนยังภริยาคือมัททีเทวีผู้ประกอบด้วยอิตถีลักขณะอันงามไว้แก่มหาราชะเจ้า ก็สมควรแก่มัททีเทวี และมัททีเทวีก็สมควรแก่มหาราชะเจ้าอันเป็นสามี อันว่าน้ำนมงัวใหม่และหอยสังข์อันขัดปัดดีแล้ว วัตถุสองเยื่องนี้มีวัณณะขาวพาวบริสุทธิ์กันมีเสมอใด มหาราชะเจ้าและนางมัททีก็มีใจบริสุทธิ์เสมอกันและฯ มหาราชะเจ้าทังสองอันท่านหากขับหนีจากเมืองมาอยู่ในป่าไม้ที่นี้ มหาราชะเจ้าทังสองเป็นหน่อท้าวกษัตริย์ เป็นใหญ่แก่ไร่นาคามะเขตประเทศ ด้วยโคตมะวิเศษกระกูลอันงาม เกิดมาดีแต่พ่อแม่เสมอกัน จุ่งค่อยเอากันอุตสาหะพ่ำเพ็งทานะกุสละกัมม์ไปไจ้ ๆอย่าขาด อย่าประมาทละวาง กรียาอันกระทำบุญนั้นว่าเมี้ยนเท่านี้ก่อนเทอะ อย่าได้ว่าอั้นจุ่งหื้อยิ่งกว่าเก่าเล่าเทอะ

            อินทาธิราชหื้อมหาสัตว์เจ้ารับเอามัททีเทวีแล้ว จักบอกตนหื้อรู้ว่าเป็นอินทา จิ่งกล่าวคาถาว่า สกฺโก มหมสฺสมึ ดั่งนี้ ข้าแด่เจ้าระสี ส่วนตนผู้ข้าก็พ่ำเพ็งวัตต์ ๗ ประการ คือ มาตาปิตุอุปฏฺฐาน ํ เลี้ยงดูพ่อแม่ด้วยคารวะครบยำ กุเรเชฏฺฐาปจฺจายนํ หื้อครบยำผู้เถ้าผู้แก่ในกระกูล สจฺจาภาวนา กล่าวคำหมั้นเที่ยงแท้ มุทุภาวน ํ ปากม่วนจาหวาน ปิสุณาวาจา กล่าวถ้อยคำบ่สนส่อหื้อท่านผิดกัน มจฺเฉรวนยํ ละเสียยังความตระหนี่ อโกธํ บ่เคียด วัตต์ ๗ ประการฝูงนี้ ข้าก็ได้พ่ำเพ็งมาบ่ขาด เป็นบั้งเป็นท่อนในกาละเมื่อก่อนได้เกิดเป็นอินทา อันเป็นใหญ่แก่เทวดาทังหลายในสองสวรรค์ชั้นฟ้า ฯ
            ข้ามาสู่สำนักแห่งมหาราชะเจ้า ก็เพื่อจักค้ำชูปารมีแห่งมหาราชะเจ้า หื้อเถิงจอมยอดที่สุดที่เมี้ยนแห่งพระพุทธปรารถนา ข้าจักหื้อพร ๘ ประการแก่มหาราชะเจ้า อินทาธิราชเจ้าเยียะจา ก็เยียะรุ่งเรืองด้วยทิพพสยองขึ้นสู่อากาศ ดูวิลาศดั่งสุริยะอันพุ่งขึ้นมาเมื่อยามเช้า เมื่อดั่งอั้น

            มหาสัตว์เจ้ารู้ว่าเป็นอินทร์แท้ดั่งอั้น จักขอเอาพรจิ่งกล่าวคาถาว่า วรญฺเจ เม อโธ สกฺกสปฺปภูตา ดูกราพระยาอินทาธิราช ตนเป็นใหญ่แก่เทวดาทังหลาย ผิว่ามหาราชะเจ้าจักหื้อพรแก่เราดั่งอั้น ปิตา มํ อนุโมเทยฺย ว่าขอสัญไชยราชะตนพ่อแห่งเราเพิงยินดีกับเรา แล้วมาอัญเชิญเราออกจากป่าที่นี้ อารธนาไปนั่งแท่นแก้วเล่าสองทีเทอะฯ ปุริสสฺส วฆํ น เจยฺย ปางเมื่อเราเป็นท้าวพระยา อย่าได้เพิงใจในอันจักข้า(ฆ่า)ฅน เหมือนดั่งท้าวพระยาฝูงอื่นเทอะ ฯ แม้นผู้กระทำกัมม์อันหนัก เป็นราชะปราชิกะ ผิดอาชญาท้าวพระยาอันควรข้านั้น ก็จุ่งปล่อยผู้นั้นพ้นจากกัมม์อันนั้น ได้อยู่สวัสดีแด่เทอะฯ
            อันนึ่ง คันข้าเมือสู่บุรีรอดแล้ว ในเมืองแก้วใหญ่สีพี อย่าหื้อข้ามีใจมักใคร่ข้า ถ้วนหน้าหมู่ญิงชาย ได้ผิดหลายแด่ท้าว พวกดาบน้าวไปพลัน ขอหื้อข้าได้ปันได้โปรด ปล่อยหื้อพ้นโทษทางตาย ฯ อันนึ่งฝูงฅนชายหนุ่มเหน้า ฝูงแถ่วเถ้าเด็กงาม หื้อมีฅวามยินดีบ่หยาบช้า ได้เพิ่งบุญข้าเลี้ยงชีวิต ฯ
            อันนึ่ง อย่าหื้อข้ามีใจง่าย เหล้นชู้ช่ายเมียไผ รักษาใจหื้อรอด อย่าได้จอดอิตถี แหนอินทรีย์อย่าขาด อย่าได้เข้าอำนาจมาตุคาม พรอันงามถ้วนถี่ ข้าขอไว้ที่แหนใจ ชาลีใดงามองอาจ อันข้าปราสาทหื้อเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์ผู้เถ้า ลูกเต้าอยู่ยินดี จุ่งหื้อมีฤทธีกล้าแก่ ผจญแพ้แก่ฝูงฅนด้วยบุญตนหน่อท้าว ปราบทั่วด้าวเหนือดิน ขอขุนอินทร์เจ้าฟ้า พรถ้วนห้าของดี ไว้ปันชาลีลูกพ่อ อันเป็นหน่อราชะแด่เทอะ ฯ
            ในเมื่อข้าไปรอดแล้ว นั่งแท่นแก้วบุรี ในรวายตรีจักใกล้รุ่ง คันข้าคึดกรุ่งร่ำเพิงทาน ขออินทร์บันดาลผายแผ่แก้วฟ้า ขอหื้อท้าวฟ้าช่วยข้าวางลง ตกเต็มโขงเมืองเทศ ของวิเศษนำถวาย ปรายลงมาแต่ฟ้า แถวถั่งหน้าสู่ธรณี อันนึ่ง ข้าหื้อทานน้อยใหญ่ อย่าหื้อข้าใฝ่กินแหนง ด้วยอันแพงทานไปไจ้ ๆ อย่าหื้อได้บกบาง หื้อข้าได้เซิ่งทานปานใจ พรอันใดเจ็ดสิ่ง ขอเจ้าฟ้าจิ่งปันทาน แด่เทอะฯ
            คันข้าตายจากชาติ คลาคลาดอันเป็นฅน จุ่งหื้อเอาตนเมือเกิด ในห้องเลิศตุสิตา คันตายคลาจากเมืองฟ้า จุ่งได้อว่ายหน้าลงมา หื้อได้ตรัสประญาสัพพัญญูเลิศแล้ว นั่งแท่นแก้วเทสนาธัมม์ พรอันดีงามถ้วนแปด ข้าขอแขวดสงสารก่อนและนาฯ

            ตสฺส วจฺนา สุตฺวา พระยาอินทร์หน่อแก้ว ได้ยินแล้วเซิ่งคำจา คำปรารถนาแห่งพระยายสยิ่ง ท้าวไธ้จิ่งเจียรจา ว่าข้าแด่มหาราชะเจ้า ยสทั่วเท้าเวียงไชย บ่เหิงนานเท่าใด ท้าวไธ้ตนพ่อ ตั้งใจต่อสมพาร จักเอาริพลโยธาหาญเอนก มาอภิเศกเจ้าแล้วนำเมือเมือง สมบัติเรืองตั้งไว้ ตกแต่งให้เป็นพระยา ฯ

            คันพระยาอินทร์หื้อโอวาท แก่พระบาทเจ้าบุญเหลือ ก็เสด็จเมือสู่ปราสาท ที่นั่งแก้วอาสน์วิไชยนตร์ อันเป็นที่อยู่แห่งตนก็มีวันนั้นแลฯ

            ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห อิทํ วตฺวาน มฆวา เทวราชา สุจมฺปติ เวสฺสนฺตรสฺส วรํ ทตวา สกกฺกายํ อปกฺกมิ ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต อันว่าท้าวไท้ราชอินทา ชื่อว่ามัฆวาชาติก่อน ใจอ่อนน้อมสัทธา สร้างศาลาหลังใหญ่ ตัดไม้ใส่ฅาดี ทังยองปลีและกาบจว้า ทังช่อฟ้าใส่บัวฅำ เป็นลำนำใหญ่สูงมุงเมฆ ข้างประเทศหนทาง มีบริวารพร้อมคู่ ใจน้อมสู่กองกุศล ฅนทังหลายเทียวหนอินลำบาก ยั้งภักหากเย็นใจ ฅนผู้ใดฝูงจอดแล้ว สุขเพื่อเจ้าแก้วมัฆวา คันตนตายคลาคลาด จากอายุพรากเป็นฅน จิ่งเอาตนไปเกิด ชั้นฟ้าเลิศตาวติงสา จิ่งไปเกิดเป็นพระยาอินทร์เลิศแล้ว จอมเขาแก้วเกิดเป็นเมือง ปราสาทเรืองรอดแล้ว มีแท่นแก้วเป็นศิลา มีนางกัญญาแวดล้อม แห่แหนอ้อมนอนแฝง

            ท้าวแถลงลงมาสู่ ยังที่อยู่เจ้าเวสสันดร มางอนส่องหน้านางเหน้า เพศพราหมณ์เถ้าแก่ชรา คันขอเอานางพระยาได้แล้ว ซ้ำฅืนนางแก้วแก่พระเวสสันดร ลวดถวายพรทังแปด ท้าวก็แขวดหื้อเพียงใจ ตาวันใสส่องแล้ว ก็ขึ้นสู่ชั้นฟ้าแก้วเมืองบน อันเป็นที่อยู่แห่งตน ก็มีวันนั้นและฯ

สกฺก ปพฺพํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันกล่าวยังสักกะปัพพถ้วนสิบ อันประดับประดาว่าด้วยคาถาว่าได้ ๔๓ คาถา ก็บังฅมสมเร็จ เสด็จ

 

 

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑๑     มหาราช
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)     มหาราช ๖๙ คาถา

... ม้าอาชาไนยก็ริแฮ่น ช้างก็แส่นสะเฅียนถีบ กงเกียนรถดังซะซ้าว ลือทั่วด้าวสีพี ฝุ่นผงธุลีก็พอกุ้ม อากาศกุ้มพายบน ปางเมื่อริพลท่านท้าว เจียนจากด้าวสีพีไป โยธาหาญบรมท้าวสญไชย ย่อมหาญหาดห้าว เป็นข้าท้าวอาดอาสา ก็เอากันมาระวังแวดล้อม ย้อมยสเจ้าชาลีกุมาร ตนเป็นหลานมัคคุเทศก์ สำแดงเหตุหนทางไปก่อนหน้า เข้าสู่ป่าหิมพานต์ ...

นโม ตสฺสตฺถุ ฯ โพธิสัตฺโต จ มทฺที จ สมฺโมทมานา สกฺกขตฺติเย อสฺสเม วสึสุ ชูชโกปิ กุมาเร คเหต๎วา สฏฺฐิโยชนมคฺคํ ปฏิปจฺจิ เทวตา กุมารานํ อารกฺขํ กรึสุ ฯ

 

ล่ำดับธรรมเทสนา ส่วนว่าพระมหากระษัตรา และราชะมัทที ก็มีใจอภิรมณ์ชมชื่น ยินดีเซิ่งกันไปมาแล้ว ก็อยู่ในกู่แก้วศาลา อันอินทาธิราชหากตกแต่งไว้หื้อแก่ตนวันนั้นแลฯ

ชูชโกปิ เบื้องบั้นชูชกะพราหมณ์ ก็เอาสองกุมารงามพี่น้อง เข้าสู่ห้องพนาลัย เสี้ยงหนทางไกลลิ้วโลด ได้หกสิบโยชน์คณนา เทวดาก็ตามรักษาบ่ขาด ยังสองน้อยราชกุมาร เมื่อพระสุริยะลงต่ำ เข้าสู่ฅ่ำลับเหลี่ยมเขา พราหมณ์ก็เอาสองกุมารหน่อไธ้ ผูกกับฅุ่มไม้ให้นอนเหนือดินทราย ตัวมันกลัวตายแต่เนื้อเบื้อ มันบ่เอื้อสองลูกภูธร ก็ขึ้นนอนเหนือค่าไม้ ที่มาไขว่สุมกัน วันนั้นและนาฯ

           ตสมึ ขเณ ในขณะยามนั้น มีเทวบุตรตนนึ่งงามวิเศษ เนรมิตเพศเหมือนดี ดุจดั่งพระระสีตนพ่อ ก็อว่ายหน้าล่อเข้ามา กับเทวดาตนนึ่งวิเศษ เนรมิตเพศเหมือนนางมัทที ก็เข้าแก้ปล่อยยังสองสรีพี่น้อง หื้อพ้นจากบ่วงคล้องเครือเขา ก็เอากันนวดฟั้น ยังหัตถบาทที่เจ็บที่เมื่อย หื้อหายเหนื่อยอันพราหมณ์ตี สรงเกษีหมวดเกล้า เข้าเครื่องทิพย์เล่าหลายประการ หื้อกินอาหารมีรสหลายหลาก แล้วหื้อนอนเหนืออาสนา เป็นอันผาสุกมากยิ่ง บ่ข้อนขิ่งสวัสสดี ในรวายตรีฅืนนั้นและรุ่ง สายฟ้าพุ่งขึ้นมา เทวดาก็หื้อสองพี่น้อง เข้าสู่บ้วงคล้องเครือเขา หื้อสองนงเลานอนดั่งเก่า ดั่งพราหมณ์เถ้าผูกไว้ เทพะไธ้ก็อนธะรายกลับหายไป วันนั้นและฯ อันว่าสองกุมารา อันเทวดาตามรักษาบ่ขาด บ่มีพยาธิ์อันใด ก็ไปตามพราหมณ์นั้นแลฯ

            ส่วนชูชกะพราหมณ์ อันเทวดาหากบันดาลหัวใจ ว่าจักไปเมืองกลิงคราช อันเป็นอาวาสแห่งตน ก็หลงไปเมืองเชตุตระนคร ด้วยอันนอนหนทางได้สิบห้าวัน ในฅืนอันพราหมณ์จักไปรอด ท้าวไธ้ยอดสญไชย นอนสำราญในปราสาท ในเมืองแก้วราชบุรี ในรวายตรีจักใกล้รุ่ง ท้าวก็มุ่งฝันหัน นิมิตร(อ่านมิถะ)ฝันมีดั่งนี้ ว่าตนนั่งอยู่ที่พิจารณาคำ หันชายผู้นึ่งดำดำนำเอาดอกบัวสองดอก มาทูนตั้งไว้ในพระหัตถ์ พระกระษัตริย์ตนนั้นทัดทรงในหูทังสอง ฝันว่าละอองไกสรฟุ้งขึ้นเหนืออก ตกลงมาเหนือตัก ก็มีแลฯ

            โส ปพุชฺฌิต๎วา ท้าวสญไชยสะดุ้งตื่นทังฝัน คันรุ่งเช้าก็หื้อพราหมณ์หลาย อันรู้ท่ำนวายทวายนิมิต มาสู่โรงที่พิจารณาคำ จิ่งถามดูยังเหตุ เพื่อหื้อแจ้งเจตน์คำฝัน ฝูงพราหมณ์อันจบเพท จิ่งบอกเหตุถวายสารว่า เทว ข้าแต่พระภูบาลเป็นเจ้า ญาติเผ่าวงศา แห่งพระราชาตนบุญมาก อันพลัดพรากไปนาน บ่มีหลานก็ลูกเต้า จักไต่เต้ามาเถิงวันนี้ ชะแลฯ

             ท้าวสญไชยตนวิเศษ ก็ทรงเกล้าเกษเกษี ด้วยน้ำมุทธาดีอาบแล้ว ท้าวตนแก้วก็เสวยอาหาร อันมีรสหลายประการต่าง ๆ แล้วก็ย่างสู่โรงพิจารณาคำ เทวดาก็นำเอาสองเจ้า กับพราหมณ์เถ้าชรา ไปปรากฏแก่ท้าวไธ้ ในที่ใกล้ข่วงหลวง ทัดที่ดวงเนตรแห่งท้าวสญไชย ท้าวจักวรรณนาไขยังรูป จิ่งแสร้งสรูปคาถาว่า กสฺเสตํ มุขมาภาติ เหมํ เอว วุตฺตตฺต มคฺคินา ดั่งนี้เป็นต้น โภณโต อามจฺจา ดูราเสนาอามาตย์ อันมาเต็มห้องราชสิงสนาม อันว่าขะเบ็ดหน้างามรุ่งโรจน์ งามเท้าโสดใสงาม ดั่งต่อมฅำช่างหลอมหล่อเบ้า เรืองเรื่อเร้าด้วยฟองไฟ จักเป็นกุมารน้อยหน้อยญิงใดนั้นชา กุมารทังสองประกอบไปด้วยองคะน้อยใหญ่เสมอกัน กุมารน้อยชายใดอันมาก่อนหน้า สังมาเหมือนหลานแก้วก่ำพร้าชาลีเช่นและนาฯ ลูกญิงใดมาตามหลังพี่ เล็งถี่แท้เหมือนนางแก้วกัณหาหลานกู มาเช่นและนา ฯ

             เอวํ ราชา พระยาสญไชยราชา กล่าววรรณนาสองกุมาร ด้วยคาถาสามประการสันนี้แล้ว ตนแก้วจิ่งปลงอาชญา อาณัติสัญญาหื้ออามาตย์แก้ว ว่าท่านจุ่งลุกแล้วไปพลัน เกาะกุมผันเอาพราหมณ์เถ้า กับสิงหน่อเหน้ากุมาร มาสู่สถานโรงหลวงรีบเทอะ ฯ

            ทีนั้นนักการอามาตย์ ลุกด้วยอาชญาพลัน ไปยับยังพราหมณ์เถ้า กับสองเจ้าหน่อกุมาร มาสู่สถานโรงราช จิ่งมีศุภสารจงโจทย์ ไขพระโอษฐ์เจียรจาว่า กุโต นุ ต๎วํ ภารท๎วาโช อิเม อาเนสิ ทารเก ดั่งนี้ ดูราท่านพราหมณ์ ท่านได้สองกุมารพี่น้อง แต่แห่งห้องเมืองใด เมืองเราไกลบ่ใช่ใกล้ พราหมณ์แขกได้มาเถิง รอดเทิงที่นี้แล้ว จักเอาหลานแก้วกูไปที่ใดชาฯ 

ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินพระโองการเท้าใหญ่ หน้าไข่ม้านทูลสารว่า เมยฺหํ เต ทารกา เทว ติณณา ชิตฺเตน ดั่งนี้ เทว ข้าแด่พระเทพินทร์ สญไชยนรินทร์เจ้าเจื่อง แผ่นดินฟ้าเฟื่องเคารพ ข้าขอนบพระบาท อันว่าสองเจ้าราชกุมาร อันเป็นวงศ์วานพี่น้อง เกิดร่วมท้องแม่เดียวมา อันพระนราธิเบศร์ ท้าวเวสสันตรราชระสี อยู่ยังคิรีป่าไม้ ได้หื้อลูกแก้วแก่นไธ้เป็นทาน ด้วยใจบานชมชื่น หอมหื่นด้วยสัทธา สองกุมารนี้นาข้าได้ จากป่าไม้เมื่อเดือนเพ็งมา นับแต่นั้นมาดูนานซะร่ำ สิบห้าฅ่ำเดือนดับ นี้และฯ
            พระยาสรีสญไชย จักไขศุภสารโอวาท เพื่อบ่หื้อพราหมณ์คลาดคำจา จิ่งกล่าวคาถาว่า เคน วาจาย ปญฺเญน สมฺมา ญาเณน สทฺทเห ดั่งนี้ ดูราพราหมณ์หินะชาติ ดั่งกูราชพิจารณา รอยท่านมีคำจาเผาะผ่อย กล่าวคำเกลี้ยงระร่อยโลมเอา ยังสองนงเลาเดินเทศ เดินดั้นเขตเทียวหน บ่อั้นท่านมีมนตร์ดลอันนึ่งเป่าแท้ ไปเป่าแก้กุมหนี คำใดดีเชื้อแท้ เชิญท่านแก้หื้อกูฟัง อันฅนใดในโลก ยังหวังหว้ายโอฆะสงสาร จักปันทานโดยง่าย หื้อลูกรักจ่ายเป็นทานนั้นชา ฯ

ชูชกะพราหมณ์ ได้ยินคำพระภูบาลจงโจทย์ เยียวว่าเป็นโทษแก่ตัว จิ่งก้มหัวกราบไหว้ พระบาทไธ้ภูธรว่า โย ยาชิตํ ผติฏฺฐาหิ สุภูตํ ธรณีริว ข้าแด่สมมุตินรินทร์เป็นเจ้า อันว่าแผ่นดินหลวงใหญ่กว้าง เป็นที่อ้างอาไสร แห่งสัตว์ทังหลายหลายโกฏิ์ อันนั้นโสดมีสันใด พระบัวไขนรนาถ ประกอบด้วยราชสัทธา เป็นที่เข้าไปหาแห่งยาจกวนิพกเข็ญใจ ก็มีอุปไมยดั่งอั้นฯ ประการนึ่ง ดั่งน้ำมหาสมุทรสาครใหญ่กว้าง เป็นท่าท้างที่ไหลไป แห่งน้ำน้อยทังหลาย ดั่งอั้นและมีสันใด พระยาเวสสันตรระสีใสใจกว้าง เป็นท่าท้างไหลไป แห่งฅนเข็ญใจก็ดั่งอั้น พระระสีมักใคร่สร้างโพธิญาณ จิ่งให้สองกุมารแก่ข้าเถ้า อันข่มเท้าเข้าไปขอ ท่านยกยอหื้อด้วยง่าย สละจ่ายด้วยสัทธาดีหลี นิคมคำมีบ่คลาด ข้าพระบาทขอถวาย อัญชุลีใส่เกล้า ไหว้พระบาทเจ้าสาธุการ ให้ปฏิญาณสุภาพ สุขย้อนราชสมพาร ขอพระภูบาลอย่ามีมโนปะโทษแก่ข้า อันอว่ายหน้าเข้ามาหานี้เทอะ ฯ

ตํ สุต๎วา อามจฺจา ฆรเมสินา ดั่งนี้เป็นต้น ดูราชาวเราทังหลายเฮย กัมม์อันบ่ดี พระยาเวสสันตรระสีพ้อยกระทำเล่า เราขับเจ้าออกจากปุรี ก็ปุนดีหล้างหลาบ ใจเจ้านั้นหยาบในบุญ เราทังหลายมาชุ่มนุมกันที่นี้ ทัดที่นี้มีเท่าใดจุ่งฟัง ข่าวไขอันนี้หื้อรู้ถี่คำมี ท้าวอยู่คิรีป่าไม้ ยังหื้อลูกแก่นไธ้เป็นทาน แก่พราหมณาจารย์ชินะเพศ อันเดินเทศสันฐี ตาสาตาสีช่วยใช้ เพิงท้าวตนนั้นปลดไป่ให้เป็นทาน ม้าเทียมอานและรถกงแก้ว เพิงแต่งแล้วให้เป็นทาน ช้างพังพลายสารตัวใหญ่ เพิงท้าวตนนั้นยกให้เป็นทาน ลูกรักปานปั้นหล่อ ดั่งฤาท้าวตนพ่อหื้อทานนั้นชา ฯ

ชาลีกุมาโร เจ้าชาลีตนองอาจ ได้ยินคำอามาตย์และปุโรหิต อันติเตียนปิตาธิราช เจ้าบ่อาจจักอดยังคำบ่หมดนั้นได้ จักกั้งคำนั้นไว้บ่หื้อฅนจา เหมือนเทวดาตนสักสวาด กั้งเขาสิเนรุราชปัพพตา เมื่อลมหลวงพัดมาบ่หย่อน บ่หื้อดอยอ่อนไปมา เอาแขนขวากั้งไว้ก่อน เพื่อหื้อลมอ่อนหายไป เจ้าจิ่งผายสีหนาท กล่าวคำองอาจกลางสนามว่า ยสฺส นาสฺส ฆเร ทาโส อสฺโส วาสฺสตรีรโถ ปิตามห ข้าแด่พระยาเป็นเจ้า ข้าจักกล่าวเถิงพระปิตา เมื่อชาวเมืองมาสนส่อ ขับพระพ่อไสหนี ไปอยู่เป็นชีในป่าไม้ ทุกข์ยากไร้หลอตาย ชื่อว่าข้าญิงชายช่วยใช้ ก็หาบ่ได้สักฅน ม้ามงคลควรขี่ ม้าตัวที่เทียมอาน ช้างพลายสารตัวโสด พ่อเผือข้าไร้โหดทุกอัน เมื่อพราหมณ์ลุกไกลมาผันหย่อง หน่องเหนี่ยวเข้าขอทาน จักได้อันใดมาหื้อได้ หันแต่หลานแก่นไธ้ทังสอง ท้าวบ่ปองเอาไว้ จิ่งจกจ่ายให้เป็นทาน บ่ใช่พ่อบ่รักหลานปู่พระยาเจ้า หากจนแท้เล่าสุดฅะนิง และปู่พระยาเฮยฯ

เมื่อนั้น พระยาสญไชยนรินทร์ ได้ยินเจ้าชาลีกุมาร กราบทูลสารไขข่าว จิ่งได้กล่าวเป็นถ้อยคาถาว่า ดูราเจ้าชาลีกุมารหลานรักแก่ปู่ ฅนทังหลายมวลมาก ย่อมออกปากยกยอ สักเสิญพ่อเจ้าไผบ่ได้เล่าติเตียน พ่อเจ้าตนมีเพียรบุญมาก ปู่จักออกปากขอถาม เมื่อพ่อหื้อทานเขือเจ้า ยังฅวามโสกเส้าสันใด
            เจ้าชาลีไขคำพระอัยยิกาธิราช จิ่งสวาดเป็นคาถาว่า ทุกฺขสฺส หทยํ อาสิ ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า พ่อพระยาเผือข้า มีโสกหมองทุกข์ร้อน หายใจข้อนไปมา พระชลเนตรตาท้าวทังคู่ พอแดงพู่ดั่งดวงไฟ น้ำตาไหลบ่ใช่หน้อย ปางเมื่อหื้อข้าข้อยพรากเป็นทาน เจ้าชาลีส่ำแดงอาการเป็นทุกข์แห่งพ่อ ที่นี้จักส่อคำมี อันนางสรีน้องแก้วกัณหา ไห้เอิ้นจาสั่งพ่อไว้ ในป่าไม้ดงหนา แก่ปู่พระยาเป็นเจ้า จิ่งกล่าวคาถาว่า ยนฺตํ กณฺหาชินาโว จ อยํ มํ ตาต พราหมโณ ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า พราหมณ์เถ้าผู้หยาบช้า ตีเผือข้าด้วยเงื่อนเชือกเครือรี เครือเขาผ้งมียางหยาด สันหลังข้าขาดเป็นลาย เหมือนดังตีญิงชายปล่อยไว้ เกิดเก่าใช้กลางเรือนมันนั้นแล ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า เถ้าฅนนี้บ่ใช่พราหมณ์ดี บ่มีใจปรานีสักฅาบ ใจกล้าหยาบเหมือนผี ชาติพราหมณ์ดีแต่ก่อน ย่อมมีใจอ่อนกรุณา ยังทารกาเด็กน้อย เหมือนดั่งข้าข้อยหลานปู่พระยา พราหมณ์ผู้นี้นารอยเป็นยักษ์เปรต กลายกลับเพศเพิงเกรงขาม เข้ามาต่อตามขอต่อ เอาลูกน้อยพ่อไปกิน พระนรินทร์ยังอยู่จะกว้าย บ่ยินร้ายโสกเส้าโสกา ยังไกวตาผ่อดูได้ ลูกน้อยหน้อยไห้พ่อก็บ่กรุณานี้ชา ฯ

             อถ ในกาละยามนั้น ท้าวสญไชย เล็งหันสองสายใจก่ำพร้า บ่พ้นจากข้าชีพราหมณ์ จักเอาคำงามมาโลมเล้า สองหน่อเจ้าหลานตน จิ่งนิพนธ์คาถาว่า ราชปุตฺตี จ โว มาตา ราชปุตฺโต จ โว ปิตา ปุพฺเพ เม อํคมารุยฺห กึ นุ ติฏฺฐถ ทารกา ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย แม่เขือเจ้าตนองอาจ ก็เป็นเชื้อชาตินางเมือง พระบุญเรืองตนพ่อ ก็เป็นเชื้อท้าวหน่อกระษัตรา อันเกิดมาแต่อกปู่ เจ้าเคยนั่งอยู่เหนือตัก จักเพาเอาใจปู่ดีหลี บัดนี้เจ้าทังสองเอากันหนีหลีก นั่งพ้นฟีกแดนไกล นั้นชาฯ

เจ้าชาลีขานคำปู่ว่า ข้าแต่ปู่พระยาเป็นเจ้า อันว่าพระมารดาเผือข้า ก็เป็นเชื้อเจ้าฟ้านางพระยา ส่วนพระปิตาธิราช ก็เป็นเชื้อชาติกระษัตรา เท่าว่าบัดนี้สองหลานหน่อเหน้า ได้เป็นข้าต่างวงศา สายตาตกต่ำใต้ อยู้เภ้ไหว้ยื่นยงถวาย ยินละอายมีมาก มานั่งหนี้ก็หากทังขามเสียแล้ว และปู่พระเฮยฯ ที่นั้น
           ท้าวพระยาสญไชยนรินทร ได้ยินหลานตนกล่าว จิ่งไขข่าวคำเฅิงว่า มา สมฺเมวํ อวจุตฺถ ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย เจ้าอย่ากล่าวคำฟ้อง ให้ถูกต้องหัวใจ หรทัยกูปู่ ร้อนวะวู่เหมือนขึ้นนั่งกองไฟ การอันใดเป็นท้าวราช นั่งเหนืออาสนา หาฅวามผาสุขบ่ได้แลหลานเฮยฯ กิมคฺคิยํ ด้วยมีแท้สองหลานเป็นค่า นักหน้อยว่าเท่าใด จุ่งบอกไปหื้อแจ้ง ปู่จักแสร้งฟังดู พระบุญชูตนพ่อ แห่งลูกน้อยหน่อสองหลาน เมื่อจักหื้อทานเขือแก่นไธ้ ยังกฏค่าไว้สันใด เจ้าอย่าขามใจปู่ จุ่งกล่าวหื้อรู้ชุอันมี เข้าของเราบ่มีไร้ จักแต่งให้ชีพราหมณ์ และนาฯ

กุมาโรปิ เจ้าชาลีกุมาร ได้ยินพระโองการตนปู่ท้าว ชมชื่นย้าวบานใจ จิ่งทูลสารกราบไหว้ว่า ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า ข้าน้อยผู้เดียวเป็นค่า พ่อข้ากฏค่าไว้เป็นสัจจะ ว่าพันฅำนิกขะ(ลิ่ม แท่ง)หนักใหญ่ ปลดไป่ให้แก่ชีพราหมณ์ ฯ ส่วนกัณหางามน้องข้า หลานก่ำพร้าปู่นั้นค่าแฅวนแพง ช้างม้าแสร้งอ่านพอร้อย ข้าญิงชายใหญ่น้อยงัวดี ฅำสิงคีร้อยนึ่งเป็นขนาด เป็นค่านางนาฏกัณหา พระปิตาสั่งไว้แล้ว จิ่งหื้อลูกแก้วเป็นทาน แก่พราหมณาจารย์แก่เถ้า อันข่มเท้าเข้ามาขอนั้นแลฯ

ตโต เมื่อนั้นท้าวสญไชยราช จักปลงอาชญาอาณัติอามาตย์ ผู้ฉลาดในราชการ ให้ปลงราชทานลงเล่า แก่เถ้าชูชกะพราหมณ์ จิ่งกล่าวคำงามว่า ดูรานายนักการอามาตย์ ผู้ฉลาดแต่งดา ท่านจุ่งไปพิจารณาของรางวัลพราหมณ์แขก ช้างม้าสูแต่งและอันและร้อย ญิงชายใหญ่น้อยและงัวราม ฅำแดงงามพันร้อยนึ่ง ไถ่เอาหลานกูมารีบเทอะ ฯ

            ที่นั้นนายนักการอามาตย์ รับพระราชอาชญา ไปพิจารณาช้างม้า ทังหมู่ข้าชายญิง และสิ่งและร้อยบ่คลาด ทังงัวอุสุภราชและงัวนม ฅำแดงอุดมพันร้อยนึ่งเป็นขนาด ไถ่เอาสองราชออกเป็นไทรีบหั้นแลฯ

            ที่นั้น พระยาสญไชยราช ก็หื้อปราสาทหลังนึ่งเจ็ดชั้น ตกแต่งตั้งอาสนา หื้อพราหมณาสมบัติมาก ผู้พรากเมืองมา พราหมณ์พาลายามหนุ่มนั้นไส้ ทุกข์ยากไร้นักหนา จะเดินหาต่างประเทศ เถิงชั้นเขตมัชฌิมวัย โชคไชยมีมวลมาก นางใช้หลากญิงชาย ช้างม้ายายเป็นถ้อย บ่รู้กี่ร้อยประหมาณ ยสะปริวารมีเหลือแหล่ พราหมณ์แก่เถ้าเป็นดี ก็มีใจยินดีชมชื่น ถงหนักหมื่นชุอัน ได้ปานดั่งฝังขุมได้ จิ่งลำดับไว้เป็นอันดี แล้วลีลาขึ้นสู่ปราสาท อันท้าวปลงราชทาน กินอาหารหลายหลาก คัดท้องมากเวทนา นอนเหนืออาสนามะมุ่น เป็นสุขอุ่นอารมณ์

ท้าวสญไชยบรมนาถ คันถามไถ่หลานรักราชะวงศ์ ก็อาบองค์สรงเกษ ผ้าวิเศษให้ทรง ให้กินอาหารต่าง ๆแล้ว ตนแก้วก็อุ้มเอาเจ้าชาลี นางผุสดีตนย่า ก็อุ้มเอาหน่อหล้ากัณหา ย่าพระยาชมไป่ทันแล้ว ปู่พระยาแก้วลู่ชิงชม ก็มีวันนั้นแลฯ

           ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห นิกฺกมิต๎วา นหาเปต๎วา โภชยิต๎วาน ทารเก สมลํกริต๎วา ภณฺเฑน อุจฺจํเก อุปเวสยุง ฯ ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าสองกระษัตราภูบาล คันถ่ายหลานตนออกแล้ว ก็ให้หลานแก้วราชวงศ์ อาบองค์สรงเกษเกล้า อาบน้ำวิเศษมุทธาดี หื้อกินอาหารหลายหลาก ชิ้นปลามากงัวฅวาย เข้าหนมหลายอันหลายเยื่อง นับว่าได้เครื่องกินดี ให้เข้าเครื่องสรีต่างเทศ ย่อมของวิเศษอุดม อภิรมย์ทั่วเท้า หดสองเจ้าสองสรี กล่าวว่ามังคละดีมวลหมู่ หื้อหลานแก้วอยู่ทีฆา หื้อได้เป็นพระยาเอกอ้าง เป็นเจ้าช้างสืบแทนเมือง พระบุญเรืองตนปู่ อุ้มเอาหลานแก้วอยู่เหนือตัก คันว่าสองกุมารสรงเกษ ผ้าวิเศษให้ทรง กุณฑลฅำประดับต่างแก้ว สุบสอดแล้วใบหู ทรงมงกุฏเภณีกระโจมโลมสอดเกล้า เข้ามานั่งอยู่เหนือตัก ท้าวตนปู่รักบ่แล้ว จิ่งถามหาข่าวลูกแก้วอันพรากไปนาน จิ่งไขสารพระโอษฐ์ แย้มยว้ายโจทย์เจียรจาว่า
ดูราเจ้าชาลีสรีหลานรักแก่ปู่เฮย อันว่าพ่อแม่สองหลาน ยังอยู่สำราญในป่าไม้ บ่เจ็บเมื่อยไข้โรคา ยังแสวงหาหัวมันและลูกไม้ ก็ยังได้พอฉัน สัตว์ตัวอันน้อยหน้อย คือเหลือบและยุง ชักเข็บและแมงป่อง งูน้อยและงูใหญ่ ยังบ่มาตอมไต่ขบตน ในไพรสณฑ์ป่ากว้าง มีทังแรตช้างเสือหมี บ่เข้ามาราวีกระทำโทษ แก่พ่อแม่เจ้าสร้างโสดสมพาน อั้นชารือฯ

ชาลีกุมาโร อาห เจ้าชาลีกุมาร ก็ขานคำพระยาตนปู่ว่า ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า พ่อแม่เผือข้ายังอยู่สำราญในป่าไม้ หาพยาธิ์บ่ได้อยู่สวัสสดี ยังเลี้ยงชีวิตอินทรีย์ไจ้ ๆ ด้วยอันแสวงหาลูกไม้และหัวมัน ก็ยังพอฉันพอปาก บ่ทุกข์ยากปานใด สัตว์ทังหลายน้อยหน้อย คือว่าเหลือบและยุงยังมีสะน่อย เขาบ่ค่อยเบียนรา ในดงพนารกเรื้อ เต็มไปด้วยเนือ้เบื้อฅะนอง เขาก็บ่ปองกระทำโทษ แก่ผู้ข้าอันสร้างโพธิสมพาร ฯ
             ขณนฺตาลุกลมฺพานิ จ ข้าแต่ปู่พระยาเป็นเจ้า ส่วนแม่มัททีสรีสะไพ้ปู่พระยาเจ้า คันลุกเช้ากวาดเผี้ยวศาลา แล้ว ก็แต่งดาน้ำกินน้ำใช้ ทังน้ำซ่วยหน้าและไม้สีฟัน หื้อแก่พระนักธรรม์นั่งเกล้า แม่เป็นเจ้าก็ถือเอา ยังเสียมคันเลาจอดบ้อง ดาแต่งต้องหัวมัน แม่ก็ผันไปขุดเอาเหง้าบัวหัวพ้าน ทังมันแดงแฝงฝังราก ทังอ้อนชวากและมันเครือ มันมือเสือหัวใหญ่ มันตีนไก่และตีนนก มันหัวเขานกงาบง้าง มันตีนช้างมากเหลือหลาย ทังมันลายและมันไข่ แม่ขุดได้แล้วนำมาชุวัน ทังหมากกะทันและหมากกอก หมากแหนมหมอกและนมงัว ทังฝักบัวและม่วงไข่ ขนุนใหญ่และสิทธิสอ หมากซางดอและหมากม่วงสว่ายก้าน แม่บ่คร้านบ่เซา ก็ไปหักเอาหน่อไม้ไผ่ ทังหน่อไล่และบงซาง ทังหมากปรางและแตงเต้า แม่เป็นเจ้าได้แล้วก็พามาสู่ศาลาทังฅ่ำ แม่จิ่งได้ย่ำศาลา ผู้ข้าเอากันมานั่งล้อม สามสี่พร้อมเพรียงกัน กลางฅืนสันลูกไม้ บ่ห่อนได้กินเมื่อยามวัน สักเทื่อและนาฯ
แม่มัททีเมื่อก่อน มีผิวอ่อนเกลี้ยงงามนักหนา บัดนี้แม่เดินหาลูกไม้ ในแหล่งไหล้ดงเขียว ตัวต้องเปียวแดดผิวแม่ก็ดูแก่ดูหมอง คือดั่งดอกบัวทองผิวอ่อน ผิวพรรณผ่อนเสียวรรณ ซ้ำบ่หันเผือข้าแถมเล่า อกแม่เปล่าตรอมใจ อยู่อาลัยว่างว้า อิ่นดูแม่ข้าเหลือใจ อยู่กลางไพรลำบาก เพราะว่าเลี้ยงตนยากนักหนา พระเกษาเมื่อก่อน มีปลายก่องเกี่ยวตระหวัดขึ้นบนชุเส้นดีหลี บัดนี้แม่มัททีเผือข้า เป็นก่ำพร้าอยู่กลางดง หนามก็มาจงจ่องขอดเกล้า สะไพ้ปู่พระยาเจ้าก็เสียสรี ในคิรีด้าวป่า เนื้อร้ายล่าเนืองนัน เสือเหลืองผันผกผ่า แรตช้างลิงล่าหมาหนี ไกสรราชสีห์เสือโคร่ง ร้องเสียงโก่งครางกราย แม่ก็เถิงปางตายนักหน่อ ข้าคึดใจต่อแม่ทุกวันมา แม่พระยาอยู่ป่าไม้ ขอดเกล้าไว้เป็นชะฎา จะเดินหาลูกไม้ เหื่อและไคลไหลยัวะยว่าง ถั่งเต็มเค้าแร้แม่ออกมา แม่พระยานุ่งหนังเสือ นอนอยู่เหนือเฟือยไม้ ไหว้ชาติเปียวไฟทุกฅ่ำเช้า เป็นทุกข์ด้วยสะไพ้ปู่พระยาเจ้าเหลือหลาย เช่นและนาฯ

เอวํ ชาลีกุมาโร เจ้าชาลีกุมาร สำแดงอาการเป็นทุกข์แห่งเจ้าแม่ เจ้าใคร่แผ่โจทนายุโยงปู่เจ้าพระยา ยังรักลูกเต้าอันอยู่ในไพร รือว่าบ่อาลัยเสียแล้ว เจ้าหน่อแก้วกล่าวคาถาว่า ปุตฺตา ปิยา มนุสฺสานํ โลกสฺมึ อุปฺปชฺชิตุง ข้าแด่ปู่พระยาเป็นเจ้า ชื่อว่าลูกญิงชายสายสืบเชื้อ เทียรย่อมเป็นที่รักเอื้ออาลัย แห่งฅนทังหลายในโลก ดั่งผู้ข้าอาโภคร่ำเพิงมา ควรสีเนหาในลูก ปู่พระยาบ่ผูกใจติด ยังพระบพิตรพ่อแม่ข้า อันชาวเมืองว่าร้ายบ่ดี ขับไสหนีไปอยู่ป่าไม้ เท่ากินหัวไม้และหัวมัน เอามาสันต่างเข้า รอยปู่พระยาเจ้าบ่บังเกิดสิเนหา ชะและนาฯ

ที่นั้น ท้าวบรมสญไชยนรินทร์ ได้ยินคำเจ้าชาลีกุมาร อันไขสารแจ้งโจทย์ จักแก้โทษอันตนกระทำผิด ในอดีตติดแต่ต้น เพื่อหื้อพ้นอันตนได้ประทำผิด อันบพิตรบ่ได้พิจารณา จิ่งกล่าวคาถาว่า ทุกฺทญฺจ หิ โน โปตฺภูนหจฺจํ กตํ มยา โยหํ สิวีนํ วจนา ปพฺพาเชสึ อทู สกํ ดูราเจ้าชาลีหลานรักแก่ปู่เฮย ส่วนปู่อันเถิงปัจฉิมวัยลงต่ำ ชินะฅ่ำชรา เข้าอำนาจโทษโมหา กระทำอันใดบ่พิจารณาถองถัด รู้ยังคุณและโทษ มีใจกริ้วโกรธโกธา ขับพ่อแม่พระยาหลานแก่นไธ้ ผู้หาโทษบ่ได้หื้อหนี เพราะฟังคำเจ้าสีพีมาสนส่อ ว่าพ่อเจ้าจักหล้มหล่อเมืองเสีย ปู่ก็มาอาเฅียใจฟั่ง ขับพ่อเจ้าหนีทังฅืนและนาฯ ภูนหจฺจํ วุฑฺฒิฆาตกมฺมํ มักว่ากัมม์อันบ่ได้บำบัด ตัดเสียยังสรียสลาภพ่อเจ้า ปู่ผู้เฒ่าก็ได้กระทำแท้ดีหลี เป็นกัมม์บ่ดีบ่ชอบ เหตุบ่ประกอบด้วยราชะสัทธา ดูราเจ้าชาลี เข้าของเงินทองของเลือก ทังเข้าเปลือกและเข้าสารทังหลาย ทังงัวฅวายและช้างม้า ทังหมู่ข้าญิงชาย อันมีในอาณารัฐไขเขต ประเทศท้องสีพี กูปู่นี้จักเวนเคนหื้อพ่อเจ้า มาเสวยเล่าพอสอง ขอเชิฐเจ้าบัวทองหลานหน่อ ไปนิมนต์เจ้าพ่อมาเสวยเมือง หื้อยสรวายเรืองดั่งเก่า สอนชาวสีพีเล่าสองที เทอะฯ

เมื่อเจ้าสญไชยไขศุภสาร เจ้าชาลีกุมารยสใหญ่ พิจารณาแล้วไป่ควรไป ปู่เจ้าก็ไขคำตนว่า น เทว เมยหํ วจนา เอเตห ิ ข้าแด่พระอัยกาธิราช ผู้ข้าบ่อาจปฏิบัติตาม พระราชโองการถี่ถ้อย ดั่งข้าผู้น้อยจาคำเมือง เยียวบ่เปืองบ่ถูก หากใช้ข้าผู้ลูกไปอาราธนา บ่เป็นธรรมดาอันชอบ เป็นคำต่ำยอบเบาบาง บ่เป็นปางหนักใหญ่ ลูกท้าวไป่จักฅืนมา เชิญปู่พระยาเสด็จ ยาตราไปหล้างแล้ว อุสสาภิเษกลูกแก้วตนแล้วลวดนำมา เหมือนจักควร ชะแลฯ

            ตโต พระยาสรีสญไชยนรินทร ยินคำเจ้าชาลีไขข่าว หลานท้าวกล่าวคำควร ก็ให้ป่าวเสนามวลทังสี่จ่ำพวก จิ่งไขพระโอษฐ์โองการ ปลงราชะสารสิทธิวาท ว่าดูราเสนาอามาตย์ทังหลาย อันปรากฎยายทรงยสแต่ชาติ ท่านจุ่งใช้ราชะสาร ไปอย่านานทุกแห่ง หื้อรีบแต่งพลมา คือเสนาช้างและเสนาม้า เทียวบ่ช้าทันใจ เสนารถไววะแว่น เสนาตีนแล่นแฅวนไว เสนาในทุกแห่ง หื้อเขาแต่งห้างตามกูไป นิคมไกลเมืองขอก หื้อเขาออกมาพลัน พราหมณ์ทรงธรรม์จบไตรเพท ทังท้าวเทศและหมอฅวาย โยธาหลายหกหมื่น หน้าช้อยชื่นสมงาม เกิดมาวันยามทันลูกเรา เจ้าพระยาเวสสันตระราช ให้เขามาประดับอาจดูงาม หื้อรีบไปตามกูอย่าขาด โยธาหลวงราชลางพร่อง หื้อเขาแต่งหย้องเครื่องอาจผืนดำ ลางพ่องเข้าเครื่องเหลืองงามสะพรั่ง ดุจดั่งดอกกัณณิกา ลางพร่องให้เข้าเครื่องแดงแสงงาม ดุจดั่งกลางวันจิ่งออกมา โยธาลางพร่องงามล้ำเลิศ ให้เขานุ่งผ้าเผือกผืนขาว ดุจดั่งดาวยังฟ้า ให้เขามาก่อนหน้าและตามหลังกู พลันนักเทอะฯ

เขาหิมวันต์ป่ากว้าง มีทังน้ำฅ้างและหมอกเหมยลง เป็นที่ทรงแห่งคัณธะทังหลายต่าง ๆ ดาดเต็มไปด้วยไม้สองจ่ำพวก คือผ้งเป็นดอกและดอกบานงาม เป็นที่อยู่แห่งผีเสื้อ กับทังนกเนื้อหลายอย่างนานา อบตระลบไปด้วยยาทิพย์พรายเพริด งามล้ำเลิศในทิศะทังหลาย และมีสันใด โยธาทังหลาย ให้เข้าเครื่องงามองอาจ ดูวิลาศแก่ตา ในทิศาพรายเพริด เสื้อผ้าเกิดตระลบ ด้วยคัณธะอบต่าง ๆ ก็อุปมาดั่งอั้นแล จุ่งไปตามกูเทอะฯ
            ถัดนั้น หัตถาจารย์ควานช้าง จุ่งให้เขาแต่งห้างช้างสี่หมื่นสี่พันตัว ช้างพลายสารตัวใหญ่ กำลังใฝ่สัตตัน ช้างฝูงอันเกิดมาจากอังคะตัวแม่ หนุ่มบ่แก่ถ้านมัชฌิมวัย มีสายฅะพัดแล้วด้วยฅำฅาด มีผ้าลวาดหัวช้างแล้วด้วยฅำ ควานช้างมีถือยังขอและฅ้อน ขึ้นขี่พร้อมชุตัว แล้วดาไปตามกูเทอะ ฯ
            ถัดนั้นสารถีนายม้า จุ่งหื้อห้างม้าหมื่นสี่พัน อันรู้ยังเหตุอันเป็นมงคล แก่เจ้าตนงามล้ำเลิศ อันเกิดมาแต่ข้างแม่น้ำสินธุวา สิงคาวาหนาท อาจนำเจ้าตนไปพลัน สารถีฝูงนั้น มีมือถือแส้และธนูสิงยิงแม่น เป็นนายม้าแก้วแกว่นอาสา ขึ้นขี่อาชาม้าแก้วมงคล สำแดงตัวตนเหนือหลังม้า แล้วจุ่งดามาก่อนหน้าและตามหลังกูเทอะ ฯ ประการนึ่งสารถีนายรถ จุ่งห้างรถหมื่นสี่พัน รถฝูงนั้นมีกีบกงกรอบ ครอบด้วยแผ่นเหล็กดี มีข้างประจิตร์แล้วด้วยฅำ มีช่อกั้งกางหัวรถชุเหล้ม ลวาดเจือไปด้วยหนังเสือโคร่งและเกาะก่ายทังหลาย นายสารถีมีมือถือธนูแข็งเข้าเนื้อพาด ปืนเงื้องาดเอาตาย แม่นหางทรายทังแท่ง ถ้องแถกแล่งเถือไป ห้างรถไปอย่าช้า จุ่งก่อนหน้าตามกูพลันนักเทอะ ฯ

ภิกขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสเสพสร้าง กิเลสม้างกระจัดกระจาย สัตรูหลายมวลหมู่ ร่ำงับอยู่เสวยผล จุ่งฟังท่ำพลนรนาถ ปางเมื่อเจ้าปะระมะนาถเจ้าสรีสญไชย ไถ่เอาหลานไทยกลิ่นแก้ว เบิกบายแล้วหื้อสมฤทธิ์ ใคร่หื้อบพิตรตนลูก มานั่งเมืองผูกไว้เป็นตรา ท้าวจิ่งปลงอาชญาถี่ถ้วน ราชะการล้วนสนิท แก่ราชะอโนชิตสมสวาท ผู้เป็นอามาตย์ต่างตา ว่าดูราเสนาผู้ฉลาด จุ่งมารับราชอาชญามี ไปตีกลองเคาะค้องป่าว หื้อรู้ข่าวราชการเส้นก้าน ลือสะท้านทั่วเมือง เสนาเนืองชุด้าว ทังลูกท้าวและหลานไทย ทังเสนาในและเสนาออก ป่าวทุกสลอกทุกพาย พิณธะล้อหลายหลาบ…. ไม้อะซ่อมไซ้คราวไชย นายแถวไกลและใกล้ เร็วรีบได้พร้อมสัพ แต่งเครื่องประดับสี่หมู่ ให้ครบคู่ทังกุม เสนาชุมแสนช้าง จุ่งแต่งห้างเติ่มตาม สายชะนักงามถ่ายหื้อหมั้น สายกับช้างและหาง ป่วงฅำงามยัวะยวาด เอาธงกางกั้งคาดหมู่ทุงไชย หอกหลามไหลคันไม้รวก ง้าวช้างฅวักแฅวนแพง ขอฅำแฅวนศักดิ์ใหญ่ ขอเงินไต่เติมตาม ขอทองงามยะยวาด ขอเหล็กพาดพาวเพิง ช้างไชยเทิงผ่านผอก ถ้วนหกศอกเมือบน สุบเพาเพิงถ่อมถ้า ถอดฅว่ำหน้าชิงชาย วิทูรนายถ่อมถ้าย ตีนซ้ายบ่ห่อนถอยไกล ชุมช้างไชยเข้มขื่น สังขยาว่าได้หมื่นหกพัน มีชื่ออนันต์อเนก ควรสังเกตไว้เป็นตรา

    ตัวนึ่งชื่อว่าปราบท้องแท่นจักรวาล ตัวนึ่งชื่อว่าสัตรูวานขอกราบ ตัวนึ่งชื่อว่าปราบตราตริง ปืนไฟยิงบ่เฟื่อง ตัวนึ่งชื่อว่าเอราวัณเนื่องพิมาน ตัวนึ่งชื่อว่าทรงสมพารเจือจ้าน ตัวนึ่งชื่อว่าพ้านพลแสน ตัวนึ่งชื่อว่าตาแหลวแมนจนแม่น ตัวนึ่งชื่อว่าเพ็กนารายณ์แก้วแกว่นสงฅวาม ตัวนึ่งชื่อว่าไชยกาลเหล็กค้าน ตัวนึ่งชื่อว่าไตรจักรแกล้วกล้า ตัวนึ่งชื่อว่าเปียวป่องฟ้าใจไว ตัวนึ่งชื่อว่าไชยะฟ้าเลื่อนปราการ ช้างพลายสารหาญบ่หย้าน และตัวถูกถ้านลุ่มซาว งางอนยาวสอดเสี้ยว จำลองเลี้ยวตราตริง คันผ้งเมามันพ้นเพ็ก แกล้วกล้าเอกสงฅวาม ช้างพังตามเทียมออก ห้างใส่ครอบครัวหลวง ช้างพังพวงฅำหยาด จุ่งหื้อนางนาฏทรงไปเทอะเพื่อนเฮยฯ

ถัดนั้น ชุมเสนาม้าใช้ นับว่าได้หมื่นสี่พันตัวเป็นขนาด ย่อมอาชาไนยชาติชมขวัญ มีหลายพรรณต่าง ๆผิวส้อสว่างแซมซอน กาแกพอนม้าเผือก ม้าห้อเลิกพานเฅิง ดาวเสด็จเชิงผิวก่ำ ผิวด่างพร่ำผิวสอ ผิวกอลอตีนเท้า ม้ามณีราคเจ้าสุทธนู ม้าดีดูล้ำเลิศ ม้าห้อเกิดหนองแส ม้าแก้วแกตีนข่าย ม้าห้อม่ายมาแมน แฅมฅำแฅวนศักดิ์ใหญ่ขนันใส่ไหมฅำ อกทอทำมอนมาด จักร์ฅำฅาดติดหาง อานฅำวางชามแส่ว อานเงินแส่วทอทำ แถบลายฅำแห่งห้อย ดาวเสด็จย้อยจามรี นายม้าดีสักสวาด ขี่ม้าควาดคองแล ขี่ม้าแนยิงแม่น ม้าแล่นแกว่นรักนาย ม้าไชยทางกวัดแกว่ง สลับเสลียวแล่นไปฅืน ขี่ม้ายืนหย่องเที่ยง เยียะบิดเบี่ยงเมือบน ม้าเศิกสนเชิงหอก อันนึ่งชื่อว่าแม่มอดเกี้ยวเสาโรงทอง เป็นดวงคองหมากเต้า สามสุ้มเส้าฅะเชิงชิดช่อง นางเหยี้ยมปล่องลงแทง ผ่าฟองแรงรีบร้อน ฟองเฟื่องลงสน ๆ เกล้ากลางพลสัดสวาด ชะฎาแม่นมาดส่งสู่สองแสน ตาแหลวแมนเชิงถี่ ช้องนางควี่ขะแจจำ พลจำช้างม้าขุนใหม่ หมากเซ็กฅ่ายขุนแสน ท่านหื้อรางวัลอมสมเสีย นางกินเมืองขวางแข่งฟ้า ศักดิ์ใหญ่หม้าปรากฏ เมื่อนั้นและนาฯ

ถัดนั้น เสนารถไชยชุมแต่งห้าง เหล้มใหญ่กว้างเท่าพิมาน ทุมทานเพ็กพาด ข่มข้างพาดหวายทรง ดุมฅำกงเหล็กแขบ ตีเพิงแฅบไชชุม ถ่ายเพลาดุมไม้ใหม่ เครื่องรถใส่เหลือหลาย หนังเสือลายหุ้มห่อ หนังราชสีห์พ็อกอีสาน แล่นปูนปานทิพาวาส ตั้งปราสาทโขงไข กางทุงไชยวะวาด ช่อใหญ่กวาดลงสน เครื่องเศิกขามขนขึ้นใส่ หน้าไม้ใหม่และธนูสิง ปืนพิษยิงและสินาท อะม็อกอาดตรา จุงดากว่าชูไชยโชค เครื่องบริโภคสัปปัตถะ รถทังหลายมีมาก ลางเหล้มชอนด้วยอุสุภราชตัวใหญ่ ลางเหล้มก็มาใส่กวางฅำ ลางลำก็มาใส่แพะพู้ลากซุยซาย รถทังหลายสัพพเรศ ควรสังเกตไว้หื้อเป็นตรา เหล้มนึ่งชื่อว่าสุริยาทัณฑราช เหล้มนึ่งชื่อว่าจันทมาสมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าอังคารพลวิเศษ เหล้มนึ่งชื่อว่าพุทธเพศเพาสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าผัสสวดีครูโลก เหล้มนึ่งชื่อว่าสุกรโชคเพาพิมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าโสรีสถานสังโสด เหล้มนึ่งชื่อว่าราหูโคตรผิวเขียว เหล้มนึ่งชื่อว่าเปียวป่องฟ้า เหล้มนึ่งชื่อว่าอัสสวดีม้าหางหอน เหล้มนึ่งชื่อว่าผรณีวอนใจโลก เหล้มนึ่งชื่อว่ากิตติโชคชุมสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าโรหิณีแดงเพริด เหล้มนึ่งชื่อว่ามิคะสิรเลิศฤาไชย เหล้มนึ่งชื่อว่าอัทธพิไชยประสาท เหล้มนึ่งชื่อว่าปุณณสุราชพิมาน เหล้มนึ่งชื่อว่าปุสสะบัวบานอุ้มตุ้ม ราชรถหุ้มกระฏัก เหล้มนึ่งชื่อว่าหัสสเรศ มาฆวิเศษสลายลุม ปุพพคุณคามยศยิ่ง อุตตระพระทรงคุณสิ่งใสสรี เหล้มนึ่งชื่อว่าหัสสวดีชมชื่น จิตระหื่นหอสาร ศาสตระมาณไนดูวิลาศ วิสาขาสุจจนาถนาตาวิฆาต เหล้มนึ่งชื่อว่าอนุราชราชา เชฏฐาวดีแถวถั่ง ธรณีสัพพะคับคั่งถวายเถิง สัตตพิตเพิงควรฅาด ปุพพาอาจเพิงพอ อุตตระพระทรงตนยสยิ่ง เหล้มนึ่งชื่อว่าเรวติมิ่งไขสรี เหล้มนึ่งชื่อว่ามาตุลีไขโลกหล้า ขึ้นขี่ฟ้าเสวยผล เหล้มนึ่งชื่อว่าเวไชยนต์ยสซะราบ พระยาอินทร์ขี่ปราบไอศวร รถทังมวลยสเยี่ยง เยียะบิดเบี่ยงผ้าชูไชย ชิงกันไปเยียะซะซาดซะซ้าว เยียะอะอาดอะอ้าวอือทือ เสียงดังนันลือฅะฅุ่มเฅงฅ่วน เสียงระรดระราดร่วนลือนัน เยียะตะตุมตะตาม เสียงฅะฅุมฅะฅามฅะฅาด เยียะอะอาดอะอ้าวอืดอือทือ เสียงนันลือนันก้องอากาศ หกห้องฟ้าฟาดเถิงพรหม ปางเมื่อบรมสญไชยย้อยเยิ่ง พอรถทิพย์เฟื่องเปิ้งพิมาน อาสาการบ่อ้าง รางวัลกว้างกินเมือง ฯ

        ถัดนั้น ฅนตีนเนืองไวแว่น ใช้สอยแกว่นรางวัล เร่งจัดสรรสุระพ่าง เศรษฐีห่างเมืองมูล ขุนกินเมืองหื้อป่าวชาวบ้าน ช่างเส้นก้านขางยามัง ใคร่ได้ยังหวังกินเมืองกว้าง เครื่องเศิกห้างอาสา สุบว่อมหนังหนาและว่อมเงี้ยว จากัดเขี้ยวตะลัน ๆ ปืนธนูคันยัวะยวาด หน้าไม้ปาดปืนยา สีโรกะราต่างดาบ ด้ามคัดคาบปลายสอง ผาลาทองไวแว่น เสนาแกว่นกับปืน หอกยิงยอยหยดหยอก หอกชาวหอกหล่อนคลอน ดาบกับลากูนี้ถือเอาหอก ด้ามยาวศอกสามฝู เชิงกลิ้งดูไววะวาด ฅะฅุบฅาบเยียะตะริงตะราย จะเลยดายเชิงจ้าน แม้สี่ด้านเลยไป เชิงชายไวทรงแทบเชิงหอก อันนึ่งชื่อว่าแม่หมัดนอนแกลบกองวาง แม่เสือลากหางเหนนอก ช้างงาทอกตวงเต็ก ก่ำแพงเพ็กดิ้นตาย พาดพลิกแวดไวเวียน อินทร์ทือเทียนถ่อมถ้า เกินก่ายฟ้าเอาพระยาอินทร์ นางเกี้ยวเกล้าชิดชินเถิงถี่ ช้องนางควี่เวียนวน อีเพ็กชายสนกินหยาบ ใจเฅิงฅาบปานไฟ ตีนมือไวเที่ยงเท้า เขานันละเล้าจากัน ว่าจักบินเบี่ยงฟ้าเอาอินทร์ ฅนหาญชินชดชั้น สี่หมู่ปั้นเป็นชุม นายสิบหุมแห่หมู่ นายซาวอยู่สันเดียว ฅนสลับเสลียวกวัดแกว่ง ลุกขึ้นแล่นทันนาย ลูกหาบยายอยู่ก่อนหน้า ยั้งอยู่ถ้าหุยหาย ชาวเด็กชายมหาด ชาวเมืองราชชูไชย หล้างการใดหากการนั้น อดหมั้นหมั้นขอขัน ราชะการรางวัลเสื้อผ้า กินน้อยถ้าถมแถม นางนมแนมอุ่นเอื้อ เมืองใหญ่เงื้อมกินกม ปางพระบรมสักสวาด ท้าวธิราชสญไชย รอมริพลไปวันนั้นแลฯ

เอวํ ราชา ท้าวสญไชยพิจารณา จตุรงคะเสนาสี่จ่ำพวกนี้แล้ว ท้าวตนแก้วจักปลงอาชญา ให้ประดับประดาราชะมัคคาทางใหญ่ อันกว้างได้อุสภคณนา นับได้ ๕๐ วาเป็นขนาด แต่ฅุ้มน้อยราชเวียงไชย จตุรนกรไปชุจอด ต่อท้าวรอดเขตวงกตปัพพตาคิรี มีประหมาณ ๖๐ โยชนะคณนา ให้ประดับประดาทุกสิ่ง ท้าวจิ่งปลงราชโองการ อาชญาสารจาเทิก ให้อามาตย์เบิกบรบัติ ว่าจุ่งรับเอาราชอาชญาสาร เอาฅนการมามวลมาก หื้อเผี้ยวถากชวากทางไป หื้อเหมือนหน้ากลองไชยเรียบราบ บ่ล้ำกว่าอามาตย์จักกระทำแท้ดีหลี จิ่งกล่าวเสาวนีย์คาถาว่า ราชา โอโลกิยา ปุปฺผามาลาคณฺธ วิเลปนา ดั่งนี้

โภณฺโต อามจฺจา ดูราอามาตย์ อันมาเต็มราชสิงสนาม จุ่งปฏิบัติตามให้วิเศษ ลูกกูเจ้าพระยาเวสสันดร จักเดินจรไต่เต้า ยาตราเข้ามาเมือง สูจุ่งประดับประดาเรืองรอด หนทางจอดราชมัคคา ปัญจมาลาห้าสิ่ง ดอกไม้ยิ่งห้าประการ คือดอกตายหานดอกพุดดอกซ้อน ดอกหญ้าแพรกข้อนเขียวเย็น ดอกผักกาดเป็นถ้วนห้า ขันเข้าตอกถ้าดาผาย จวงจันทน์มัณฑายายไว้ ชุมนุมดอกไม้ยายทาง น้ำอ่างและไหอย่าหื้อขาด ไหเหล้าเป็นขนาดและไห เต็มแบกไปยายใกล้หั้น ไหฝูงนั้นเต็มไปด้วยเมรัย เข้มแข็งชุไหชุแห่ง ตอกและแป่งเมาซะเรซะรำ

อันนึ่ง ท่านทังหลายจุ่งแปงเข้าหนมถั่ว เข้าต้มอั่วชิ้นยำ เข้าหนมแดกงารำและชิ้นปลาทุกอย่าง ยายไว้สองตราบข้างมัคคา น้ำกะธิน้ำมันงาใหม่ สัปปิใส่นมงัว เข้าหนมหนัวและเข้าป้าง กองเท่าแฅ่งช้างชาวไร่สร้างยาเมา ตั้งเต็มเลาไว้ต้อน ฅนฟ้อนร้อนหลุ้มกินไป พ่อครัวในและพ่อครัวนอก ให้เขาออกมาไว
ฅนทังหลายฝูงขับช่าง และช่างฟ้อนสังสลืดย้อนตีนมือไว ฅนช่างตีกลองให้หุ้มปาก มีรสหลายหลากยังยาย ช่างขับนิยายลวงโลก หื้อหายโสกมายา อาหยนฺตุ สพฺพาวินาโย พวกพิณตราชำหนีด ให้เขาดีดเป็นชุม ฅนฝูงหมู่ตีกลองหลวงและกลองหน้อย เสียงละห้อยเป่าหอยสังข์ เสียงโด่งดังดีดสีตีเป่า มือนับเล่าสอนใจ เภรีใดดังด่วน หน้าใดม่วนผู้ตีไป ฅนฝูงใดช่างเป่าวุ่นและปัณเฑาะว์ และตีสังข์ทึงชักเข้ธะล้อ จุ่งหื้อตีต่อทางเดิน ช่างตีกลองฅำกลองเงินและช่างหุ้ม จุ่งตีแต่ฅุ้มเราไปเทอะฯ

ดูราเสนาอามาตย์ทังหลาย จุ่งมาดีดพิณเราอันมีซาวหกสาย อันมีแซ่วหลายกง มีทังรูปฅนและราชหงษ์องค์แอ่น มีทังรูปม้าแก้วแกว่นอาชาไนย มีทังรูปไกรสรคุชชราช พิณแก้วอาจแจจัด แสนกระษัตริย์ใคร่รู้ พิณสายนึ่งนั้นเสียงเนืองนันสะสว่า ปานดั่งฟ้าผ่าต้องสมุทรสาคร สายนึ่งชื่อว่ามธุรสหวานยิ่งกว่าอ้อย สายนึ่งชื่อว่าสาวหน้อยไห้หื้อแม่หาผัว สายนึ่งชื่อว่าสาวใคร่หัวเมื่อเช้า สายนึ่งชื่อว่าหน้าเถ้าเหี่ยวแล้วพ้อยชื่นเชยบาน สายนึ่งชื่อว่าท้าวไปอื่นนางคอง สายนึ่งชื่อว่ารุทธทองทังแท่ง สายนึ่งชื่อว่าแต่งเอาใจ สายนึ่งชื่อว่าแสนตาสาวไหลเหยี้ยมปล่องห้อ สายนึ่งชื่อว่าป้อสมบัติ สายนึ่งชื่อว่าปัดฅำเต็มแขนนางสนถี่ สายนึ่งชื่อว่าช้องนางควี่ซะดาน สายนึ่งชื่อว่าถ้านสมบัติในเมืองฟ้า สายนึ่งชื่อว่าอยู่ถ้าเมืองพรหม สายนึ่งชื่อว่าชมสมบัติในโลก สายนึ่งชื่อว่าอยู่ถ้าเนรพานเป็นที่แล้ว สายนึ่งสูจุ่งดีดไปนำเอาลูกแก้วพ่อมาเมืองเทอะเพื่อนเฮย ท้าวปรมสญไชยพิจารณาห้องราชะมัคคาอลังการ ด้วยประการฉะนี้ก็มีวันนั้นแลฯ

ชูชโกปิ ส่วนชูชกะพราหมณ์ปู่เถ้าอันเดินมา หื้อทังปราสาทปิ้นเจ็ดชั้น ทังอาสนาอันเชยชม อภิรมย์ผะโหด เข้าน้ำโสดโภชนาหาร มีรสหวานหลายยิ่ง กินเสี้ยงทุกสิ่งเหลือประหมาณ ตามอันกลั้นอันอยาก ท้องพราหมณ์พรากมานาน มากินอาหารตามอันมัก อาหารคัดคั่งในไส้ ไฟท้องไหม้บ่ทัน ท้องเต็มตันอ้นย้นพ้นปากพราหมณ์ ฅวามอันอยากจักกินชุอัน เมื่อมันอยู่เรือนบ้านเก่า เท่ากินผักบุ้งใส่กุ้งและตัว พราหมณ์เถ้ากินทางหัว เมียมันกลัวเถ้าอยาก มันก็หากกินทางหาง ท่ำกลางขาไว้กินเมื่อแลง บัดนี้ได้พบของกินแพงต่าง ๆ ชิ้นส้มค่างกับมันหมู สองมือถูเข้าปาก เยียะชะชุบชะจาบซะซุยซะซาย กินทังลาบฅวายและแกงแฅเป็ด แกงแฅเห็ดเผ็ดวะวี่วะวี่ กินทังปิ้งจี่และปลาเผา แฅบหมูมันเอาใส่ระรันระรัน เถ้ายินมันค่อยเคี้ยว ปากพราหมณ์เบี้ยวเมือบน กินทังแกงอ่อมต้มจนดังซะซูบ ปิ้งไก้รูดทังตัว กินทังขางัวและห่านต้ม กินทังชิ้นส้มและปลาเจียว แกงหนังเหนียวใส่ส้มอ่อย เคี้ยวบ่ย่อยสักอัน พราหมณ์มันเยียะมึนตาอยู่ พราหมณ์เถ้าปู่ค่อยเคี้ยวงะงันงะงัน กินทังแมงมันและอึ่งหย้าง กินทังก้างและดูกทังมวล กินทังหมากไฟและลูกส้ม กินทังชิ้นส้มและปลาจืน เยียะมะมึนมะม้าวมะม้าว กินทังหมากพร้าวและหมากตาล กินทังน้ำหวานและหัวเผือก กินบ่เลือกบ่แยง กินทังแตงและเต้า กินทังเข้าสาลี ของกินมีหลายหลาก ปูนพลูหมากนางสาวใช้ถวาย นางทังหลายพร้อมกันเข้าใกล้ เยาะหยอกยว้ายส่ำแดงองค์ หื้อพราหมณ์หลงอำนาจ เข้าบ้วงบาศก์ฝูงญิง เขาเพาพิงป้อนปาก พราหมณ์เถ้าอยากระรอน กินมะมอนมะมัด สองแก้มคัดมะไม่ ท้องพราหมณ์เถ้าใหญ่เท่าไหตาล ท่านพราหมณ์ยินลำบาก อุ้มท้องร้องปากทังฅืน กลิ้งผับผืนอยู่บนสาด ทะลุกทะลาดเรือนไป ไปเอาไฟมาส่อง ขดหาช่องอยู่ระรวาน ระรวาน ขดหาชานก็บ่ออก หวังจักถอกหื้อเบาใจ กินยาประจุในก็บ่แพ้ กินยาแก้ก็บ่ลง กินยาผงก็เสี้ยงสามไต้ ท้องพราหมณ์ไค่ปูมพิง ฝูงเด็กญิงชายทังหลาย จิ่งจูงแขนปกลุกเล่า เถ้าหายใจเส่าอยู่ยะหยกยะหยก หวังจักตกพ้อยซ้ำพองมาแถมเล่า ซ้ำร้ายกว่าเก่าแถมและนา ฯ

ธ เอายามาลูบไล้ หวังจักได้เบาใจ พราหมณ์หายใจสะอื้น เสลดขึ้นรูฅอ ปานงัวมอซะซ้าว หายใจเส่าคางคับ ตาบ่หลับเหลือกขึ้น ตาเหลือกฟื้นเมือบน ตากวนตีนมือเป็นเกี่ยว หันบิดเบี่ยวรางา ฝูงเขารักษาอยู่เฝ้า หันพราหมณ์เถ้าดั่งจักตาย เขาทังหลายพร่ำพร้อม ใจหลิ่งน้อมเป็นเกลียวเดียว เขาจิ่งเทียวไปหาหมอชุแห่ง เพื่อจักแต่งหื้อพราหมณ์หาย ไปสู่หมอหัวฝายก็ว่าขิดขวง ไปสู่หมอหัวหลวงก็ว่าบ่ได้อยู่ ไปหาเถ้าปู่ก็ว่ายายำ ยังอยู่กัมม์บ่ออก ไปสู่หมอหัวหงอกก็ว่าสูมาเทอะหลาน ไปสู่หมอช่างตาลก็ว่าตายเสียแล้ว ไปสู่หมอปากมากก็ว่าอย่าสู้มาถาม ไปสู่หมอสานไภก็ว่าบ่รู้ที่ ไปสู่หมอยี่ก็ว่าจักร้าย ไปสู่หมออ้ายก็ว่ามันตายแล้ว ไปสู่หมอช่างแก้วก็ว่าผิดเมียมัน ไปสู่หมอฅำพันก็ว่าไปการแขก ไปสู่หมอหัวแตกก็ว่าไปสร้างสวนมัน ไปสู่หมอขวัญก็ว่าเป็นพยาธิ์ ไปสู่หมอหัวกาดก็ว่าไอ ไปสู่หมอฅำใบก็ว่าไปล้อมรั้วบ่มา ไปสู่หมอคูลวาก็ว่าหนีไปไร่ ไปสู่หมอใสก็ว่าหนีไปนา ไปสู่หมอโหราก็ว่าหล้มพง ไปสู่หมอสวนหงษ์หมาก็ว่าไล่ขบ เขาจิ่งหลบฅืนมาดั่งเก่า เขามาแปงยาประจุต่าง ๆ หื้อกินหมากข่างก็เสี้ยงสามถง หื้อกินยาผงก็เสี้ยงสามไต้ ท้องพราหมณ์เถ้าไค่แตกเสียงตุม ฝูงฅนนันอยู่งะงุ มงะง้าว นันอยู่ซะซ้าวเสียงซาว ว่าพราหมณ์เราตายเสียแล้ว บางพ่องก็เบี้ยวปากแล้วใคร่หัว พร่องก็เยียะกลัวบ่เข้าใกล้ พร่องก็ร้องไห้ระวานระวาน พร่องก็ด่าถ้านหนำใจ พร่องตีกลองสะบัดไชยไปทะทาด ตีหื้อพราหมณ์ขาดใจตาย เขาทังหลายจิ่งหามพราหมณ์ไว้เหนือแท่น เขาก็ว่าเราจักได้ผ้าแผ่นไหนมาปก พร่องก็พกเอาเบี้ยไปซื้อยังกาด ได้ผ้าขาดผืนนึ่งดั่งย่องัว เอามาปกหัวก็บ่กุ้ม หน้าก็บ่หุ้มเขาก็บ่หนาเขินสองตาหลับหลิ่ว พร่องก็ว่าอิ้วหลิ้วกูนี้ยินกลัว หนังหัวพองเยียะระร่าย เด็กน้อยพ่ายนะนูน เขากลัวปูมพราหมณ์แตก เถ้าใบ้แบกกินผิด เสี้ยงชีวิตอินทรีย์กินเข้า ในราชมณเฑียรพระเจ้ายอดสญไชยโสดและนาฯ

ท้าวบรมสญไชยก็หื้อรีบส่งสการพราหมณ์ปู่ บ่หื้ออยู่พอยาม ฝูงขาหักหื้อมาหามพายหน้า ฝูงขาห้านย่างช้าหื้อมาหามพายหลัง ผู้ตาฟางหื้อตีกลอง ผู้ตาพองหื้อตีค้อง ผู้ช่างฟ้อนหื้อตีแส่ง ผู้ปากแหว่งหื้อเป่าปี่แต้แตรมือ ผู้แขนซื่อหื้อถือระแอฉัตรกั้ง พร่องว่ายั้งพร่องว่าไป หันหัวไหวอยู่นะนุ่มนะนุ่ม ผู้ตาซุ่มหื้อมานำทาง ผู้ตาฟางหื้อมาแบกไม้ไต้ ผู้หูหนวกใบ้หื้อมาตีกลอง ผู้เป็นพองหื้อมาตีพาทย์ นุ่งผ้าขาดซุยซาย ผู้แขนลายหื้อฟ้อนหลบหลัง ผู้แขนหักหื้อตีแส่ง ผู้ตีนแหย่งหื้อตบมือ ผู้เถ้าหื้อถือวีกับสาด ผู้ปากเบี้ยวหื้อดังไฟ เขาร่ำไรโสกต้อง พร่องก็ฟ้อนรำสาผด ฝูงหลังขดหื้อถือทุง ฝูงเป็นลุงหื้อถือช่อ ผู้ไห้ม่อหื้อค่อยรวายไป เขาร่ำไรโสกเส้า หามพราหมณ์เถ้ากาลกิณี เถ้าบ่ดีช่างสับปะหลี้ พร่องว่าพราหมณ์ผู้นี้เอนนัก พร่องว่ายั้งพักถ้าหมู่ พร่องว่าอย่าเอาอยู่เท่าลู่ไป หันซากปู่พราหมณ์ไหวอยู่ระรอก พร่องกางศอกเหนือหัว พร่องก็มัวฟื้นบ่า พร่องร้องด่าว่าเวยเวย พร่องว่าชาวเราเฮยคื่นเค้า เราจักเสียพราหมณ์เถ้าที่ใดชา

จักเสียยังน้ำก็จักกินปลา จักกินเสียยังนาก็จักกินยังเหนี้ยวเหนี่ยงและฮวก จักเสียยังจอมปลวกก็ว่าจักไว้หากินเห็ด จักเสียยังเค้าผักเผ็ดก็ว่าจักไว้กินดอก จักเสียยังป่าผักหนอกก็ว่าจักไว้กินใบ จักเสียที่ใกล้บ้านก็ว่ากิเลียดวาง จักเสียใกล้ทางก็เยียวว่าจักกลัว จักเสียใกล้หัวขัวก็ว่าจักเอาไว้ไต่เต้า จักเสียใกล้ต้นพร้าวก็กลัวพร้าวบ่หวาน จักเสียใกล้เค้าตาลก็กลัวตาลบ่ใหญ่ จักเสียที่ใกล้เค้าไผ่ก็ว่าเอาไว้กินหาง จักเสียที่ใกล้เค้าซางก็ว่าจักเอาไว้กินหน่อ จักเสียที่ใกล้น้ำบ่อก็จักเอาไว้ตักกิน จักเสียที่ใกล้สวนผักก็ขี้เหลียด เจ้าสวนก็เคียดอยู่มะมงมะมง จักเสียที่ใกล้เค้าบงก็บ่หน้า จักเสียที่ป่าหญ้างัวก็จักกัด จักเสียที่วัดก็กลัวจักหลอก จักเสียที่ใกล้เค้ากอกก็ว่าจักเป็นยา จักเสียที่ป่าฅาก็ว่าจักเกี่ยว จักเสียที่ป่าเฮี่ยวผีก็จักชัง จักเสียยังวังน้ำก็จักหากินปลา เท่าว่าเสียที่ดินแดนขอก พ้นพายนอกแฅวนไกล ประเทศใดที่ดินโปดที่นั้นโสดบ่ดี กาลกิณีพายซ้าย ดินจักงว้ายห่างหา พายป่างขวาดินจักไหม้ ทิสะหนใต้ดินก็จักเหลือง หนเหนือลวงเมืองดินก็ว่าม้าน ทังสี่ด้านก็ควรวางที่ท่ำกลาง ตกเสียเท่าดีเสียพราหมณ์เถ้าชื่อยังควร เขาจิ่งชวนกันสู่ซะซ้าว เต็มทุกด่านด้าวคราวทาง เถิงที่วางพราหมณ์ปู่ เขาจิ่งอยู่เจียรจากัน เพื่อจักผันหาเล่า
             นิมนต์สวาธุเจ้ามาปังสุกุล เพื่อจักหื้อเป็นคุณแก่พรามหณ์เถ้า เขาไปอาราธนาสวาธุเจ้า วัดน้อยก็ว่าขิดขวง ไปนิมนต์พระวัดหลวงก็ว่าเราไปบ่ได้ ไปนิมนต์พระวัดใต้ก็ว่าเราบ่เคยมือ ไปนิมนต์พระวัดเหนือก็ว่าเราเป็นตุ่ม ไปนิมนต์พระวัดลุ่มก็ว่าเราเกรง ไปนิมนต์พระวัดเม็งก็ว่าบ่ไปและท่าน ไปนิมนต์พระวัดม่านก็ว่าบ่ตะวา ไปนิมนต์พระอโยธิยาก็ว่าบ่หล้างบ่หล้าง ไปนิมนต์พระล้านช้างก็ว่าเราต่างภาษา เขาไปได้พระคูลวาตนหนึ่งดูหลาก หันหน้าก็หากปูนใคร่หัว ทังตนตัวย่อมเป็นขี้เขี้ยนขี้กราก ริมปากก็เส้าเค้าคางก็หยุบ ปูมก็แทบหนังเกิบก็ดีทือ สองมือก็โผกเยียะโสกโกกผิดคอง สองตาพองหลับหลิ่ว อกก็กิ่วแถวแนว แอวก็คดหลังก็โก่งขดงอปูนกลัว หัวก็ซ้ำมาเพิบ หน้าเทิบเยิบบ่ปูนดีดู สองหูก็หนวก คำจาก็สวกบ่เจียมตัว เอาผ้ามาปกหัวฅอมฅ่อ เยี่ยะบ่ปากล่อเจียรจา ค่อยลีลาย่างยาตร ที่แท้ผ้าย้อมฝาดหนูมากัด ตาลปัตรก็ขาด สายสนุกบาตร(สลก)ก็เป็นเห็ด หน้าก็เป็นเกล็ดบ่ห่อน ขม่อมก็อง(เถิก) ก้นถงก็รั่ว เขาว่าชีชั่วบ่เชียง ก็ยืนซะเมียงสองตา ไกว่แขนไปมาเยียะยะยุ่ยยุย่าง มายืนเทียมป่างข้างกองหลัว ปูนดีใคร่หัวนักกว่าเช่น เบ่นหน้าเยียะจิหลดจิหลดว่า อุปาสกเฮยเราจักปังสุกุลสะน่อย เอาไม้เท้าต่อยกองหลัว เยียะกะกกกะกาก คำปากก็ลวดว่า นอมอตอสอ นะมอตาสัง กุสลาธัมมัง อกุสลาธัมมัง ปู่พราหมณ์ตายคายัง ว่าคำหลังแถมเล่าซ้ำคำเก่าไปมา กุสลาก็บ่ได้เสี้ยง เหมี้ยงในปากก็บ่หยุด มูลีขี้สุดก็บ่ฅว่าง ถงขาหย่างก็สะพาย แล้วก็ปันพรหลายหื้อพราหมณ์ปู่ ว่าหื้อพ่อออกไปอยู่อเวจี อย่าได้หนีไปเมืองฟ้า จุ่มก้มหน้ารับบาปกัมม์เวร หื้อไปอยู่กับเถรเทวทัตลุ่มใต้ อย่าหื้อได้เกิดมาเป็นฅนซ้ำพอสอง ว่าอั้นก็มีวันนั้นแลฯ

เมื่อนั้น พระยาสรีสญไชย คันว่าหื้อส่งสการพราหมณ์แล้ว ตนแก้วก็หื้อฅนทังหลาย ตีค้องยายร้องป่าว ถามหาข่าวญาติวงศา แห่งพราหมณาหัวหงอก ทุกสลอกทุกคอง คนทังหลายตีกลองปานหน้ากลองจักขาด ก็บ่หันเชื้อชาติพราหมณ์มา เมื่อนั้นของนานาบ่มีฅนเฝ้า เชื้อพราหมณ์เถ้าเปล่าเสียสูญ ก็ขนฅืนมามูลมั่ง ในราชะโกฐาคาร เล้มฉางแห่งท้าวสญไชยดั่งเก่า ก็มีวันนั้นแลฯ

ส่วนว่าเสนาโยธามวลหมู่ เขาก็มาสู่ชุ่มนุมกัน ในวันถ้วนเจ็ดบ่ขาด ท้าวไท้ราชสญไชยภูมี ก็กระทำเจ้าชาลีกุมาร อันเป็นหลานแห่งตน หื้อเป็นเจ้านำพลไปก่อนหน้า หลานพระเจ้าฟ้าก็ออกไป ด้วยยสปริวารหลายมาก เสด็จพรากนครไป หยาดยายใยช้างม้ารถราช ชาวมหาดถมกันไปก็มีวันนั้นแลฯ

ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สา เสนา มหตี อาสิ อุยยุตฺตา สิวิพาหินี ชาลินา มคฺคนเยน วํคํ ปายาสิ ปพฺพตํ ฯ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าริพลสกลเสนาโยธา แห่งท้าวปรมสญไชยตนใหญ่ มีประหมาณว่าได้สิบสองอโขเภณี มีเจ้าชาลีนำทางไปก่อนหน้า ทังช้างม้าหยาดยายใย ออกจากเวียงไชยเชตุตตระนครเมืองใหญ่ อันสนุกใช่สามานย์ เข้าสู่ป่าหิมพานต์เก่าเกื้อ อันเป็นที่อยู่ผีเสื้อ นกเนื้อทังหลาย อันเป็นที่อยู่สบายแห่งพระยาเวสสันตระ ชื่อว่าเขาวังกฏะปัพพตาคิรี ก็มีวันนั้นแลฯ

ตตา ในกาละนั้น พราหมณ์ทังหลาย อันอยู่ในเมืองกลิงคะราช ก็นำช้างแก้วราชปัจไจย ไปรอดเมืองตนแล้ว ห่าฝนแก้วชลธารา ก็ไหลหลั่งมาบ่ขาด จิ่งนำช้างแก้วราชฅืนมาถวาย แก่พระยาสญไชยดั่งเก่า ช้างตัวนั้นเล่าก็ยินดี ปีติมีบ่เส้า ด้วยใส่ใจว่าจักได้หันหน้าเจ้าแห่งตน ก็ร้องรนไปมาด้วยเสียงสะเฅียนอันมาก

             ตํ สนฺธาเยตํ คาถาพันธนะอันนี้ชื่นช้อย พระยอดสร้อยสวัสสดา เทียวรัตนาจงกรมแก้ว ก่ายหว้ายฟากฟ้าจักรวาล อาศัยช้างแก้วปัจไจยให้เป็นเหตุ พระจิ่งเทสนาในจริยาปิฎกะ แก่ท่านธรรมเสนาในจริยาปิฎกะ ดั่งนี้เป็นต้น ดูราสารีบุตร ผู้บัวริสุทธิ์ด้วยปัญญา ช้างแก้วปัจไจยนั้นนาประเสริฐ อันเกิดมาแต่องคะตัวแม่ หนุ่มบ่แก่ถ้านมัชฌิมวัยอายุได้สิบขวบเข้า จิ่งถ่อยเถ้าโรยแรง อัตถะแสร้งหลายหลาก อัตถะไขว่ สฏฺฐิกายโน ยังช้างสารได้สิบหกตัวองอาจ อาจผจญแพ้โดยง่าย กจฺจายโน ในเมื่อเชือกสายฅะพัดอันฅวาญช้าง ดาใส่สายชะนักไป่ทันแล้ว ช้างแก้วตัวนั้นใจชมชื่นยินดี จิ่งร้องก้องด้วยเสียงสะเฅียน เหมือนดั่งเสียงนกกระเรียนร้องก้อง ก็มีวันนั้นแลฯ

             อาชานิยา หสิสฺสนฺติ ม้าอาชาไนยก็ริแฮ่น ช้างก็แส่นสะเฅียนถีบ กงเกียนรถดังซะซ้าว ลือทั่วด้าวสีพี ฝุ่นผงธุลีก็พอกุ้ม อากาศกุ้มพายบน ปางเมื่อริพลท่านท้าว เจียนจากด้าวสีพีไป โยธาหาญบรมท้าวสญไชย ย่อมหาญหาดห้าว เป็นข้าท้าวอาดอาสา ก็เอากันมาระวังแวดล้อม ย้อมยสเจ้าชาลีกุมาร ตนเป็นหลานมัคคุเทศก์ สำแดงเหตุหนทางไปก่อนหน้า เข้าสู่ป่าหิมพานต์ กระษัตริย์ปู่หลานสี่พระองค์ ก็เข้าไปสู่ไพรพงป่ากว้าง อันเป็นที่อยู่แรตช้างเสือหมี อันมีผักและน้ำมาก ดาดาดเต็มไปด้วยไม้สองจำพวกเรียงราย คือมีดอกไม้และลูกหลายสิ่ง บางพร่องก็จิ่งบานจุมจีแตกซ้อนก้าน บางพร่องบานเรืองเรื่อเร้า แม่เผิ้งเค้าคู่ชมดวง บางพร่องลูกสุกพวงสามสู่ ลูกเค้ากุมแกมใบ บางพร่องก็สุกใสอะท้าม เหลืองแห้มร่ามยุท่างกินป่าหิมพานต์ ประกอบด้วยนกทังหลายต่าง ๆพร่องก็ด่างดำแดงขาวเขียว จับอยู่เหนือเรียวป่าไม้ ในป่าอันเป็นชอบระดู ก็เกิดก้องร้องกันไปมา แห่งสกุณาอันเป็นผัวเป็นเมียแห่งตน ก็มีวันนั้นแล ฯ

เต กนฺต๎วา ทีฆมทฺธานํ อโหรตฺตา นปจฺจเย ปเตเสนฺตํ อุปารญฺฉุง ยตฺถา เวสฺสนฺตโร อาหุ ฯ ภิกขเว ฯ ดูราภิกขุทังหลาย ปางเมื่อพระตถาคตะ เป็นพระยาเวสสันตระ นราธิบดีธัมมิกระสี อยู่ในคิรีป่ากว้าง ประเทศท้างแดนใน กระษัตริย์ทังสี่ตนปู่ย่าหลาน ทังบริวารสิบสองอโขเภณีอันใหญ่ ก็เอากันไปชุจอด ต่อเท้ารอดป่าหิมพานต์ อันเป็นสถานที่อยู่แห่งพระยาเวสสันตรนั้น ด้วยอันนับวันและฅืนอันมาก ก็มีวันนั้นแลฯ

อิติวุตฺตปฺปกาเรน ด้วยประการดั่งกล่าวมานี้แลเด ฯ มหาราชปพฺพํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันกล่าวห้องมหาราช อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๖๙ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จ (แล้วเท่านี้ก่อนแล) ฯ

 

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑๒    สัคคติ
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)   สัคคติ ๓๖ คาถา

... ....ว่าควรกูอินทาหดหล่อ หื้อฝนตกต่อเสนา กับทังพระยาหน่อไธ้ หื้อทั่วด้าวอาสรม เนรมิตฝนตกลงสะสอด หื้อเป็นโบกขรวัสทอดทาลงมาทั่วด้าว กลางชุ่มนุมท้าวขัตติยราชหกพระองค์ ในเมื่อฝนตกลงถูกต้อง ทั่วแห่งห้องอาสรม ฅนฝูงใดบ่มักใคร่ชุ่มน้ำฝน ก็ปลิวแต่บนหนีพราก กลับจากเว้นหนีไกลไปพลันบ่ต้อง บ่ถูกต้องสักฅน ฝนตกลงไปพลันดูหลาก เป็นดั่งน้ำกลับจากใบบัว ลวดได้ชื่อว่าโปกขรพัสว่าอั้น.. ...

            นโม ตสฺสตฺถุ ฯ ชาลีกุมาโร มุจฺจลินฺทสรตีเร ขนฺธวรํ นิวาสาเปตฺวา จุทฺทสรถหสฺสานิ อาคตมคฺคาภิมุขา เนว ฐเปตฺวา ตสฺมึ ปเทเสสิ หพฺยคฺฆทีปิ ขคฺคาทีสุ อารกฺขํ สุสํวิทหิฯ

 

ล่ำดับเทสนามา ส่วนว่าเจ้าชาลีสรีหนุ่มเหน้า อันเป็นนายหมู่เจ้านำพล ก็เข้าไปสู่ไพรสณฑ์ป่ากว้าง จิ่งหื้อตั้งทับที่ข้างมุจจลินทสระ สัพพัตถเครื่องพร้อม นะนุ่มน้อมดูงาม ยามเมื่อรถยังผ้งอว่ายหน้า ลูกเจ้าฟ้าแต่งมาควร รถทังมวลมีมี่หมื่นสี่พันเหล้ม ก็หื้อบ่ายหน้าสะเพราะเซิ่งมัคคา หื้อฅนรักษาอยู่บ่ขาด เพื่อบ่หื้อเนื้อร้ายราชสีห์สิงห์ ทังหมู่กระทิงและแรดช้าง เสือโคร่งอ้างกินฅน บ่หื้อกระทำร้ายแก่ริพลมวลหมู่ หื้อฅนได้อยู่สบาย อันว่าเสียงริพลหลายเกิดก้อง นันทั่วท้องหิมพานต์ ดุจดั่งแผ่นดินดานจักแอ่น เป็นต้นว่าช้างร้องแส่นสะเฅียน ตัวแรงเวียนสอนยาก ม้ามณีกากอานฅำ สองมือกำหิแห่น ช้างแกว่นแก้วสงความ พลหลามไหลตามชุจอด ลางพร่องก็กอดกำแฅม กุบละแอแอมห้อยบ่า ร้องสวะสว่าชุฅน ช้างม้าสนกันไปฅะฅืด เสียงรถดังอะอืดทั่วดงรี ฝุ่นผงธุลีมืดกุ้ม อากาศคุ้มพายบน ช่อทุงสนหลายส่ำ มีพร้อมพร่ำหลายส่ำ มีพร้อมพร่ำหลายสี ก็มีและฯ

            เมื่อนั้น พระมหาสัตว์เจ้า ได้ยินเสียงคลื่นเคล้าแห่งริพล เสียงหมู่ฅนโห่ร้อง ดังสนั่นก้องดงไพร เจ้าก็ตกใจเหลือหลาก รอยว่าข้าเสิกมากเหลือหลาย ได้ข้าตายเสียแล้ว ยังตนแก้วสรีสญไชย แล้วพร้อมกันมาทังหมู่ เข้ามาสู่ศาลา เพื่อจักข้าสองราพี่น้อง อันอยู่แห่งห้องดงรี ยามนั้นพระระสีเวสสันตระราช จิ่งชวนอัคคราชนงเลา ขึ้นไปสู่จอมเขาสูงใหญ่ สองเจ้าค่อยไต่บนดอย แล้วชวนนางมัททีเล็งคอยผกผ่อ ยังริพลพระเจ้าพ่อแห่งตน ก็มีแล ฯ

          ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห เทสํ สุตฺวาน นิคฺโคสํ ภีโต ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพระยาเวสสันตระราชา ได้ยินเสียงโยธาตึบแถบ ร้องไห้แหบกังวล มีตัวตนอันสั่น ร้องไห้ปั่นกลัวตาย เพราะตัวเดียวดายไร้หมู่ ไห้สะสู่เจียรจา ว่าดูรามัททีน้องเหน้า อันว่าเสียงฅะเฅ้าโกลา ริพลโยธาหนาหนืด ปูนดีงืดเพิงกลัว ฝุ่นผงมัวมืดฝ้า หันฅนและช้างม้าหลั่งกันมา บ่อาจคณานับได้ ดั่งป่าไม้เถื่อนจักพัง ช่อทุงยังยายยื่นซ้อง เต็มทั่วท้องหิมพานต์ ฯ
             ดูรานางนงคราญเจ้าพี่ เราทังสองนี้เหมือนดั่งเนื้อในดง อันพรานป่าจงใจจอด หื้อเมี้ยนมอดมรณา ล้อมกันมาทุกช่อง หื้อตกปล่องรูขุม แล้วก็รุมกันแทงด้วยหอกเถี่ยนกล้า ฟันด้วยพร้าอันฅม หื้อชีวิตจมม้วยมอด บ่หื้อรอดทางตาย ชาวเมืองทังหลายปองกระทำโทษ เขากริ้วโกรธว่าเราบ่ดี ขับสองราหนีมาอยู่ป่า กูพี่นี้นาหาก่ำลังบ่ได้ ตระหมอดไร้หมู่โยธา บัดนี้สองราพี่น้อง จักถูกต้องอนธะราย ขาดใจตายในป่า บ่หล้างว่าจักฅืนไปเมือง ฯ

            ส่วนนางบุญเรืองมัทที ได้ยินพระระสีกล่าว นางก็เล็งถี่จั้นหมู่เสนา ริพลโยธาหลายบ่หน้อย ยายเป็นถ้อยดูงาม นางก็รู้ฅวามว่าเสนาตนแต่ก่อน จักมาโลมพระหม่อนเจ้าจอมหัว บ่หื้อตกใจกลัวสะดุ้ง จิตแตกฟุ้งเวทนา จิ่งกล่าวว่าข้าแด่พระจอมเหง้า เจ้าอย่าได้สลั้งในปารมี ตนเจ้าก็จักได้ตรัสประญาสัพพัญญูบ่พราก นำสัตว์จากโอฆะสงสาร เข้าสู่นิพพานเวียงแก้ว ข้าเสิกใดมาพาลปองร้าย ก็จักพ่ายปารมี ดั่งอัคคีไฟอันหน้อยนึ่ง จักมาเผาเซิ่งน้ำมหาสมุทร บ่หลอนจักหลุดแห้งได้ ไฟอันนั้นไส้ก็จักดับไป เจ้าหน่อไท้มีคุณเนรนาถ ดุจดั่งเขาสิเนนุราชปัพพตา อันนึ่งรอยว่าพระปิตาธิราช จักยุรยาตรโยธา เข้าสู่อรัญญาป่าไม้ มาอัญเชิญพระเหง้าไธ้เมือเมือง และคาฯ ยามเมื่อมหาระสีได้ยินนางมัททีกล่าวแก้ เจ้าก็ว่าแท้บ่ผิดผวน จิ่งชวนนางงามล้วนถ้วนถี่ เข้าสู่ที่ปัณณศาลาก็มีแลฯ

            ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห นิวตฺติยิตฺวาน รถํ วุฏฺฐา เปตฺวา ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสเก้าพันโกฎิ์ ผู้รุ่งโรจน์ด้วยสมาธิญาณ พระยาสญไชยผ่านแผ้ว จิ่งจากับด้วยนางแก้วผุสสดี ว่าเราทังสองจักเข้าสู่พระระสีลูกไธ้ ก็จักร้องไห้ขาดใจตาย กูพี่จักผันผายเข้าไปก่อน หื้อเจ้าผ่อนทวยไป ส่วนหลานนงไวยทังคู่ ค่อยเข้าไปสู่พายหลัง กระทำสังปิรักษาแด่ เจ้าก็ลงจากฅอช้างแก้วเร็วพลัน รีบผันผายเข้าสู่ ยังที่อยู่เวสสันตระระสี เพื่ออภิเษกสองสรีลูกเต้า หื้อปราบด้าวสีพี หื้อยสเรืองมีดั่งเก่า เป็นท้าวเล่าพอสองฯ

           มหาสตฺโต พระมหาสัตว์เจ้า กับนางเหน้าราชะมัทที ร่ำเพิงดีคึดรอด ว่าพ่อพระเจ้ายอดสญไชย จักคลาไคลมาสู่ ในแก้วกู่ศาลา ลวดหายภัยยาอันกลัวบ่ได้ สองแก่นไธ้อยู่ศาลา หันพระปิตาธิราช ยุรยาตรเทียวมา ก็แล่นไปต้อนปิตาแก่นไธ้ ยกมือไหว้แทบปาทา นางมัททีก็วันทาตีนตนพ่อ ก้มเกล้าต่อปาทา แล้วเจียรจาเสียงหวาน ว่าข้าแด่พระภูบาลเจ้าข้อย ข้าน้อยชื่อมัทที ทรงเกษีหมวดเกล้า ขอไหว้ตีนพ่อเจ้าชอบตามคลอง
              ในเมื่อทังสองไหว้กราบ พระบาทเจ้าสญไชย ยินดีใจรักลูก ท้าวก็ลูบหลังปุตตา มีน้ำตานองหลั่งไหลต่อ ลูกรักพ่อสิเนหา ในเมื่อโสการ่ำงับแล้ว ตนพ่อแก้วพระยา จักปราไสรกับลูกท้าว จิ่งต้านกล่าวคาถาว่า
              กจฺจิ นุ กุสลํ ปุตต อนามยํ ดูราเจ้าทังสองพี่น้อง ยังอยู่บ่ต้องโสกอันใด บ่มีภัยอาพาธ บ่มีพยาธิ์หวัดไอ สองจอมใจลูกรักพ่อ ยังค่อยเลี้ยงชีวิตต่อสบาย หัวมันหลายเหลือแหล่ ยังค่อยได้นักแก่พอสัน ในอรัญมีหมู่ริ้น ยุงปีกปลิ้นเป็นช่อ บ่มาหล้มล่อขบตน งูสิงสนในป่า บ่มาผกผ่ามัคคา ในดงหนาป่าใหญ่ เสือโคร่งใช่สามานย์ บ่พบพานลูกแล้ว กลับหลีกแล้วหนีไกล อั้นชาฯ

            ยามนั้นพระมหาสัตว์เจ้า จักเล่าคำมา จิ่งกล่าวคาถาว่า อตฺถิโน ชีวิกา เทว สา ยาทิสิ จ กีทิสา ดั่งนี้ ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า อันว่าสองลูกเต้าอยู่ดงไพร ไกลเมืองเราแฅวนมาก เผือข้าหากดอมดาย เหตุขงขวายหาลูกไม้ หาได้จิ่งเอามากิน ขุดหัวมันดินและหัวชวาก ขุดได้หากนำมา เลี้ยงตนราพายหน้า ชีวิตเผือข้าจิ่งหันมา มีอาการหลายหลาก กระทำได้ยากหนักหนา เผือข้าเป็นตาปสาระสีทุกข์ยาก เหตุได้พลัดพรากสมบัติ ไร้ถนัดใจโสกต้อง ก็มาสอนใจเผือพี่น้อง หื้อรู้เยื่องถ้องคลองดี คือดั่งสารถีถ้วนหน้า มาสอนหื้อม้าอยู่ในคำ และพ่อเฮยฯ

               ข้าแต่พ่อพระยาตนยสมาก แต่เมื่อเผือข้าพรากสีพี ไพร่ขับหนีมาอยู่ เท่ามีคู่พอสองฅน ตนข้าผอมเหลืองหลายหลาก เพราะได้พรากหน้าพระปิตา และนางพระยาตนแม่ ทุกข์นักแก่นานหัน เผือข้าสันลูกไม้ ทุกข์โสกไหม้หัวใจ เหตุบ่หันนางสรีไวยออกเจ้า ทุกฅ่ำเช้าตระหมอดใจและพ่อเฮยฯ
             เยปิ เต สิวิ เสฏฺฐสฺส ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า ข้าลูกเต้าพ่อพระยา มีคำปรารถนาใคร่ได้ ยังไม้ไต้แก่โลกา คือประญาอันรู้ยิ่ง รู้ชุสิ่งเญยธัมม์ ข้าก็ได้กระทำเจ้าชาลีและนางกัณหา หื้อเป็นปารมีบ่แผก แลกเอาประญาสัพพัญญู ลูกข้าเป็นสายสืบเชื้อ เป็นที่เอื้อใจเทิง ไป่ได้เถิงมุทธาภิเษก อดิเรกราชา พราหมณ์บาปหนานำกว่า ตีแล้วด่าจำไป ตีหลังไสจำแล่น ดั่งชายน้อยแกว่นตีงัว พราหมณ์หลังโคโลภล้น ใจบาปพ้นประหมาณ มันนำหลานท้าวกว่า พ้นป่าไม้ดงรี ยังบ่รู้ว่าชาลีกัณหาลูกรักข้า ไปรอดแจ่งฟ้าเมืองใดนั้นชา หลอนพ่อพระยาเป็นเจ้า ยังรู้ลูกเต้าไปรอดเมืองใด สองสายใจทังคู่ ผิว่าพ่อยังรู้ข่าวสองสรี จุ่งนำเอาข่าวสารดีมาเล่า หื้อลูกเต้ารู้สับพลัน เผือข้าคองหันบ่หน้อย พระยอดสร้อยสองสรี โสกทุกข์มีใช่ช้า ฅนิงหาลูกก่ำพร้ายินผลาญฯ

              เมื่อนั้นท้าวองค์ฅานสญไชย จักไขข่าวสารนิทานหื้อแจ้ง จิ่งแสร้งสวาดคาถาว่า อุโภ กุมารา นิคคิตา ดั่งนี้เป็นต้น ดูราลูกรักแก่พ่อ อันว่าลูกน้อยหน่อสองเขือ พราหมณ์นำเมือรอดแล้ว หลานแก้วปู่เถิงเมือง พ่อบ่หื้อเฅืองใจเจ้า ลวดไถ่เอาลูกเต้าออกเป็นไท ของอันใดบ่หน้อย และอันและร้อยไถ่กุมารตาม ดั่งอาการแห่งเจ้าสั่งไว้ บัดนี้พ่อก็ได้หลานทังสอง ยังมาชอมหลังลูกกู อันจักเข้าล่อศาลานี้และฯ
             มหาสตฺโต พระมหาสัตว์เจ้า ได้รู้ข่าวสาร นิทานลูกตนพ้นจากข้า อว่ายหน้าออกเป็นไท เจ้ามีใจชมชื่นแล้ว ตนแก้วจิ่งกล่าวคำจา ว่าข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า ยสทั่วท้าวสีพี พ่อแม่ยังค่อยอยู่ดีบ่ไข้ ยังบ่ได้ต้องโสกการใด ยังสุขใจพร้อมพร่ำ บ่ล้ำบากการใด อันนึ่งนางสรีนงไวยตนแม่ บ่เถ้าแก่ปานใด สองตาใสแผผอด ยังค่อยเหลื้อมปลอดทังมวล อั้นชาฯ

              ท้าวปรมสญไชยตนพ่อ ตั้งหน้าต่อไขขาน ว่าดูราเจ้าลูกรักแก่พ่อ พ่อก็ยังค่อยอยู่ สุขสวัสสดีทุกฅ่ำเช้า บ่ล้ำบากด้วยโรคา พระมารดาตนแม่เจ้า บ่ถ่อยเถ้าเสียวัย ตายังใสไวยิ่ง งามสมสิ่งเสมอดีและลูกเฮยฯ
             พระมหาสัตว์เจ้าฅนิงแล้วเล่าหันควร จักใคร่ถามหายานทังมวลกับพ่อ ท้าวจิ่งถ้อยต่อคาถาว่า ข้าแด่พ่อพระยาเป็นเจ้า รถงามเลามีหลายคู่ ยังตั้งอยู่เป็นดี ช้างสารงารีตัวใหญ่ ม้าตัวใส่อานฅำ ยังจำนำดีรือเล่า เป็นดั่งเก่าอั้นชา ฝูงโยธาถี่ถ้วน ยังค่อยตั้งม่วนอยู่เป็นสันดี ฝนมีหลายแต่ฟ้า ไพร่ฟ้าอยู่กระทำนาและรือฯ
              พระยาสญไชยเป็นเจ้า ก็กล่าวต้านสับพลัน ว่าดูราเจ้าจอมธรรม์ลูกรักแก่พ่อ เป็นท้าวหน่อสีพี รถเรายังมีหลายส่ำ บ่หลุฅ่ำสักอัน ช้างพลายสารตัวใหญ่ ม้าตัวใส่อานฅำ ยังค่อยจำนำดีถ้วนถี่ หื้อพ่อขี่เที่ยวไป หมู่ไพร่ไทยสุขมาก เข้าของหากเจือจาน ฝนตกดีบ่ช้า ไพร่ฟ้าอยู่ยินดี มากนักแล ฯ

            ในเมื่อท้าวทังสามพ่อลูก ยังผ้งผูกจาไขไป่ทันแล้ว ส่วนนางแก้วราชะผุสสดี จิ่งมีใจคึดจอด เถิงท้าวยอดทังสาม ว่าจักบันเทาฅวามโสกเส้า หื้อน้อยถ่อยเบาบาง บัดนี้ควรกูนางเข้าไปสู่ ยังลูกแก้วกู่แห่งตน นางแขวดรู้สันนี้แล้ว นางแก้วราชะผุสสดี มียสดีบริวารมวลหมู่ ก็เข้าไปสู่ลูกแห่งตน ยอประนมมือใส่เกล้า อิ่นดูสองเจ้าเป็นทุกข์ หนีเสียสุขมาล้ำบาก ไพร่ฟ้าหากขับหนี หื้อลูกพรากสีพีแหล่งหล้า หื้อลูกพลัดไพร่ฟ้าและเสนา หื้อลูกกูมากลางดงพรากแม่ หื้อลูกกูมาแผ่อยู่สันนี้ หื้อลูกกูมาเป็นระสีทุกข์ยาก หื้อได้พรากจากกูนาง คันลูกกูบ่หล้างหนีม่อ ไพรฟ้าก็บ่เพิงใจ นางมีน้ำตาไหลอาบหน้า หันลูกก่ำพร้าตระหมอดตายฯ

             ยามนั้นพระระสีทังสองพี่น้อง อันอยู่แห่งห้องศาลา คันหันพระมารดาออกเจ้า อันคติรักลูกเต้าเทียวมา ส่วนพระยาเวสสันตระราช ก็รีบยัวรยาตเทียวมา นางมัททีพิมพาตนองค์แอ่น ก็ลุดแล่นตามผัว เอามือทูนหัวใส่เกล้า ชวนกันก้มเกล้ากราบตีนออกเจ้านางผุสสดี นางมัททีงามแง่ หันเจ้าแม่เหนือหัว อันเป็นแม่ผัวมาสู่ อยู่บ่ได้ลุกไป นางสรีนงไวยงามแง่ ไหว้ตีนแม่ผัวตน ว่าข้าเป็นฅนสะไพ้แม่เจ้า ข้าขอกราบก้มเกล้าปลายตีน คันนางมัททีไหว้แล้ว ส่วนลูกแก้วชาลีและกัณหา อันเทียวมาตามหลังแม่ฅะฅ้อย มีเด็กอ่อนน้อยเป็นปริวาร ก็เข้ามาสู่อารามตนแม่ ด้วยสวัสสดีแต่ไกลตา นางมัททียังอยู่ ในแก้วกู่ศาลา นางไกวตาเล็งแล้ว ยังหนทางอันลูกแก้วจักมา ก็หันสองปุตตาอ่อนอ้อย มีหมู่เด็กน้อยเป็นปริวาร นางบ่อาจจักตั้งตนอยู่ได้ ก็ร้องไห้แล่นเข้าไปหา เหมือนดั่งแม่งัวนมลูกอ่อน อันวิ่งไปต้อนลูกแห่งตน ส่วนกุมารสองฅนงามแง่ หันแม่มาแต่ที่ไกล ก็แล่นเข้าไปหาตนแม่ ร้องไห้แผ่ปูนปรานี นางมัททีมีน้ำตาไหลหลั่ง ไห้สะอื้นคัดคั่งตกใจมาก พรากลูกน้อยหากฅืนสม นางปรารมภ์เถิงแล้วเล่า หันลูกแก้วเก่าจอมขวัญ นางก็รีบพลันไปรับลูกเต้า แล้วก็นำเข้าสู่อาสรม นางอารมณ์รักลูก ร้อนร้ายถูกเถิงใจ ตนนางไหวยะยั่น ดั่งแม่มดอันผีเข้าปั่นหัวใจ มีน้ำนมไหลออกมานอกตนนาง ไหลแผวคางรอดท้อง เยียะร้องไห้ก็เยียะไหลหลั่งแลนาฯ

             นางแก้วแม่มัทที นางมีเสียงแหบไห้ ตนแก่นไธ้นักหนา คุ้มตาดำมืดเส้า สยุบท่าวทังชัน ทอดตนพลันลวงแหน้น เหนือพื้นแผ่นธรณี ส่วนเจ้าชาลีและนางกัณหางามแง่ หันนางแก้วแม่สยุบตาย ท่าวนอนหงายถะแบ่น สองเจ้าแล่นมาพลัน ท่าวกองกันเหนือแม่ เจ้าน้องแผ่ตนตาย เมื่อสองโสมสายกลิ้งเหนืออกแม่ น้ำนมแผ่นองไหล เข้าไปในปากลูกแก้ว ชุ่มรอดแล้วหัวใจ ผิว่าน้ำนมบ่ไหลหลาก เข้าสู่ปากสองนงไวย แดนว่าหัวใจหมองแห้งแล้ว สองหน่อแก้วแดนตาย เหตุน้ำลายไข่แห้ง หิวหอดแล้งตายไป ในเมื่อลูกรักสยุบท่าวแล้ว ท้าวเวสสันดร มีใจอาวรณ์โสกไหม้ บ่อาจจักตั้งตนไว้ได้ ท้าวก็แล่นเข้าไปใกล้ท่าวสยุบตายวันนั้นแลฯ
             มาตาปิตโร อันว่าพระยาพ่อแม่เลิศแล้ว หันสองลูกแก้วและหลาน หัวใจบานผ่องแผ้ว สยุบแล้วท่าวกองกัน สองจอมธรรม์บ่อาจจักตั้งตนอยู่ได้ ก็ร้องไห้สยุบตาย ฯ
            ตโต ในกาละยามนั้น เสนาหลายหกหมื่นฅน หันเจ้าตนสยุบท่าวแล้ว อามาตย์แก้วก็สยุบท่าวไปพลัน ฅนทังหลายอันเข้าไปสู่ ที่แก้วกู่อาสรมบท บ่อาจจักอดตนอยู่ ก็ร้องไห้สยุบท่าวไปทังมวล ควรกรุณามีมาก อาสรมบทหากเย็นวัง ดั่งป่าไม้รังสูงองอาจ อันลมยุคันธราชมาพัดหื้อท่าวไป ก็มีและนาฯ

           ตสฺสมึ ขเณ ในขณะยามนั้น โกลาหลหลายหลาก ก็เกิดมีมากนักหนา ทั่วปัพพตาและแม่น้ำ ทังเถื่อนถ้ำและคีรี มหาปัฐพีไหวหวั่นก้อง สนั่นร้องปูนกลัว เขาสิเนโรก็อ่อนน้อม ไหวหวั่นค้อมไปมา น้ำสมุทรคงคาก็ข้ำเขือก ยะย้าวเยือกตีฟอง สองสวรรค์แดนชั้นฟ้า ทุกถ้วนหน้ารอดมหาพรหม ก็เป็นโกลาหลใหญ่หม้า สะเพราะหน้าเซิ่งท้าวพระยา และเสนาหกหมื่น ท่าวบ่ชื่นสักฅนก็มีแล ฯ

           สกฺโก ส่วนว่าพระยาอินทร์ทิพย์เทศ ท้าวไธ้เวทนา ว่าควรกูอินทาหดหล่อ หื้อฝนตกต่อเสนา กับทังพระยาหน่อไธ้ หื้อทั่วด้าวอาสรม เนรมิตฝนตกลงสะสอด หื้อเป็นโบกขรวัสทอดทาลงมาทั่วด้าว กลางชุ่มนุมท้าวขัตติยราชหกพระองค์ ในเมื่อฝนตกลงถูกต้อง ทั่วแห่งห้องอาสรม ฅนฝูงใดบ่มักใคร่ชุ่มน้ำฝน ก็ปลิวแต่บนหนีพราก กลับจากเว้นหนีไกลไปพลันบ่ต้อง บ่ถูกต้องสักฅน ฝนตกลงไปพลันดูหลาก เป็นดั่งน้ำกลับจากใบบัว ลวดได้ชื่อว่าโปกขรพัสว่าอั้น ฯ
             ฝนนั้นตกลงมาชุ่มท้าวขัตติยา กับหมู่เสนาหกหมื่น เขานั้นชื่นแล้วลวดอัศจรรย์ เหตุบ่เคยหันปางก่อน ใจอ่อนด้วยสมพาร ในพระภูบาลตนวิเศษ ในห้องเขตอาราม วันนั้นแล ฯ

             ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สมาคตานํ ญาตีนํ มหาโฆโส อชายถ ดั่งนี้เป็นต้น ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสสะอาด ในเมื่อพระยาเวสสันตระราชราชา ก็ชุ่มนุมยังญาติกาพี่น้อง ในแห่งห้องอาสรมบท ฝนหลวงตกไหลหลั่ง ถั่งทั่วท้องธรณี ในคิรีไหลชุก้ำ แม่น้ำใหญ่ตีฟอง แผ่นดินร้องไหวหวั่น ผับทั่วแคว้นก้องจักรวาล ฝนตกนันมี่ก้อง ฟ้าร่วนร้องเสียงกม ปางเมื่อพระอุดมสมสู่ ชุ่มนุมหมู่เสนา กับทังญาติกาพี่น้อง ในแห่งห้องหิมพานต์ เมื่อนั้นและนาฯ

             ในกาละนั้น ท้าวขัตติยราชหกตน คือพระยาสญไชยตนพ่อ มาต้านต่อผุสสดี เวสสันตรระสีอะคร้าว นางหน่อท้าวแม่มัทที ทังชาลีสรีงามแง่ นางแก้วแก่กัณหา มาชุ่มนุ่มในศาลาแก้วกู่ อันมีอยู่ยามใด พระยาสญไชยะราช พระบาทท้าวบุญเรือง และนางเมืองตนแม่ อามาตย์แก่เสนา กับทังโยธาพร้อมคู่ อันเข้ามาสู่อาสรม ก็ประนมมือใส่เกล้า ไหว้กื่นเค้าชุฅน ๆ ก็อาราธนาตนพระเจ้า ขอเชิญลูกเต้าเมือเมือง เสียงนันเนืองไหว้กราบ ก้มหน้าราบอาราธนา
             ว่าข้าแด่พระปุตตาตนวิเศษ เจ้าจุ่งละเพศระสี เจ้าอย่าอดเป็นชีล้ำบาก อย่าอดอยากกินลูกไม้ในดง อย่าทรงหนังเสือลายเหม็นสาบ เจ้าอย่าหึกหยาบภาวนา จุ่งไปเป็นพระยาเสวยราช เป็นเจ้าช้างเผือกอาจลือซา จุ่งเป็นพระยาตนใหญ่ หื้อไพร่ฟ้าชมบาน เป็นเจ้าช้างสารงามเลิศแล้ว เป็นเจ้าม้าแก้วใส่อานฅำ ทังเกวียนกำม้าลาก อัศดรหากเทียมไป เป็นเจ้าแก่ไพร่ไทยไพร่ฟ้า ขออาราธนานางมัททีเมือแด่ ควรแก่เจ้ามัทที จุ่งละขอคันรีวางไว้ กับทังกระเช้าลูกไม้ใส่ผลา ละไว้ทังเสียมคันเลาจอดบ้อง ขออาราธนาเจ้าพี่น้องดาเมือแด่เทอะ ว่าอั้นก็มีวันนั้นและเดฯ

สคฺคติตฺติยปพฺพํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันสังวัณณนาห้องเหตุสัคคติ อันประดับประดาด้วยคาถาว่าได้ ๓๖ คาถา ก็บังฅมสมเร็จ เสด็จฯ

 

 มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์ที่ ๑๓     นครกัณฑ์
ฉบับวิงวอนหลวง(ล้านนา)   นครกัณฑ์ ๔๘ คาถา

... ท่านจุ่งลีลาไปก่อน เราจักผ่อนไปตาม ฅนตีนชามไหลหลั่ง หมู่ม้าถั่งแถวไป หมู่รถแก้วแกว่งกวัดไกว ไปตามช้างลามแหนแห่ ขุนนางแวดแว่ท่ำกลาง เจ้าชาลีนำทางไปก่อน นางกัณหาแก้วหย่อนไปชอม พระเวสสันดรจอมนาถ ถัดนั้นหมู่นางแก้วราชกัณหา หมู่นางมัททีงามใช่ช้า ไปถัดเจ้าฟ้าเวสสันดร หมู่พระภูธรไอยกาตนปู่ ไปถัดหมู่นางแก้วราชมัทที หมู่นางผุสสดีตนแม่ ไปชอมแก่ท่านทังหลาย หมู่เด็กชายไปตามหลังหมู่ ไปสะสู่สะแสน เต็มขอกแดนชิงกันย่าง เมื่อนั้นและฯ ...

            นโม ตสฺสตฺถุ ฯ ตํ สุตฺวา มหาสตฺโต ปิตรา สทฺธึ สลฺลปนฺโต อิมํ คาถามห ฯ สาธโว

ฟังราสัปปุริสสะทังหลาย จุ่งจักฟังนิยายอันวิเศษ อันจาห้องเหตุนครกัณฑ์ ส่วนพระนักธัมม์ตนสักสวาด เวสสันตระราชบัวบาน ได้ยินข่าวสารสุภวาท อันปชานะราษฎร์ถวายเมือง เพื่อหื้อตนบุญเรืองเลิศแล้ว เมือนั่งแท่นแก้วอัคคสถาน ตามโบราณขัตติยชาติ หื้อเป็นท้าวราชพอสอง ท้างปองเจียรจากับท้าวตนพ่อ กล่าวถ้อยต่อพายหลังว่า ธมฺเมน รชฺชํ กาเรนฺตํ รฏฺฐา ปพฺพยิตฺถ มํ ตวญฺจ ชานปทาเยว เนคมา สมาคตา ดั่งนี้

              ข้าแต่พระปิตาธิราช ขอเชิญปรมนาถดาฟัง ปางเมื่อข้ายังเสวยราช ตามขัตติยชาติคลองธัมม์ ตามโปรณากัมม์อันชอบ บ่ลักเลี้ยวลอบแท้ดีหลี เยียวว่าโทษข้านี้มีข้ำเขือก เพราะหื้อช้างเผือกเป็นทาน บ่ใช่การอันไพร่ดีปาก ช้างแก้วหากของเรา เกิดเทียมเงาร่วมข้า ปานหยาดฟ้าลงมา บ่ใช่ช้างพระยาแต่เก่า ช้างแก้วเก่ากับเมือง หากเป็นของเบื้องฅิ่นข้อย เมื่อยังน้อยหน้อยเกิดกับมือ ดั่งรือเขาพ้อยเคียด จาส้มเสียดบ่นิยม ชาวนิคมเมืองนอก บ้านน้อยขอกพันนา ทังขุนเสนาอามาตย์ ปชานราษฎร์เรียงราย แล่นหาขุนนายทุกหมู่ มาสะสู่สะสน มาระรนระราก ขับข้าน้อยพรากเมืองมา อยู่ศาลาเถื่อนถ้อง เผือข้าพี่น้องหากเอากันมา จาศีลภาวนาเสพสร้าง ในประเทศท้างดงหนา ดังรือพ้อยมาอาราธนาข้าเมือเล่า หื้อเป็นท้าวเก่าเสวยเมือง ข้ายินเฅืองใช่ช้า ยินเผิดหน้าแก่ฝูงฅน ขอพระปิตาเอาริพลฅืนเมือสู่ ที่ท้าวอยู่เสวยรมณ์ก่อนทะราฯ

             ตโต ในกาละเมื่อนั้นท้าวสญไชยนรินทร์ ได้ยินคำลูกกล่าวร้อนผ่าวหนักอก ท้าวทรงยศชุด้าว จักหื้อท้าวโอรสา หื้อขมาเสียยังโทษ อันได้โกรธกระทำผิด ในพระบัวพิตรา(อ่านบัวพิตถรา)ตนลูก จิ่งต้านถ้อยถูกคาถาว่า ทุกฺตญฺจ หิ ปุตฺต ภูนฺหจฺจํ ดั่งนี้เป็นเค้า
               ดูราลูกรักแก่พ่อเฮย พ่อนี้คลาคลาดจากปัญญา เหตุว่าได้ฟังคำจาสนส่อ เป็นคำม่อแห่งชาวเมือง ได้ขับพระบุญเรืองเจียรจาก หื้อพลัดพรากเมืองมา พระปุตตาบ่มีโทษ พ่อนี้โสดกระทำผิด เป็นทุจริตอันใหญ่ สิ่งนี้ใช่จักดี หื้อเสียสรีตนลูก เป็นที่ดูถูกแก่ฅนทังหลาย พ่อนี้หลงดายเสียเปล่า เยียะแก่เถ้าก็เยียะเสียสติและลูกเฮยฯ
               ดูราเจ้าลูกรักแก่พ่อ อันว่าลูกน้อยหน่อญิงชาย เกิดเป็นสายสืบเชื้อ เป็นที่เอื้อแก่วงศ์วาน ย่อมบันดาลยังทุกข์โทษ อันร้ายโสดกังวล อันเกิดเถิงตนแก่พ่อแม่พี่น้องแก่ลุงตา ทังน้าอาวอาป้าปู่ ครูบาหมู่มิตรสหาย แม้นควรตายก็หล้างตายได้ ละพ่อแม่ไว้เป็นคุณ เชิญเจ้าตนบุญลูกพ่อ สิกสร้างก่อไปกินเมือง หื้อยศเรืองดั่งเก่า เป็นท้าวเล่าสองทีแด่เทอะฯ

               มหาสตฺโต ส่วนมหาสัตว์เจ้าตนองอาจ แม่นใคร่เสวยราชะสมบัติ เจ้าก็จัดคำจา เป็นคาถาคำเก่า แสร้งชักมาเล่าแก่ปิตา ฯ ส่วนพระยาสญไชยขัตติยชาติ ซ้ำอาราธนา ยังปุตตาลูกหน้อย กล่าวอ่อนอ้อยคำควร ฯ เมื่อนั้นอามาตย์ทังมวลหกหมื่น หน้าช้อยชื่นชุฅน เกิดมาตามตนพระบาท เขาก็รู้ว่าเจ้าจะรับราชะนิมนต์ อันเป็นมงคลวิเศษ ทรงเกล้าเกษราชา ส่วนพระบุญหนาตนสักสวาด ก็กล่าวสีหนาทคาถาว่า ดูราเสนาหลายชื่นช้อย สูจุ่งยั้งหั้นหน้อยก่อนทะรา ฯ

            ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา พระนรินทร์ตนใจม่อ ก็อว่ายหน้าล่อศาลา ก็แก้เครื่องระสีมาเรียงแลบไว้ ยังผ้าเปลือกไม้คองฅา นุ่งผ้าผืนขาวงามสะอาด หอยสังข์วาดมีเพียร เจ้าเสด็จเวียนพรากออก ยังพายนอกศาลา ก็กล่าวคาถาว่า อิทํ ปัณณศาลาอันนี้วิเศษ ประเทศท้องวงกฎ เป็นที่กูมาอดอยู่สร้าง ม้างกิเลสภาวนา เจ็ดเดือนตรานานซะร่ำ อยู่สร้างพร่ำปารมีญาณ หื้อทานเจ้าชาลีสรีสะอาด ทังนางกัณหานาฏดวงดี ทังนางมัททีสรีอ่อนหน้า แก่เจ้าฟ้าชื่อขุนอินทร์ แผ่นดินดานไหวหวั่น สะท้านลั่นไปมา พระราชาถวายแล้ว ท้าวตนแก้วนรินทร์ ก็ปทักสินสามรอบ ไหว้นบนอบอำลา ปัญจังคาติดต่อ อว่ายหน้าล่ออาสรม ช่างตัดผมผู้ฉลาด ก็มาแปลงเกล้าราชราชา หมู่เสนาแลพราหมณ์จบเพท ก็มาสรงเกษราชา น้ำอบมาหลายหลาก ไหเงินมากนานา ไหฅำตราพร้อมกู่ ไหแก้วหมู่สระสรี ประดับดีภิเสก เป็นท้าวเอกราชา ดั่งอินทาแหล่งหล้า เสวยฟากฟ้าแดนสวรรค์นั้นแลฯ

             เทน วุตฺตํ เหตุดั่งอั้นพันธนอันวิเศษ พระพุทธเจ้าเทสนา ในจริยาปิฏกะว่า ตโต เสสนฺตโร ราชา รโช ชลฺลํ ปวาหยิ ดูราสารีบุตต์ อันว่าพระยาเวสสันตระนรินทร์ ได้ยินข่าวสารเรียงราบ ชาวเมืองมากราบนิมนต์ ก็ชำระตนผ่านเผ้า ละเครื่องเจ้าระสี ทรงเพศดีชื่นย้าว เข้าเครื่องท้าวลวดดูงาม เสนาหลามไหลหลาก ชุด้าวคั่งกันมา หมู่พราหมณามวลมาก พร้อมทุกปากถวายพร ตุริยนนตรีดังซะซ้าว ผับด่านด้าวปูนฟัง เสียงดังครางเกิดก้อง ดั่งเมฆร้องที่สาคร นายกุญชรผ่านแผ้ว ประดับช้างแก้วเรียงราย นำมาถวายบาทไธ้ ที่จิ่มใกล้พระนรินทร์ พระภูมินทร์เลิศแล้ว สะพายดาบด้ามแก้วสรีกัญไชย รังษีใสหลายสิ่ง เป็นเจ้ายิ่งสามานย์ ขึ้นนั่งช้างสารตัวองอาจ กระพุ่มฉัตร์ดาดมุงบน อันว่าตนอามาตย์หกหมื่น หน้าช้อยชื่นชุฅน สหชาตาอันเกิดมากับตนพระบาท เข้าเครื่องอาจดูฅาน เป็นปริวารแวดล้อม อ้อมตีนช้างทุกพาย นางสรีวิกัญญา พร้อมทุกภาคนานา ชวนกันมาชุด้าว ทังลูกท้าวและพระยา นายเสนาและอามาตย์ ประชานราษฏร์เศรษฐี ก็นิมนต์มัททีสรีหนุ่มเหน้า อาราธนาเจ้าสิกลง แล้วสรงเกล้าเกษ อันว่าราชาภิเสกเบิกบายสรี หดหล่อดีเลิศแล้ว ควรเป็นนางแก้วเทียมเมือง และนาฯ

              ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห สิสณฺกาโต สุจิวตฺโถ สพฺพลํการภูสิโต ปจฺจยํ นากมามุยฺห ขกฺกํ พนฺธิ ปรนฺตปํ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพระยาเวสสันตระบัวบาน ชำระองค์ฅานเกล้าเกษ ทรงผ้าเทศผืนฅาน เครื่องอลังการสุบสอดแล้ว สะพายดาบด้ามแก้วกัญไชย รังษีใสมะมาบ ข้าเสิกกราบขืนวาน ขี่ช้างพลายสารตัวใหญ่ งามแท้ใช่สามานย์ อามาตย์หาญหกหมื่น หน้าช้อยชื่นเชียงฅาน เป็นปริวารแวดล้อม แห่แหนอ้อมถวายพร ว่าพระเวสสันดรตนสักสวาด จุ่งเป็นเจ้าช้างอาจเสวยเมือง ในกาละยามนั้นนางสีวิกัญญา ก็เข้ามาอภิเสก นางแก้วเอกมัทที ย่อมนางดีใสสว่าง เจียรจาช่างถวายพร แก่พระเวสสันดรผ่านเผ้า ว่าสมเด็จเจ้าจุ่งรักษา นางหนุ่มเหน้าแม่เทวี ส่วนเจ้าชาลีกัณหาทังคู่ จุ่งค่อยอยู่รักษา ยังนางพระยาตนแม่ อย่าหื้อโสกแต่อันใด ส่วนพระยาสญไชยตนพ่อ กับทังนางหน่อผุสสดี จุ่งรักษาแม่เทวีเป็นเจ้า ยิ่งกว่าเก่าแสนดีแด่เทอะฯ

              อิทญฺจ ปจฺจยํ ลทฺธา สองโสภาน้อยนาฏ ได้เสวยราชเมืองขวาง ร่ำเพิงเถิงปางล้ำบาก เสวยทุกข์ยากในไพร ในกาลเมื่อปางก่อน ใจเจ้าอ่อนยินดี ด้วยสัมปัตติสรีอันตนได้ เจ้าจิ่งใช้ตีกลองไชยปกป่าว กล่าวหื้อเหล้นมหรสรัพ เพื่อหื้อดับทุกข์ไหม้ ในป่าเขาวงกฏนั้นแลฯ สองกระษัตริย์ได้เสวยเมืองเก่า ปราบโลกเล่าสองที เจ้ายินดีชื่นช้อย ได้ปะลูกน้อยสองสรี ส่วนนางราชะมัทที ได้ปะสองสรีลูกน้อย หน้าชื่นช้อยยินดี จักเจียรจาเซิ่งลูกแก้ว จูบชมแล้วกล่าวคาถาว่า เอกภตฺตํ ปุเร อาสิ นิจฺจํ กณฺฑิลฺยาสินี อิตอ เม ตํ วตฺตํ อาสิ ดั่งนี้
                ดูราเจ้าลูกรักแม่ เมื่อพราหมณ์เถ้าแก่นำไป สุดวิสัยซะร่ำ แม่จักไปชอมก็พร่ำยินไกล เมื่อสองลูกไปแม่ก็ยินทุกข์ยาก กินลูกไม้หมากเพลางาย นอนเหนือดินทรายบ่มีสาด ใบไม้ลวาดรองเจือ หนังเสือเหลืองหุ้มห้อย หนาวจะจ้อยถนัดใจ ลูกสายใจเฮยเจ้าแม่ เมื่อพราหมณ์เถ้าแก่นำไป สองนงไวยพรากห้อง เอาสองพี่น้องพรากไคลคลา แม่ก็มาอธวานั่งถ้า คึดเถิงลูกก่ำพร้าทุกฅืนวัน แม่หาหัวมันและลูกไม้ มาบ่ได้เป็นลาง เหตุเสือสิงห์สางมานั่งถ้า จักดาคั้นคาบข้าหื้อแม่มรณา เข้าสู่ศาลาก็เป็นอันเย็นเยือก แม่ก็มาร้องเรียกหาสองเขือ แล่นไปใต้เหนือทุกที่ เย็นสงัดจี่บ่หันไหน อกแม่ลุกเป็นไฟผะผ่าว บ่รู้ข่าวว่าลูกแม่อยู่หนใด แม่เยียวว่าตายเสือข้า(ฆ่า) เยียวว่าราชะสีห์คว้าเอาไปกิน เยียวว่านกหัสดีลิงค์ลงซูด แม่เยียวว่าช้างร้ายผูดผกแทง ฝูงหมาฝูงแมงงูงอด คั้นเคี้ยวกอดตนตาย กลางกองทรายและป่าไม้ แม่ไปเซาะไซ้ผันหา ทุกพูผาแม่ก็ขึ้นผ่อ บ่หันแก้วหน่อทางใด แม่ก็ซ้ำฅืนไปแถมเล่า ฅุ่มไม้แม่ก็ไต่ไปเล็งดู บ่หันสองบุญชูพี่น้อง ในแห่งห้องหนใด แม่ก็เยียวว่าสองเขือไปสู่ท่า เงือกคาบคว้าตกวัง แม่เทียวหายังบ่ยั้ง แม่จิ่งตั้งสัจจะ ว่าด้วยผละบุญอันแม่ได้สร้าง ขอหื้อลูกพระเจ้าช้างฅืนมา แม่ซ้ำไปหาแถมเล่า ครบที่เก่าหลายที ฅืนมาสู่กุฎีร้องไห้ ยกมือไหว้ท้าวพระยา น้ำตาแม่นี้นาอาบหน้า ทุกข์เท่าฟ้าอาลัย นอนกลางฅืนไหลคลั่งค้า ไห้หาลูกก่ำพร้ายามนอน ลางฅาบดั่งจักมาเปิดผ้าแม่กินนม ลางฅาบดั่งเป็นมาอยู่อาสรมเทาะต่อย ล่าเหล้นอ่อยกับกัน ลางฅาบเป็นดั่งมาร้องเรียกนันซะซ้าว ว่าพี่นางแก้วแม่รามา จัดแท้หาบ่ได้ เต็มแม่ร้องไห้หอดหิวตายฯ สองสายใจเฮยพระแม่ เคราะห์ร้ายแก่จุ่งหายสูญ ผละบุญอันเกิดมาแต่พ่อแม่ ได้สร้างแผ่แก่สองรา อย่าได้มีโรคาโสกเส้า อายุยืนเที่ยงเท้าทีฆา อย่าฟั่งชราแก่เถ้า หื้อยืนเที่ยงเท้าแทนเมืองแด่เทอะฯ

               ผุสฺสติปิโข เทวี ส่วนนางผุสสดีตนไวแว่นฟ้า ก็เลือกแผ่นผ้าผืนแพง ค่าแสนฅำแดงเป็นขนาด ควรแก่สะไพ้ราชเคยทรง แหวนธำมรงค์สุบสอด ต่างแก้วสอดดูดี ส่องแสงสรีใช่ช้า สมแก่หน้าแม่มัทที นางผุสสดีแม่แก้ว แต่งแล้วใส่ขะอูบฅำ หื้อสาวจำนำแล่นใช้ ไปหื้อแก้วแก่นไธ้มัททีและนา ฯ

             ตมตฺถํ ปกาเสนฺโต สตฺถา อาห กปฺปาสิกญฺจ โกสยฺยํ โขมฺโกมุทปรานิ ดั่งนี้ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงสีลใสสักสวาด เป็นขีณาสวชาติอันดี บัดนี้จักกล่าวเถิงปุตตีแม่ท้าว ชมชื่นย้าวยินดี กับด้วยนางมัททีสรีสะไพ้ แก้วแก่นไท้จิ่งนำมา ยังวัตถามวลมาก ผ้าหลายหลากนานา คือผ้ากัปปาสิกาใสส่องซ้ำ เส้นแลบล้ำใยบัว เชิงชายหัวสนแส่ว เหลื้อมฅะแฅ้วแสนฅำ โกไสยยังงามแพ้พอด แล้วด้วยยอดใยไหม มาแต่เมืองไกลเทศท้าว ควรค่าได้แสนเมือง ผืนนึ่งชื่ออุทุมพราเรืองร่ามฟ้า ดูหลากผ้าทังหลาย เป็นตายายใยรอด ปูนดีดาสอดแยงดู ตานึ่งชื่อว่าสีเนรูหมายทวีป ตานึ่งน้ำสมุทรถีบตีฟอง ตานึ่งรูปอุดรขูทวีปใหญ่ ตานึ่งชื่อว่ารูปบุปปะวิเทหะใส่ปูนดู ตานึ่งรูปชมพูยาวย่านกว้าง ตานึ่งรูปอมรโคยานสร้างสมบัติ ตานึ่งชื่อว่าพระยาจักกวัตติเสวยราช ตานึ่งชื่อว่าเทวดาอยู่ปราสาทแก้ววิมานฅำ ตานึ่งชื่อท้าวจตุโลกบาลอาจหน้า ตานึ่งรูปอินทร์เจ้าฟ้าอยู่เสวยรมย์ ตานึ่งรูปพระยาพรหมตนสักสวาด ตานึ่งรูปรามาธิราชปราบปรินิมมิตตาวสวดี ตานึ่งรูปกินนรีไล่เลยชม ตานึ่งรูปญิงชายชมสมสู่สร้าง ตานึ่งรูปแม่ร้างถือแว่นแยงเงา ตานึ่งรูปแม่กำลังเอาขอช้าง ตานึ่งรูปบ่าวสาวสร้างการเรือน ตานึ่งรูปพ่อค้าเดินเทียวเทศ ตานึ่งรูปแม่น้ำเดินเขตแดนเรา ตานึ่งรูปสะเพาฅำหว้ายท่า ตานึ่งรูปช้างล่าดงไพร ตานึ่งรูปเนื้อไปเป็นหมู่ ตานึ่งรูปม้าอยู่ศาลา ตานึ่งรูปเสือสิงห์ดาแอ่วเหล้น ตานึ่งรูปกระต่ายเต้นเดินดง ตานึ่งรูปราชะหงษ์บินอากาศ ตานึ่งรูปกุญชราชเมามัน ตานึ่งรูปเสตพัณณ์ช้างเผือก ตานึ่งรูปฤกษ์เดือนดาว ตานึ่งรูปพระจันทร์ขาวใสส่อง ตานึ่งรูปนางเหยี้ยมปล่องคองชาย ตานึ่งรูปแม่หม้ายไห้หาผัว ตานึ่งรูปงัวอุสุภราช ตานึ่งรูปกวางทรายและนาคน้ำ ตานึ่งรูปไก่เถื่อนถ้ำและราชะหงษา ตานึ่งรูปสัตว์นานาและนาคน้ำ ตานึ่งรูปอกนางช้ำ ตานึ่งรูปแม่น้ำไหล จิ่งไขวัตถาผ้าวิเศษ อันเกิดแต่โขมราชจีบผ้าผืนแพง เพิงใส่ขะอูบฅำแดงเลิศแล้ว แม่จิ่งใช้ไปถวายแก่แก้วมัทที สมนางดีใช่ช้า เยียะทะรงผ้าผืนก็เยียะดูงามแลนาฯ

             ตโต โขมญฺจ แหวนธำรงสุบสอดนิ้วนางนาฏ แอวนางแก้วฅาดใบสรี สร้อยสังวาลย์ดีสุบสอดแล้ว ประดับด้วยแก้วมากมวลมี นางผุสสดีสรีอะคร้าว เป็นแม่ท้าวบรม มีใจชมชื่นแล้ว อันว่านางแก้วมัทที ทรงผ้าผืนดีงามสะอาด ควรแก่นางท้าวราชเทวีและนาฯ ส่วนนางผุสสดีตนแม่ ก็ใช้ไปถวายแก่มัทที คือหมากปัดฅำดีแลบร้อย ประดับสร้อยสังวาลย์ ดูเชียงฅานใช่ช้า ใสส่องหน้าจำนำ เกิบฅำรองรับบาท ควรแก่นางราชอุดม สองนางนมฅำฅาด แก้วมุกมาดสะแอว เป็นของแพงนางนาฏ อันลูกสะไพ้หากเคยทรง ประดับองค์ให้ตลอด บ่หื้อค้างรอดหลอไฉน ตามเพิงใจจะไจ้ แก่ลูกสะไพ้มัทที สมนางดีชื่นย้าว แขนสอดม้าวงามฅม นางนาฎสนมรับใช้ ก็นั่งใกล้ถวายสาร เป็นปริวารแวดล้อม ทุกปากพร้อมยินดี

             ส่วนท้าวสรีสญไชยบรมนาถ จักหื้อโอกาสแก่มนตรี สิบสองอโขเภณีสักสวาด ท้าวก็ปลงราชรางวัล แบ่งปันกันหลายสิ่ง เหล้นมโหรสพยิ่งเมืองสวรรค์ พร่องฟ้อนฟันเชิงดาบ พร่องคาบของลืน ลางพร่องก็กลืนเรือลำใหญ่ ลางพร่องก็ไต่สะเบียงหนัง ลางพร่องก็สังสะหลืด ขึ้นพื้นอากาศกลางหาว ลางพร่องก็ปาวชนดาบ ลางพร่องก็ปราบฟันแทง ลางพร่องก็แทงฅอหอก ลางพร่องก็ตอกปาวลง ลางพร่องก็ขับสนเป็นระบำอื่อมาด ลางพร่องก็สวาดอุสสา ลางพร่องก็ตกสักกาลูกใหญ่ ลางพร่องก็ซอใส่ขับขานกัน พร่องก็ขับสับสันลองมาด พร่องก็ดีดเพียะพาทย์เสียงหวาน หลายสิ่งอันพาทย์ปี่เป่า เมื่อนั้นเล่าปูนดีฟัง อภิเสกบุญธัมม์เมือเมือง ริพลเรืองเต็มเถื่อน พูดอยเกลื่อนผาพัง ในดงตันป่าไม้ นับว่าได้สิบสองอโขเภณี เบิกบายสรีพระบาท พอขนาดเต็มเดือนและนา ฯ ตมตฺถํ ปกาเสนโต สตฺถา อาห สพฺพมฺหิ ตํ อรญฺญมฺหิ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงสีลใสบัวริยาต เป็นขีณาสวชาติอรหันตา อันว่าหมู่มิคคามวลมาก เต็มทุกภาคป่าหิมพานต์ มีใจชมบานยอยื่น ตัวใหญ่น้อยชื่นยินดี บ่ราวีเคียดกล้า บ่กระทำโทษข้าเบียนกัน ด้วยเตชะเมตตาธัมม์ท้าวทอด ไมตรีรอดทุกชุม เขายินดีหุมกว่า เหล้นทั่วป่าหิมวา นกทังหลายมวลหมู่ ร้องสะสู่สะสน จับสาขาพายบนจิ่มใกล้ เหนือหมู่ไม้นานา ด้วยเมตตาธัมม์มวลมาก ทุกตัวหากเสถียร บ่บีบเบียนเคียดกล้า บ่กระทำร้ายล่าหิงสา ปางเมื่อพระยาเวสสันตระราช เจียรจากอาวาสมาเมือง เตชะเรืองไรเรื่อ สุขทุกเมื่อลืมการ ท้าวสญไชยบานผ่านเผ้า ก็หื้อเหล้นทั่วเท้าหิมพานต์ พร้อมสัพพะการทุกสิ่ง เดือนนึ่งจิ่งบัวระมวลเล่า ก็เอาลูกเต้าเมืองเมือง

             แล้วตนบุญเรืองศักดิ์ใหญ่ ก็แต่งใช้ไปหา ยังเสนาผู้ฉลาด อันท้าวราชใส่ไว้แทนตา ว่าดูราเสนา ท่านจุ่งลีลาไปก่อน เราจักผ่อนไปตาม ฅนตีนชามไหลหลั่ง หมู่ม้าถั่งแถวไป หมู่รถแก้วแกว่งกวัดไกว ไปตามช้างลามแหนแห่ ขุนนางแวดแว่ท่ำกลาง เจ้าชาลีนำทางไปก่อน นางกัณหาแก้วหย่อนไปชอม พระเวสสันดรจอมนาถ ถัดนั้นหมู่นางแก้วราชกัณหา หมู่นางมัททีงามใช่ช้า ไปถัดเจ้าฟ้าเวสสันดร หมู่พระภูธรไอยกาตนปู่ ไปถัดหมู่นางแก้วราชมัทที หมู่นางผุสสดีตนแม่ ไปชอมแก่ท่านทังหลาย หมู่เด็กชายไปตามหลังหมู่ ไปสะสู่สะแสน เต็มขอกแดนชิงกันย่าง เมื่อนั้นและฯ
             สนฺฐิโยชนมคฺคํ ส่วนพระยาสญไชยตนใหญ่ ไปด้วยมัคคาไกลบ่โหด ได้หกสิบโยชน์คณนา สองเดือนตราจิ่งรอด เวียงแก้วยอดนคร พระภูธรผ่านเผ้า ก็เสด็จเข้าเวียงไชยเมื่อนั้นและนาฯ

              ส่วนชาวสีพีไพร่ฟ้า เขาก็มากวัดแกว่งผ้าปูชา พากันมากราบไหว้ ว่าพระแก่นไท้ปราบชุมพู จุ่งมีสุขทีหาเที่ยงเท้า เป็นเอกราชเจ้าศักดิ์ใหญ่ เป็นเจ้าใหม่แดนเมืองแด่เทอะ ฯ
            ในกาละนั้นท้าวก็หื้อตีกลองร้องป่าว ในเขตด้าวแดนเรือน ว่าอาชญามีหื้อเตือนไพร่ไว้ ว่าอย่าได้ข้าสัตว์ อย่าผูกมัดตีต่อย แม่นควรข้าก็หื้อปล่อยกรุณา ฅนผิดอาชญาอยู่ฅอก ฝูงผูกตอกคังคา จุ่งหื้อปล่อยออกมาหื้อเสี้ยง อย่าหื้อเขาเฅืองวิโยค บ่หื้อเส้าโสกกังวล ฝูงหมู่ฅนอย่าได้ประมาท จุ่งฟังโอวาทของเราเทอะฯ ส่วนพระยาเวสสันตระราช ก็ขึ้นนั่งเหนืออาสนา มีปัญญาคึดขุ่ง ใจห้อยมุ่งเทิงทาน ว่าวันพรูกเวลากาลเมื่อเช้า ยาจกจักเข้ามาขอ กูจักยกยออันใดหื้อง่าย จกจ่ายหื้อเป็นทานนั้นชาฯ

             เมื่อนั้นหินปัณฑุกัทพลสีลาอาสน์ แห่งท้าวราชอินทา ก็อุณหาร้อนกระด้างแข็ง ส่ำแดงหื้อเป็นเหตุ แก่พระยาเวสสันดร อันมีใจวอนติดต่อ คึดใจล่อเถิงทาน พระยาอินทาตนผ่านแผ้ว ก็หื้อห่าฝนแก้วเจ็ดประการตกลงมาระรานระรม ย่อมแก้วอุดมแฅวนยิ่ง บ่ใช่แก้วกริ่งชัดแหว ย่อมเป็นแก้วเมืองควรค่า ตกแต่ฟ้าลงมา ตกในราชนิเวสน์ฅุ้มน้อย ตกถี่ถ้อยหลายแถว ตกเพียงแอวบ่มีหว่างและนา ฯ
              ในวันลูนพรุ่งเช้า ก็หื้ออามาตย์ทังหลาย ไปหมายยังหมู่แก้ววิเศษ ตกเขตฅุ้มฅนใด จุ่งไว้หื้อแก่ฅนผู้นั้นแล้ว ท้าวตนแก้วราชา หื้อฅนนำมายังแก้ว อันตกแล้วพายนอก แดนด้าวขอกหนทาง เอามาไว้ในเหล้มฉางอันใหญ่ เข้าของเก่าใหม่ถมถองฯ ส่วนเหล้มฉางแห่งพระเวสสันดรมีเจ็ดหลัง และหลังและเจ็ดวา เหล้มปฐมาอันก่อน บ่ห่อนได้บกบาง เทียรย่อมเต็มฉางหลายส่ำ เงินฅำพร่ำชืนทอง หลังถ้วนสองมีมาก เหล้มฅำหากดูงาม หลังถ้วนสามเลิศแล้ว เต็มไปด้วยแก้วมุกดาหาร ของเชียงฅานถ้วนถี่ หลังถ้วนสี่เชียงชิน มีแก้วมหานิลใช่ช้า หลังถ้วนห้าแก่นดูดี มีแก้วมณีชื่นช้อย แถวมุกน้อยร้อยพันพก หลังถ้วนหกนั้นนา เต็มไปด้วยแก้วพาวาล้ำเลิศ วชิระเพ็กเกิดกับบุญ หลังถ้วนเจ็ดคุณวิเศษ วิทูรเทศเชียงฅานและนา ฯ

             ตโต เวสฺสนฺตโราชา ทานํ ตตฺวาน ขตฺติโย เมื่อนั้นพระยาเวสสันตระราช เกิดในขัตติยชาติวงษา อยู่พ่ำเพ็งปารมีธัมม์ไปไจ้ ๆ ตราบได้อายุร้อยซาวปี คันเมี้ยนอินทรีย์คลาคลาด ก็ไปเกิดบนปราสาททิพวิมาน เทวสถานกาญจนวิโรจน์ ชื่อว่าชั้นสันตุสิตเทวราช อุตมวรเทศ ในห้องเขตดุสิตาสวรรค์ก็มีแลฯ

              สตฺถา อิมํ ธมฺมเทสนํ อาหริตวา ชาตกํ สโมธาเนสิ สัพพัญญูพระพุทธเจ้า นำเอายังมหาเวสสันตรชาดก อันประดับคาถาได้พันนึ่งแล้ว ที่นี้พระตนแก้วจักนิคม หลบสมธัมม์เทสน์หื้อแจ้ง พระจิ่งแสร้งเทสนาว่า
              ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าห่าฝนโบกขรวัสนี้นา ตกลงในที่ชุ่มนุมญาติกายามนี้ บ่ใช่ตกแต่ที่หนี้โครธาราม ห่าฝนงามก็เคยไหลหลั่งถั่งตกลงมา ในชุ่มนุมญาติกาล่วงแล้ว ในเขตป่าแก้วหิมพานต์ ด้วยประการดังกล่าวมาแล้วนี้แลฯ

             ชาตกํ สโมธาเนนฺโต พระพุทธเจ้าจักส่ำแดงชาดก อันเป็นอดีตและปัจจุบัน มาเทียมกันหื้อแจ้ง พระก็แสร้งเทสนาว่า โลเภนุเปนฺโต ชูชโก เทวทตฺโต อโหสิ ฯ
             ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าชูชกพราหมณ์ ผู้เถิงชรารามเก่าเกื้อ ไปรั้งเรื้อแรมขอ ในเมืองกลิฏฐาพอถ่อยเถ้า เซซาทั่วเท้าชุพายพราหมณ์ทังหลายมาสะพรู่ พร่องก็ว่าปู่พร่องก็ว่าพ่อลุง บาปมาจูงใจล่อ คึดติดต่อวันดี อัคคิทัตตะมันก็ปูชาไฟ ผีบ่เพิงใจเยียะบาป ไฟวู่วาบไหม้เรือนมัน ฅนหันพอเรืองรุ่งชุกล้ำ หมู่ฅนซ้ำตั้งชื่อมันว่าชูชก ตกมาในบัดนี้คือมาได้ท่านเทวทัต พี่แม่เจ้าราหุล เป็นลูกพระยาสุปปพุทธะ ออกบวชในสาสนาพระตถาคตะได้อิทธิฤทธิ์แล้ว พ้อยบังเกิดใจผิดเป็นเหตุ ม้างสังฆเภทและโลหิตตุปปบาท แผ่นดินบ่อาจจอดอยู่ได้ ยะจ่องไว้ลวดกลืนกิน ไปตกไว้ในอเวจีนารก คันพ้นวิบากอันนั้นแล้ว จักได้มาเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธตนนึ่งชื่อว่าอติสสโร อยู่ได้ ๗ วันก็จักนิพพาน กาลหมื่นชะแลฯ
             ส่วนนางอมิตตาพันนา ไปมาก็ได้มาเป็นข้า พราหมณ์คุ่มคว้าเอาเป็นเมีย จักปองหนีเสียก็บ่ได้ เงินท่านแพ้ไหว้วอนตา เป็นเมียสายจิตเจตน์ ทังพราหมณ์เถ้าเพศชรา นางกลับมาได้เกิด เอาก่ำเนิดปัจจุบัน ดั่งเราหันมานี้ไส้ หากได้นางจิญจามานวิกาผู้มักสนส่อ อุ้มท้องล่อพระตถาคตะในกาลบัดนี้แล ฯ
              อันว่าพรานป่าเจตบุตร อันชาวเจตราชใช้ รู้ด้วยกลัวพูดอย คอยหนทางป่าไม้ วันนั้นคือหากได้ฉันนะอามาตย์ เป็นนายม้าแก้วราชกัณฐัก เกาะหางม้าชักปีนเปี่ยง มาตามพระตถาคตะในกลบัดนี้แล ฯ
              อินทราชา ส่วนพระยาอินทาธิราช อันอยู่เหนือเขาสุเมรุราชเขาทอง เสวยสองสวรรค์ชั้นฟ้า กลายกับเพศหน้าเป็นพราหมณ์ มาขอชายางามท่านท้าว ในด่านด้าวหิมพานต์ บัดนี้กลับสงสารมาเล่า เกิดในเชื้อเผ่าภูบาล ชื่อว่าอนุรุทธะกุมารผู้น้อง เกิดร่วมท้องติดตาม พระยามหานามะผู้เป็นพี่ ชัดถี่แท้ก็เชื้อตถาคตะในกาละบัดนี้แลฯ
               อจุตตระสีวันนั้นโสด สร้างพระโหดสมณธัมม์ บัดนี้บุญจำนำเกิดกว้าง ได้มานั่งป่างข้างหนขวา คือพระธัมม์เสนาสารีบุตตเถรในกาละบัดนี้แลฯ
              สญฺชโย ราชา ส่วนพระยาสญไชยพระยาเกิด เป็นท้าวเลิศโลกา คือปิตาธิราช แห่งพระยาเวสสันตรราชโอรส บัดนี้ปรากฏมา คือพระยาสรีสุทโธทนะพ่อแห่งกูพระตถาคตะบัดนี้แลฯ
               อันว่านางผุสสดีตนแม่ ได้สร้างบุญแต่ปางหลังมา นางได้ปูชาพระพุทธเจ้าด้วยจวงจันทร์ บุญมาทันยอดไธ้ ปรารถนาได้สมพร เป็นแม่พระเวสสันดรท่านท้าว บ่เกิดด่านด้าวแดนใด คือได้นางสรีมหามายาตนฉลาด สมองอาจเหนือฅน ประสูติตนพระสมเด็จ อยู่นานได้เจ็ดวัน ลวดจุติพลันไปเกิด ในห้องเลิศตุสิตา แผ่เพศมาบัวริสุทธิ์ ชื่อว่าสรีมหามายาเทวบุตร ในกาละบัดนี้แล ฯ
                มทฺทีปิโข อันว่านางราชมัทที สรีโสภาอะคร้าว ดูหลากเล่าเหลือฅน บ่มีกังวลใจล่อ บ่หยิ้วหน้าต่อตาชัง บ่มีหวังอิงอ้าง นางนั้นสร้างบุญมา บ่ใช่ใครใดไทยต่างหน้า บัดนี้ได้แก่นางยโสธราพิมพางามแง่ ตนเป็นแม่เจ้าราหุลในกาละบัดนี้แลฯ
              ชาลีกุมาโร ส่วนลูกชายสายสืบเชื้อ งามอะเฅื้อชื่อชื่อชาลี มีคุณดีอันงาม ย่อมติดตามช่วยสร้าง บ่หื้อห่อนร้างปารมี บ่ใช่ใครต่างหน้า บัดนี้คือลูกหล้าเกิดเทียมเงา เอากำเนิดมาเป็นโอรสราช แห่งมุนีนาถชื่อว่าราหุล ในกาละบัดนี้แลฯ
                 กณฺหาชินา ส่วนนางกัณหาลูกพ่อ ลูกน้อยหน่อสงสาร พ่อเททานบ่ไว้ ลูกน้อยไห้ร่ำรัก ว่าพ่อเฮยผียักษ์เปรต มันกลับกลายเพศเป็นฅน เอาตัวตนเผือข้าพราก คันมันอยากก็จักกิน เมื่อนั้นพระนรินทร์ท่านท้าว ยินเยือกย้าวกระสด บ่อาจจักอดอยู่ได้ อกร้องไห้โกธา ว่าจักไปตามเอาฅืนมาดั่งเก่า จักข้าพราหมณ์เถ้าหื้อตาย เพราะนางสายใจช่างฟ้อง เป็นลูกน้อยหน่องนางมัทที บักนี้ก็ได้เกิดมาเป็นนางอุปวัณณา ลูกสาวเศรษฐีสัมปัตติมีบ่โหด ในเมืองสาวัตถีโสดเมืองขวาง ในกาละบัดนี้แลฯ
                เสสา ปริสา อันว่าปริษัทอันเหลือนี้ไส้ คือหากมาได้ปริษัทสาม คือภิกขุ อุปาสกะ อุปาสิกา บัดนี้แลฯ
                เหตุใดว่าปริษัทสามอั้นชา หิด้วยมีแท้และ ยามนั้นนางปชาปติโคตมียังไป่ทันบวชเทื่อและ จิ่งได้ปริษัทสามจ่ำพวกเพื่อนั้นแล ฯ
              เวสฺสนฺตโร ราชา โลกนาโถ เอวํ ธาเรถ ภิกฺขเว ดูราภิกขุทังหลาย อันว่าพระยาเวสสันตรราช เป็นนักปราชญ์หน่อพุทธางกูร เป็นวงศ์ขุนเอกราช คันออกจากคัพภาวาสไคลคลา รู้จักปากจากับด้วยแม่ บ่ทันแก่เท่าใด
                 ยังมีแม่ช้างตัวนึ่งไปในอากาศ เป็นลูกช้างชาติกระกูล ขาวเผือกปูนปานไกรลาศ เป็นช้างราชมงคล ไปในที่ใดฝนตกละลุ่ม บ้านเมืองชุ่มเย็นใจ ช้างตัวนี้ได้ฅืนหนี้ เป็นหนี้ซีกเงินเดียว แต่ชาติหลังมามากแล้ว แห่งหน่อแก้วธรณี ปางเมื่อเป็นคหบดีกฎุมพีก บ่หลีกฟีกหมายแทนไป เท่าบ่มีอันใดแทนใช้ หลอนตายไปด้วยง่าย วิบากนั้นมาก่ายสนอง มาเป็นช้างรองที่นั่ง หนี้สินมั่งมูลมี มาตอบคุณเจ้าหนี้ วิบากอันนี้บ่ห่อนหาย เมื่อนั้นเมืองกลิงคราษฎร์ตายเกิดแล้ว พีชะเข้ากล้าเหี่ยวแห้งตายฝอย ฝูงพราหมณ์พ้อยมาขอเอาช้าง ท้าวก็แต่งห้างเป็นทาน ชาวเมืองก็มาสนส่อ หื้อท้าวตนพ่อขับหนี
              เพราะวิบากมีมาแต่ก่อน หื้อท้าวข้อนหมองใจ ปางเมื่อเป็นพระยาสญไชยราช พาอามาตย์และปริวาร ไปเหล้นสวนอุทยานสะสู่ ยามเมื่อฅนหมู่หยาดยายใย หัวหน้าเข้าไปแล่น พวกดาบง้าวลองแทง ปะเจ้าระสีสางตนนึ่งวิเศษ จบแจ้งเจตน์ญาณงาม อันมาตามหนทางแห่งนั้น เขาเร่งซั้นอาชญา หื้อเจ้าระสีคลาหนีพราก เพราะอาชญาหนีบแต่งมี เจ้าระสีก็รีบหนีงะงั่ว เพราะกลัวฅะฅูด ก็หยุดอยู่โทมนัส บาปอันนั้นและฅืนมาครอบ พ้อยมาตอบสนอง ทางช้างปองเป็นโทษ ท่านขับมะโมดจากเมืองไป อันนึ่งเจ้าไปพรางพระจอมใจน้องนาฏ เมื่อนางฝันร้ายหลากตกใจ พระจอมใจรู้แล้ว ว่าพราหมณ์จักมาขอเอาลูกแก้วทังสอง ท้าวยังปองจุล่ายแล้ว หื้อนางแก้วหลงใจ ว่าสรีนางไวยเคยทุกข์ยาก บ่เคยทุกข์ยากการใด บัดนี้มาอยู่ในดงไพรยากไร้ กินลูกไม้ใส่เหนือตอง หากเป็นคลองหันนิมิตอันถ่อยยอบ ประกอบด้วยอันกลัว ท้าวได้พรางนางเท่านี้ วิบากกี้ครอบสนอง เมื่อเสนานองสะพรู่ ช้างม้าหมู่โยธา แห่งพระปิตาตนพ่อ เข้ามาล่อในไพร โมหะใจยินมืด หายใจฝืดกลัวตาย หากเอาพรดายล่าหลง ได้ล่ายพระองค์ท้าวพ่อ นางมัททียืนผ่อดู จิ่งเล้าโลมพระชมพูหน่อท้าว เวสสันดรว่าเจ้าจุ่งฅนิงดูพรเมื่อก่อน ปางเมื่อหื้อข้าม่อนเป็นทาน ว่าบ่นานท้าวตนพ่อ จักร่ำเพิงต่อเอาริพลโยธา เข้ามาอาราธนาเมือเล่า เสวยเมืองเก่าถ้วนสอง พระยาอินทร์ก็สนองกล่าวไว้ ราอย่าได้เกากลัว จิ่งพาพระจอมหัวลงมาสู่ที่เก่า วิบากอันนี้เล่าคือได้ล่ายนางมัทที เมื่อฝันบ่ดีไปแก้ ท้าวเพียรแพ้ไปมา ท้าวนั้นใช่ใครใดไทยต่างหน้า อหํ เอว คือหากได้กูพระตถาคตะตนประเสริฐ ตนเป็นที่จั้งที่เพิ่งแก่โลกาในกาละบัดนี้แลฯ

             ตุมฺเห ภวนฺตา สูท่านทังหลาย อันปรารถนาหื้อได้สุขสามประการ มีนิพพานอันเป็นที่แล้วดั่งอั้น จุ่งตั้งโสตาปราสาทหูดาฟังด้วยคารวะครบยำ และทรงจำไว้หื้อหมั้น แล้วพากันปฏิบัติตาม ไปยังมหาเวสสันตระชาดกอันนี้ ด้วยดั่งกูตถาคตะหากเทสนามานี้เทอะ ด้วยอันพ่ำเพ็งทานะสีละภาวนาไปไจ้ ๆ ก็จักได้เสวยสุขสามประการ มีนิพพานเป็นที่แล้ว ชุตนชุฅนบ่อย่า ชะแลนาฯ

 

นครกณฺฑํ นิฏฺฐิตํ กรียาอันกล่าวยังนครกัณฑ์ปริเฉท อันประดับประดาคาถาว่าได้ ๔๘ คาถา ก็บังคมสมเร็จ เสด็จ ฯ

 

 

 

 

 

 

อธิบายศัพท์
หมายเหตุ: คำอธิบายศัพท์นี้เป็นของกัณฑ์มัททีเท่านั้น ส่วนกัณฑ์อื่น ๆคงจะได้เพิ่มเติมในโอกาสต่อไป

กระบาน (อ่าน-ขะบาน) =? ขะบานใบขันแนวนีด
กราบ (อ่าน- ขาบ ) = กราบ
กรียา (อ่าน- ขียา )= กิริยา
กรุณา (อ่าน- ขุนณา )= กรุณา
กว่า = ไป ยับเอาลูกแก้วกว่าหนีไกล ,กว่า = เกิน
กวางทราย (อ่าน-กว๋างทะราย)= เนื้อทราย กวางทรายจักหนีเสียเหล่า ก็เพราะเสือโคร่งเถ้าไต่เทียวจง
กาน้ำ (อ่าน- ก๋าน้ำ) = นกกาน้ำ นกปะทาและกาป่า กาน้ำฝ่าเฟืองฟอง , กาลาบ (อ่าน-ก๋าลาบ) = ? รูปไก่หยองและเป็ดพาบ รูปกาลาบและตระเหวา
กาบจว้า =? ตั้งยองปลีและกาบจว้า
กาย (อ่าน-ก๋าย ),กราย = กราย,ผ่าน,เฉียด เช่น เทียวกราย-เดินเฉียด แม่นว่ากาดำๆในป่า บ่บินล่ามากราย ดักเสียงหายดูหลาก
การวีก (อ่าน-ก๋าระวีก) = นกการเวก,นกกรวิก นกเขียนม่ายหัสดีลิงค์ อิงฅะนิงแลการวีก
กำผาย,กำปราย(อ่าน-ก๋ำผาย) = (โปรย)ปราย,สาดให้กระจาย ลมพัดเชยดอกไม้ หล่นเหลือไว้ดอนทราย ขากำผายบิดเปล่า ลูกกำผาย=กระสุนลูกปรายหรือลูกซอง,ภายหลังใช้เรียกลูกปืนในเครื่องจักรสำหรับลดแรงเสียดทานว่าลูกกำผายด้วยเพราะมีลักษณะคล้ายกัน
กุ้ม = คลุ้ม มืดมัว ไม่แจ่มใส อากาศกุ้มพายบน
กู่ = ศาลา,เจดีย์,อาศรม,กุฏิ,วิหาร,สถูปที่บรรจุอัฐิ สองกุมารทังคู่ เหล้นใกล้กู่ศาลา
กู = (คำนี้ตามหลักต้องสะกดว่า คู เพื่อไม่ไห้ออกอ่านว่า กู๋ แต่ในที่นี้ขออนุโลมใช้ กู เพราะเห็นว่าเป็นคำที่คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว)
กูบ = ประทุนหลังคารถหรือเกวียน รูปนาคอวบหลังจอง ยอหัวยองหลังกูบ เอาอกอูบหลังชาย
เกียง (อ่าน-เกี๋ยง) = ขีดกา,ขีดไขว้,ชื่อเดือนอ้าย ,ชื่อผลไม้ประเภทลูกหว้า,ชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่ง บานเบ่งสร้อยพูพวง เกียงเหมยหลวงและกัณณิเกษ
เกี้ยว = อ้อม , อ้อมเป็นวง บี้เบ้อซว่างบินบน ดอกดวงสนเกี้ยวกอด บินดั้นสอดไปมา



ขงขวาย = ขวนขวาย สุดที่ขิ่งดอมดาย ขงขวายหาเลี้ยงปาก
ขด = ขยับ กระถด ขดฅ้าย = ขยับเคลื่อนย้าย บางแห่งเขียน ขดคล้าย เจือแป้นวางลาดเลื่อน บ่หื้อขดฅ้ายเคลื่อนไปมา
ข่มเท้า = ไม้เท้า? จิ่งสะพายถงและข่มเท้า เดินเทศเข้ามาขอ
ข่วง = ลาน,บริเวณ อันว่าอารามเพียงร่มไม้ อินทร์แต่งไว้ยายใย ราบเพียงใสข่วงกว้าง
ขว้ำ = คว่ำ พ้อยหลุดไหลลงจากบ่า ขว้ำสะสว่าตกดิน
ขวี = สลับสีเลื่อมพราย(?) ไฟสะหงายดอกน้อย ขวีดอกสร้อยแจจน สะโพกลนล่วนแตก
ขอก = ขอบ,ขอบเขต นางจะเดินไปบ่ยั้ง ทุกขอกข้างอาราม
ขะแจ (อ่าน-ขะแจ๋) = ประแจ,กุญแจ ลายขะแจจำถ้วนถี่ ลายกาบควี่บานใบ ยายย้อยไกวยะยาบ
ขา = เขา มักใช้คู่กันกับ รา (คือเขา และ เรา) อันว่ารอยตีนขาเทียวท่อง เยียะหยุดหย่องตามกัน
ข้าม่อนน้อย = สรรพนามบุรุษที่ ๑ แสดงความอ่อนน้อมถ่อมตัว
ข่ายสร้อยใบไร = ? ผ้าพับวงยาบย้อย แขวนข่ายสร้อยใบไร มีทังทุงไชยและทุงช่อช้าง
ข่ายหิง =ตาข่ายสาน ? เอนกนองแสนสิ่ง ข่ายหิงแก้วทุกพาย
ขิ่ง =? สุดที่ขิ่งดอมดาย ขงขวายหาเลี้ยงปาก
ขี้ไร้= ยากไร้ ญิงจักหนีเสียผัว ก็เพราะผัวขี้ไร้ หาเข้าของบ่ได้ ญิงร้ายหากดูแควน
เขี้ยวฅ่ำ = ? บ่หันในแห่งห้องดงรี พอรวายตรีเขี้ยวฅ่ำ



ควี่
(อ่าน-กวี้) = คลี่(บาน) ในดงหนาถ้วนถี่ ก้านค้อมควี่ในไพร ไม้ยายใยเป็นหมู่
คอง (อ่าน-กอง) = เฝ้ารอ ตระหมอดหน้าเข็ญใจ ดอมทางไกลคองแม่ ถ้ารับแต่หนทาง
คอง (อ่าน-กอง) = ครรลอง,ทาง,ถนน เหตุว่าพระราชามาถูกต้อง ยังข้านาฏน้องราชินี ผิดคองดีแห่งพรหมจารีต
คัดอก (อ่าน-กั๊ดอก) = แน่นอก ตื้นตันใจ สะเทือนใจ น้ำตาถั่งไหลตก ยินคัดอกเท่าฟ้า พระฅิ่นข้าบ่เจียรจา
คัน (อ่าน-กัน) = หาก คันว่า(กันว่า)=หากว่า กูบ่ทันหื้อฅนมาขอไว้ คันยับได้เที่ยงจักฟัน
คันรี(อ่าน-กันรี)= ขอเกี่ยวหรือไม้สำหรับสอยผลไม้ นางมาละทังเสียมคันรีและกระเช้า มาละทังไม้เท้าและหนังเสือ
คั้น (อ่าน-กั๊น) = บีบคั้น,กัดฟัด อันนึ่งเจ้าทังหลาย จุ่งรักษานางมัททีแก่เนื้อเบื้อคะนองของป่า อย่าหื้อคั้นกว่าเอานางแด่เทอะ
คันยู (อ่าน-กันยู) = ร่มกระดาษ (บางกรณีอาจหมายถึง ไม้กวาด เรียกไม้กวาดว่า-ไม้ยู คู่กับสลาดคือไม้กวาดซี่แข็ง) มาละทังไม้เท้าและหนังเสือ มาละทังเปลือกไม้เจือเลื่อนลวาด มาละทังสลาดและคันยู
ค่ายแคน (อ่าน-ก้ายแกน) = แหนงหน่าย,เบื่อหน่าย เมียค่ายแคนแหนงหน่าย เพราะผัวบ่ช่างเบี่ยงบ่ายขงขวาย
คำ(อ่าน-กำ) = คำ,ความ ตัวอย่าง คำคึด = ความคิด,คำสิเนห์=ความเสน่หา คำฝัน = ความฝัน
คำตระหนี่ (อ่าน-กำถะหนี่)= ความตระหนี่ ส่วนว่าฝูงฅนมีคำตระหนี่ หากมาครอบงำไว้ บ่อาจหื้อลูกเต้าเป็นทานแท้ดีหลี
คิ้วค้อม (อ่าน-กิ๊วก๊อม )= คิ้วโก่ง หมากขะตูมตืนต้อง แม่ก็เอาหื้อคิ้วค้อมก่องชาลี
คึด (อ่าน-กึ๊ด) = คิด คึดรอด (อ่าน-กึ๊ดฮอด) =คิดถึง, นึก(ย้อน)ไปถึง มักใช้กับอดีต ดั่งกูนางคึดรอด ลูกแก้วยอดจอมใจ
เครือ = เถาวัลย์ ทุกดงรามและป่ากล้วย ทุกสลอกห้วยและเครือหนาม



ฅวบ = ครอบ ทังขันหงายชายฅวบ รูปนาคอวบหลังจอง
ฅวามมัก = ความชอบ ความปรารถนา
ฅะนิง = คะนึง ,คำนึง,คิดถึง ส่วนนางมัททีเยาวยอด นางฅะนิงรอดคำฝัน
ฅ้าย = เคลื่อนย้าย เจือแป้นวางลาดเลื่อน บ่หื้อขดฅ้ายเคลื่อนไปมา
ฅำ = ทองคำ ทังชิ้นเลือดและไขมัน ทังเงินฅำช้างม้า ทังหมู่ข้าญิงชาย
ฅ่ำ = เวลาค่ำ, .ข่มเหง ตราบแสงพระสุริยะอาทิตย์ตาวัน บ่ตกต่ำฅ่ำลับดอยไปดั่งอั้น
ฅำแดง = ทองแดง? เสาขอมประดับด้วยแก้ว เรืองร่างแล้วด้วยฅำแดง พร่องพรายแสงด้วยโกฏิ์
ฅิ่น = กรรมสิทธิ์เฉพาะ ,ของรัก ,ของเก่าดั้งเดิม ลุกมาเทอะแม่โสมสายเฮยสร้อยฟ้า ลุกมาเทอะเมียก่ำพร้าฅิ่นเทียมองค์
ฅืน = กลับ,กลางคืน กูนางไปป่าแต่เช้า ละลูกเต้าอยู่ศาลา กูฅืนมาหาลูกบ่ได้
ฅุ่ม = พุ่ม(ไม้) ทุกที่ตาดเหวผา ทุกรอมฅาเรือนฅุ่ม ท้องห้วยลุ่มและบนดอย
ไฅว่ = ทั่ว ตีกลองหลวงไฅว่กลางเวียง จักหื้อฅนมาเรียงกันชุผู้ เพื่อบ่หื้อญิงเหล้นชู้จากผัวตน



งัน = สนุกครึกครื้น มักใช้ ม่วนงัน ขับฟ้อนเต้นอยู่งันกัน บ่รู้เวลาวันและค่ำ
งูรีและงูเงี้ยว = ? สัพะสัพพีรูปงูรีและงูเงี้ยว แมบลิ้นเกี้ยวเครือหนา



จก = ล้วง จกจ่ายหื้อเป็นทาน ทังข้าวสารและข้าวเปลือก
จ่ม = บ่น บ่มีวจีจ่มด่า คำร้ายว่าหื้อเจ็บใจ
จ่อง =เ กี่ยวเกาะ วันนี้พ้อยบ่มาชูหน่วยหน่อง จูงจ่องแม่ข้างศาลานี้ชา
จอด = จรด, ถึง สะเทือนไปเรืองรอด ชุก้ำจอดชุพาย
จะแฅ ่= จรเข้ รือว่าเสือหมีและจะแฅ่ เดินดงแก่ไพรสณฑ์
จา (อ่าน-จ๋า )= พูดจา,กล่าว ว่าข้ามัททีมีชู้ จาอวดอู้โกธา
จิ่ง = จึง นางท้าวจิ่งอาวรณ์ เพราะบ่หันสองภูธรพี่น้อง
จิ่ม = ด้วย เยียวว่านางบ่ได้อนุโมทนา จิ่มพี่และนาฯ
จุก = หยุดอยู่ กัน จุกยืนชันทุกที่ นางก็ไปที่เล็งหา
เจียรจา (อ่าน-เจี่ยนจ๋า) = เจรจา เมื่อนางมัททีเจียรจาฅะฅ้อย ท้าวบ่ต้านถ้อยต่อสักคำ
เจือ (อ่าน-เจื๋อ) = ปู,ลาด เช่น เจือสาด คือปูเสื่อ ทุกที่แห่งท่ำกลาง ตีนเจือแป้นวางตงหีด
เจือเลื่อนลวาด = ปูลาด มาละทังเปลือกไม้เจือเลื่อนลวาด
แจ่ง = มุม ประดับมณีแต่งตั้ง ทังสี่แจ่งจตุรา
ไจ้ๆ = เรื่อย ๆ เช็ดน้ำตาอยู่ไจ้ ๆ



ชา (อ่าน-จา) = ใส่ท้ายประโยคเป็นคำถามคล้าย หรือ.หรือไฉน,กระนั้นหรือ,หรือไม่,ดีไหม มักใช้คู่ ชาฤา? ตกแดนไกลบ่หันซาก ละแม่ไว้ทุกข์ยากพายหลังชาฤา
ช่างแต้ม (อ่าน-จ้างแต้ม)= ช่างเขียน,ช่างวาด งามบวรซะแล้ม ลายช่างแต้มสัพพะอันมี
ชาฤา (อ่าน-จารือ,จาฮือ) = ฤาไฉน ฤาว่าพระปิตาตนพ่อ หื้อสองหน่อหลับไป ในบัณณะศาลาบ่ตื่น หลับบ่ชื่นอยู่วอนวอยอั้นชาฤา
ชี (อ่าน-จี) = ไช,เจาะให้เป็นรู ปล่องรูชีสลอด ใส่ตงสอดขัดขวาง
ชุ (อ่าน-จุ๊) = ทุก เช่น ชุฅน=ทุกคน,ชุวัน=ทุกวัน ตีกลองหลวงไฅว่กลางเวียง จักหื้อฅนมาเรียงกันชุผู้ เพื่อบ่หื้อญิงเหล้นชู้จากผัวตน
ชุก้ำชุพาย ชุก้ำจอดชุพาย = ทุกหนทุกแห่ง ทุกทิศทุกทาง ทังหงษาและไก่น้ำ แล่นชุก้ำชุพาย
เช่น (อ่าน-เจ้น) = รุ่นคน,ช่วงอายุ,ช่วงเวลา,ช่วงความยาว,ช่วงขนาด นางจุ่งตัดอาลัยหมาดไหม้ อย่าได้ไห้นักกว่าเช่นดีหลี
เชียง = เมือง,เจ้าเมือง,พระราชาหรือราชินี,(สารานุกรมภาษาอีสาน)
เชียงฅาน (อ่าน-เจียงคาน) = ? โสภณาแลบล้วน เนื้ออ่อนอ้วน เชียงคาน , เมื่อนั้นเทวบุตรสามตน มีใจชมชื่นยินบาน ก็เนรมิตเป็นเนื้อ เชียงฅาน สามสิ่ง



ซวง =ทรวง (เหตุที่สะกดเช่นนี้อาจเป็นเพราะต้องการเสียง ซ. มิเช่นนั้นต้องออกอ่าน ทะรวง) ขัดขินใจยะยั่น ร้อนร้ายปั่นวอนซวง เพราะบ่หันทิพย์ดวงลูกแก้ว
ซอนลอน = สลอน เทวดาถือดอกไม้ ประนมมือไหว้อยู่ซอนลอน
ซะแล้ม = แฉล้ม ศักดิ์สมงามซะแล้ม สองฝ่ายแก้มยิ่งบัวจีน
ซาย = ทราย (ต้องการอ่าน ซ. พบวิธีการนี้ในภาษาลาวเช่นกัน เช่น บ้านห้วยซาย)
ซูด = โฉบ นกหัสดิลิงค์ล่าบินบน บินเหินหนอากาศ ซูดทึ้งยาดเอาไป
เซิ่ง = ซึ่ง ก็อนุโมทนาสาธุ เซิ่งอุตตมะทานแห่งเจ้า



ญิง = หญิง แม่ญิงและฅนหาไหนก็ได้ ญิงบ่มีไร้หากเหลือเมืองและนา



ดอกขัดหมอก = ? ดอกขัดหมอกบานเรือง จำปาเหลืองและกัณณิเกษ
ดอกพ้าน (อ่าน-ดอกป๊าน) = บัวเผื่อน,บัวผัน บัวขนาดเล็กสีม่วง บัวพ้าน ก็เรียก ดอกบัวบานสะอาด ดอกพ้านพาดเจจน ดอกนิโลบลเขียวอะทุ่ม
ดอม = ? ตระหมอดหน้าเข็ญใจ ดอมทางไกลคองแม่ ถ้ารับแต่หนทาง
ดอมดาย = เดียวดาย กูพี่จักได้ปลงซากเสียกลางป่าไม้ กูพี่เท่าจักก้มหน้าไห้ผ่อดอมดาย
ดัก = เงียบ แม่นว่ากาดำๆในป่า บ่บินล่ามากราย ดักเสียงหายดูหลาก
ดา = ตระเตรียม มักใช้ แต่งดา เช่น แต่งดาครัวทาน-ตระเตรียมเครื่องไทยทาน บัดนี้ตริมาวอนไห้ เดิกฅะไฅ้กูพี่ จักดานอนนี้ชา
ดาย = อย่างเดียว,เปล่า, ทัดที่นี้บ่ใช่ที่ควรนางมาตาย เท่าสองเราดายแก่นไท้
ด้าว = ดินแดน, ประเทศ สองลูกเฮยหน่อท้าว ไปลี้อยู่ด่านด้าวแดนใดนี้ชา
ดีหลี = จริงๆ, จริงแท้ ยังมีพราหมณ์ผู้นึ่งนาแม่ ไร้นักแก่ดีหลี
ดูแควน = ดูแคลน,ดูถูก,ดูหมิ่น ก็เพราะผัวขี้ไร้ หาเข้าของบ่ได้ ญิงร้ายหากดูแควน



ตกขะพ่า (อ่าน-ตกขะป้า )= ตกประหม่า ,ตกตะลึง เสือโคร่งถ้าหนทาง เสือเหลืองครางกลางป่า ข้าตกขะพ่าแท้ปูนกลัว
ตง (อ่าน-ต๋ง) = ไม้เครื่องเรือนที่วางบนรอดหรือคานสำหรับรองพื้นกระดานหรือฟาก ปล่องรูชีสลอด ใส่ตงสอดขัดขวาง
ตระบอม (อ่าน-ถะบอม = ? ตระบอมคว่ำพี่จักใส่รูปม้าน้ำตัวกลาย ตระบอมหงายพี่จักใส่แก้วแว่น
ตระหนี่ ( อ่าน-ถะหนี่)= ตระหนี่
ตระหมอด (อ่าน-ถะหมอด) = เดือดร้อน,เป็นทุกข์ ดูรา นางสายใจพี่เฮยกำพร้า ตระหมอดหนาเข็ญใจ
ตระเหวา (อ่าน-ถะเหวา) = นกดุเหว่า รูปไก่หยองและเป็ดพาบ รูปกาลาบและตระเหวา
ตริ (อ่าน-ถะหริ) = ดำริ,คิด กระทำการบ่ควรผิดแผก ใจฟุ้งแตกเสียสติ บัดนี้ตริมาวอนไห้
ต้อน = รับ,รับรอง เช่น ของต้อนของฝาก สองกุมารชอมทางแม่ แล่นต้อนแต่ไกลตา
ตัวกลาย (อ่าน-ตั๋วก๋าย ) = ? รูปเสือโคร่งหยาดยังยาย รูปตัวกลายแลกระแตกระต่าย
ตาง (อ่าน-ต่าง) = ต่าง,แทน ลางฅนพี่จักหื้อตบมือตางแส่ง
ต้าง = ต่าง(หู)? ผู้ใดพ้อยจักมาฝ้านต้างใส่สองหู
ต้าน = โต้ตอบ กล่าวต้าน = โอภาปราศรัย ส่วนพระเวสสันดรหน่อท้าว บ่ต้านถ้อยกล่าวคำดี
ตาวัน (อ่าน-ต๋าวัน) = ตะวัน ตาวันลงใกล้ฅ่ำ สองพี่น้องร่ำรนหา แม่มาดาก่ำพร้า
ติ้ว = หิ้ว รือว่าเสือหมีและจะแฅ่ เดินดงแก่ไพรสณฑ์ ปะลูกสองฅนติ้วกว่า
ตืน ต้อง (อ่าน-ตื๋น) = กระท้อน (บางครั้งเรียก หมากตื๋น หรือ หมากต้อง) หมากขะตูมตืนต้อง แม่ก็เอาหื้อคิ้วค้อมก่องชาลี
ตุ้ม = ยกประคอง ผู้ใดจักมาช่วยกูพี่ตุ้มหัว นางหนุนหมอนและห่มผ้า
แต้ม = วาด, เขียน ประตูโขงพี่จักหื้อแต้มรูปเทวดาถือดอกไม้ ประนมมือไหว้อยู่ซอนลอน



ถง = ถุง จิ่งสะพายถงและข่มเท้า เดินเทศเข้ามาขอ เอาสองสอบอพี่น้อง
ถ้วน = ครบ,ที่ มาเถิงเทิงมัททีกัณฑ์ถ้วนเก้า อันพระพุทธเจ้าหากเทสนา
ถ้า = รอคอย, คอยท่า แล่นต้อนแต่ไกลตา ดังปุตตาลูกงัวงามแง่ ถ้ารับแม่กินนมนั้นแลฯ
เถ้า = เฒ่า ฝูงญิงลามแถ่วเถ้า เพิ่นก็ยังอยู่กับลูกเต้าและผัวขวัญ
เถิง = ถึง ถือคองดีใช่ช้า หวังขึ้นฟ้าเถิงสวรรค์
เถื่อน = ป่า,ดง จักละพระบาทเจ้าอยู่คนเดียว ในไพรเขียวกลางเถื่อน
แถ่ว = (วัย) รุ่น เช่น บ่าวแถ่ว-หนุ่มวัยรุ่น ฝูงญิงลามแถ่วเถ้า เพิ่นก็ยังอยู่กับลูกเต้าและผัวขวัญ



ทรง (อ่าน ทะรง) = ทรง อกร้อนปานไฟวะวาด ทรงยศราชหนักเท่าฟ้า สังบ่เยื้อนหน้าและหูฟัง
ทัง (อ่าน-ตัง) = ทั้ง เช่น ทังหลาย ข้าก็หันแผ่ผิดผวน ทิศาทังมวลดูหลาก
ทัด (อ่าน-ตั๊ด) = ทัด ,เหน็บ ทัดบุปผาเกี้ยวเกษ คือดอกสลิดเทศมะลิวัลย์
ทัด,ทัดที่ = (อ่าน- ตั๊ด) ตรง, ตรงที่ (ตัวอย่าง ทัดหั้น=ตรงนั้น) จิ่งกล่าวว่ามัททีเฮยเจ้าพี่ ทัดที่นี้บ่ใช่ที่ควรนางมาตาย
ท้าง (อ่าน-ต๊าง) = ? ,ทำนบเฉลี่ยน้ำเข้าสู่นา, ช่องระบายน้ำ ราบเพียงใสข่วงกว้าง ประเทศท้างปูนเคย
ท่าว ,ท่าวลวงหงายถะแบ่น (อ่าน-ต้าว) = หกล้ม,ล้มหงายหลังนอนแผ่ นางท้าวไห้สยุบท่าวตาย ท่าวลวงหงายถะแบ่น แทบท้องแท่นธรณี
ทึ้ง,ทึ้น = ทึ้ง นกหัสดิลิงค์ล่าบินบน บินเหินหนอากาศ ซูดทึ้งยาดเอาไป
ทือว่า (อ่าน-ตือว่า) =ตราหน้าว่า,ถือว่า เพิ่นจักทือว่าข้าเป็นญิงใจบาป
ทุงไชย (อ่าน-ตุงไจ )= ธงไชย มีทังทุงไชยและทุงช่อช้าง ยายแลบข้างฉัตรคำ
เท่า = ได้แต่,เพียง กูฅืนมาหาลูกบ่ได้ เท่าร้องไห้อยู่ดอมดาย
เทอะ (อ่าน-เต๊อะ) = เถอะ ขอพระราชาผายโปรด อดโทษแก่ข้าเมียกำพร้าพ่อปางเดียวก่อนเทอะ
เทิง (อ่าน-เติง) = ถึง (ตัวอย่าง หยื้อเทิง=เอื้อมถึง) ลำดับธรรมเทศนา มาเถิงเทิงมัททีกัณฑ์ถ้วนเก้า อันพระพุทธเจ้าหากเทสนา
เที่ยง (อ่าน-เตี้ยง) = ย่อม เช่น กูพี่เที่ยงจักไห้วะโวกหานาง
เทียว (อ่าน-เตียว) = เดิน พระยาเนื้อจิ่งวางหลบหลีก เต้นหลีกฟีกทางเทียว
เทื่อ (อ่าน-เติ้อ) = ที,ครั้ง ตัวอย่าง เทื่อเดียว=ครั้งเดียว,ยังบ่มาเทื่อ= ยังไม่มาที หนีเสียเรือนมาบวช สร้างผนวชเป็นชี บ่ห่อนถูกตัวนางมัททีสักเทื่อ



นกขุ้ม = นกคุ่ม รูปนกเขาและนกขุ้ม มีเป็นชุมเป็นหมู่ จับไม้อยู่เหนือคอน
นกเขียน = นกกระเรียน นกเขียนม่ายหัสดีลิงค์ อิงฅะนิงแลการวีก
นกจากะพาก (อ่าน-นกจ๋ากะป้าก) = นกจากพาก,นกจากพราก ชื่อนกในวงศ์นกเป็ดน้ำ (ทางวรรณคดีนิยมว่า คู่ของนกนี้ต้องพรากและครวญถึงกันในเวลากลางคืน) จักรพาก หรือจักรวาก ก็เรียก นกจากะพากและยูงคำ
นกปะทา (อ่าน-นกปะตา) = นกกระทา นกปะทาและกาป่า กาน้ำฝ่าเฟืองฟอง
นักแก่ = เต็มที (ปัจจุบันมักใช้เป็น นักแก) ยังมีพราหมณ์ผู้นึ่งนาแม่ ไร้นักแก่ดีหลี
นัน = เสียงอึกทึก เช่น เดือดนันสันเล้า -ส่งเสียงเอะอะอึกทึกเหมือนลิงกับไก่ เสียงสนั่นนันเนือง ยังหิมวันต์ดงเถื่อน
น้ำต้น = คนโท ก็ถือเอาน้ำต้นคัณฑีมาประปรายลูบหน้า เมียก่ำพร้าจิ่งชายา
นึ่ง = หนึ่ง นางสยบตายไปหน้อยนึ่งแล้ว นางแก้วก็ตื่นชื่นได้สติฟื้นฅืนมา
เนื้อ = สัตว์ อันนึ่งเจ้าทังหลาย จุ่งรักษานางมัททีแก่เนื้อเบื้อคะนองของป่า อย่าหื้อคั้นกว่าเอานางแด่เทอะ



บ่ปาก = ไม่พูด วันนี้เป็นสันใด พระราชะเจ้าบ่ปาก
บัวจีน (อ่านบัวจี๋น) = ดอกบัวจีน? สองฝ่ายแก้มยิ่งบัวจีน ตาเขียวนิลดำปลอด
บัวตรา (อ่าน-บัวถา)= ? นางก็ไปหยืดร้องหา ก็บ่หันสองบัวตราหน่อท้าว
บัวพ้าน (อ่าน-บัวป๊าน)= บัวเผื่อน ดอกบัวบานสะอาด ดอกพ้านพาดเจจน
บัวริยาต = บริสุทธิ์ ดูราภิกขุทังหลาย ตนทรงศีลใสบัวริยาต เป็นขีณาสวชาติอรหันตา
บี้ = แมลงปอ คำเต็มใช้ กะบี้ ลายดอกดวงเกี้ยวรอด บี้เบ้อสอดบินตอม
บุ่น = มุด แทรก ทุกรูผาเถื่อนถ้ำ ทุกท่าน้ำหาดเหวผา บุ่นหนามหนาเถื่อนถ้อง
เบ็ง = ทะแยง, ไม้ที่ตียึดเป็นมุมทะแยงไม่ให้โครงสร้างโย้เย้ เรียกว่า ไม้เบ็ง เบ็งจะพาดผันขัดไขว่ ชายหลวงใส่มุงดี
เบ็งตรา = เครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง? สระไนจักหื้อสั่น สนั่นด้วยเบ็งตรา จากับด้วยเสียงปี่
เบ่น,บิ่น = หัน(ทิศทาง) เช่น เบ่นหน้า = หันหน้า มาเยียะหน้าปูนกลัว ตั้งตนตัวหนิมอยู่ บ่เบ่นหน้าสู่สักคำ
เบ้อ = ผีเสื้อ คำเต็มใช้ กะเบ้อ หรือ กะเบื้อ ลายดอกดวงเกี้ยวรอด บี้เบ้อสอดบินตอม
ใบ้ = โง่ ศรมณ์จักหนีเสียครู ก็เพราะครูนั้นใบ้



ประญา (อ่าน-ผะหญา ) = ปัญญา อันว่าสัปปุริสะเจ้าตนดีมีประญา
ประนม (อ่าน-ผะหนม) = ประนม นางจิ่งประนมมือน้อมไหว้ ยังพระยาเนื้อร้ายสามตัว
ประปราย (อ่าน-ผะผาย) = ประปราย ก็ถือเอาน้ำต้นคัณฑีมาประปรายลูบหน้า เมียก่ำพร้าจิ่งชายา
ประสาท (อ่าน-ผะสาด) = ให้ กับด้วยพระระสีผ่านแผ้ว อันประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน
ประหมาณ (อ่าน-ผะหมาน) = ประมาณ จักหื้อมีเรื่องเหล้นหลายประการ เป็นประหมาณดังกล่าวแล้ว
ปรารถนา (อ่าน- ผาถะนา ) = ปรารถนา อันโพธิสัตว์เจ้าตนล้ำเลิศหากปรารถนาเอา
ปราสาท (อ่าน-ผาสาด) = ปราสาท สันดาน กูพี่จักหื้อสร้างวิมานปราสาท
ปราไสร (อ่าน-ผาสะไหร) = ปราศรัย,พูดจา ท้าวตนพ่อก็บ่ปราไสร ข้าถามอันใดก็บ่ต้านต่อ
ปลาฝา = ตะพาบน้ำ ทังปลาฝาและเต่าน้ำ มีสุขล้ำชื่นชมฟอง
ปลอม = ปะปน บอกไฟรูปแรดโยนปาวเปิบ แล่นผะเผิบเลยกัน แล่นปลอมควันงะหงาด
ปุน,ปูน (อ่าน-ปุ๋น,ปูน) = น่า,ควร เช่น ปุนกลัว=น่ากลัว,บ่ปุนดีเยียะ= ไม่ควรทำ นางฅะนิงรอดคำฝัน ปูนอัศจรรย์เป็นโทษ
เป็ดป้อง = เป็ด? โพนดกวางเสียงก้อง นกเป็ดป้องร้องเสียงหวาน เป็ดพาบ = เป็ด? รูปไก่หยองและเป็ดพาบ
เป็นเค้า = เป็นต้น,เป็นผู้นำ พระผ่านแผ้วจิ่งบอกอัศจรรย์ทังหลาย มีแผ่นดินไหวเป็นเค้า
เปิบ = ถลาหรือกระโดดเข้าใส่ ผิว่าราชะสีห์ตัวกล้า หลอนปาวเปิบข้านางเมือง
แป้น = กระดาน ใส่ตงสอดขัดขวาง เจือแป้นวางลาดเลื่อน
ไป = (คำนี้ที่ถูกควรจะเขียนว่า ไพ เพื่อไม่ให้ออกเสียงเป็น "ไป๋" แต่ในที่นี้ขออนุโลมใช้ว่า ไป เพราะเป็นที่รู้จักคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว)



ผ่อ = มอง ส่วนนางมัททีสรีแก่นไท้ ร้องร่ำไห้ผ่อเล็งหา
ผะผาย = ประปราย, โปรยปราย เคยหันปุตตาแล่นเหล้น กำฝุ่นเต้นผะผาย
ผะหด =? พระจอมใจหน่อแก้ว ตนผ่องแผ้วงามผะหด
ผัน = หมุน,เคลื่อนไหวไปมา ขาชักเหล้นเลื่อนเลยกัน ขาเคยหยุบผันบ่พราก
ผับ = ทั่ว ดอกไม้บานเรืองงามเรื่อ หอมรสเร้าเผื่อผับดง
ผายโปรด (อ่าน-ผายโผด) = ได้โปรด พระอยู่เหนือหัวผายโปรด ขอจุ่งอดโทษแก่ข้า
ผุยผาย = โปรยปราย หันทุกแดนที่เหล้น กำดอกเต้นผุยผาย


ฝ้าน,ฝั้น = ฟั่น ผู้ใดพ้อยจักมาฝ้านต้างใส่สองหู



พระยมภิบาล = ยมบาล (ข้อสังเกต : คำนี้อาจเป็นต้นเค้าของภาษาพูด ยมพบาล ในภาษากลางซึ่งถือว่าเป็นการอ่านไม่ถูกต้อง) ดังพระยมภิบาลตนสุภาพ อันตกแต่งบุญและบาปตามตรา
พรูก = พรุ่ง วันพรูก-วันพรุ่ง ข้าเที่ยงจักตายมรณาต ใจข้าขาดเป็นผี ยามพอดีภูกเช้า
พ้อย (อ่าน-ป๊อย) = กลับ,ไฉน,ทำไม วันนี้พ้อยบ่มาชูหน่วยหน่อง จูงจ่องแม่ข้างศาลานี้ชา
พาย (อ่าน-ปาย) = ภาย เช่น พายหน้า พายลูนก็ฅืนมาสู่ ในแก้วกู่ศาลา
พายลูน (อ่าน-ปายลูน) = ภายหลัง
พ่ำเพ็ง (อ่าน-ป้ำเป็ง) = บำเพ็ญ ก็พ่ำเพ็งแต่ทังถม เต็มด้วยน้ำนมทังสองเต้า
พ่ำเริน(อ่าน-ป้ำเริน) = ปรนนิบัติ ก็หื้อข้าอายุฑีฆายืนยิ่ง พ่ำเรินเจ้าจอมมิ่งราชา
เพ็ง (อ่าน-เป็ง) = เพ็ญ,พระจันทร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ ก็เป็นวันอุโปสถศีลเดือนเพ็งส่องแจ้งใสงาม
เพิง (อ่าน-เปิง) = พึง, เหมาะสม, กูพี่จักก้มหน้าไห้ว่า นางตาย นางตาย ว่าอั้นเพิงมี ชะแลฯ
เพิงพาว (อ่าน-เปิงปาว ) = พร่างพราว ถือปุบผังดวงดอก กิ่งก้านออกเพิงพาว
เพิ่น,เพื่อน(อ่าน-เปิ้น,เปื้อน) = เขา,เขาทั้งหลาย เพิ่นก็ยังอยู่กับลูกเต้าและผัวขวัญ
เพียง (อ่าน-เปียง) = ราบเสมอกัน อันว่าอารามเพียงร่มไม้ อินทร์แต่งไว้ยายใย ราบเพียงใสข่วงกว้าง
แพง (แปง) = รัก,หวง,ถนอม คำแพง คือ รักหวงดั่งทองคำ ละห้อยแก่นยามแลง สองเพิงแพงอยากน้ำ
โพนดก (อ่าน-โปนดก) = (นก)โพระดก โพนดกวางเสียงก้อง นกเป็ดป้องร้องเสียงหวาน



ฟั่ง = รีบ พระระสีฟันฟั่ง เหงี่ยงน้ำหลั่งไหลตก
ฟาน = เก้ง
ฟ้าหยาด = ? รูปเดือนดาวและอากาศ รูปฟ้าหยาดกลางหาว
ฟีก = หลีก เลี่ยง เว้น ห่าง ในเมื่อมิคาเนื้อหนีหลีก เต้นเว้นฟีกมัคคา
ไฟโยน = ? หนวันตกพี่จักหื้อแต่งไฟโยนรูปช้าง แล่นขึ้นม้างกองฟอน
ไฟสะหงาย = ? ไฟสะหงายดอกน้อย ขวีดอกสร้อยแจจน




มอม = รูปราชสีห์ เครือดอกดวงเกี้ยวก่าย สิงห์มอมม่ายหมาหนี ทังกินรีแลเถื่อนถ้ำ
ม้าง = รื้อถอน แต่งไฟโยนรูปช้าง แล่นขึ้นม้างกองฟอน
มานค่า (อ่าน-มานก้า) = ? ควันไฟเขียวติดช่อฟ้า มานค่าอ้าปานจักบินบน
ม่าย = ชม้าย,เหลือบแล รูปกินรีนรอนม่ายฟ้อน ยายเหยียบหย้อนหากัน
มิคา (อ่าน-มิกา) =กวาง ,สัตว์ป่าจำพวกกวาง ในที่นี้ใช้ในความหมาย สัตว์ใหญ่ ข้าร้องไห้ว่าวอนขอ เนื้อมิคายอหัวหลีก
มี่ = เสียงอึงมี่ ว่านกในไพรถ้วนถี่ บ่ได้ยินเสียงมี่นันเนือง
เมี้ยนชาติ = ตายดับ รอยว่าสองกุมารมรณาต ม้วยเมี้ยนชาติตายไป
เมือ = ไป,กลับ เช่น เมือบ้าน = กลับบ้าน ผิว่านางเมือตาย ในนครหลวงใหญ่กว้าง
แมงใย = เรไร แมงจั่น ก็ว่า ขับอ่อนอ้อยเสียงใส ดั่งเสียงแมงใยและแมงว้าง
แมงว้าง = ?
แมบ = แลบ เช่นแมบลิ้น,ฟ้าแมบ อันว่าสายฟ้าบ่ใช่กาละควรแลบ ก็มาแมบมะเมือง



ยอ = ยก ข้ายอมือสาหว่านไหว้
ยอง = วาง ยอหัวยองหลังกูบ เอาอกอูบหลังชาย
ยองปลี = ? ชายหลวงใส่มุงดี ตั้งยองปลีและกาบจว้า
ยับ = จับ สัตว์ตัวใดในป่า ยับเอาลูกแก้วกว่าหนีไกล
ยาด = แย่ง,ยื้อแย่ง ซูดทึ้งยาดเอาไป ตกแดนไกลบ่หันซาก
ยาย = เรียงราย เทวดาทังหลายมวลหมู่ อันยายอยู่ป่าไม้หิมพานต์
ยำ = ยำเกรง พระนรินทร์ตนยศยิ่ง เป็นเจ้าจอมมิ่งควรยำ
ยิน =ได้ยิน ,รู้สึก,รับรู้ เช่นยินดี รู้สึกดี ยินทุกข์ = เป็นทุกข์ ยินทุกข์ตกโศกไหม ้ ยินผลาญ = เดือดเนื้อร้อนใจ ทุกข์ยากลำบาก ยินบาน = เบิกบาน มีใจชมชื่นยินบาน
ยูงคำ = นกยูงทอง นกปะทาและกาป่า กาน้ำฝ่าเฟืองฟอง
เยียวว่า = ผิว่า,แม้ว่า,ถ้า เยียวว่านางจักไห้หิวรอดตาย
เยียะ = ทำ พระเหนือหัวยอดฟ้า มาเยียะหน้าปูนกลัว



รวายตรี (อ่าน-รวายถี)=ราตรี,กลางคืน คันรวายตรีคืนนี้รุ่ง สายฟ้าพุ่งเรืองราย ข้าเที่ยงจักตายมรณาต
รอด (ฮอด)=ถึง,กระทั่ง เช่น คึดรอด=คิดถึง,มารอดบ้าน=มาถึงบ้าน รอดตาย = กระทั่งตาย เยียวว่านางจักไห้หิวรอดตาย
รอย =ชะรอย นางก็มีคำสงสัยไจ้ๆ รอยว่าสองหน่อไท้แม่เมือมรณ์
ระเมา = หลงใหล พอใจ ยินดี รื่นรมย์ ดั่งเสียงแมงใยและแมงว้าง ร้องที่ข้างเขาฅำ เป็นระบำถี่ถ้วน กลมเกลียวล้วนควรละเมา
ระสี =ฤาษี ยามนั้นใจพระระสีสายสั่น
รา=เรา ปองว่าสองราได้เสวยราชเมืองขวาง
ราม = ? ดอกไม้หล่นดูราม กองซายงามจะจ่อน
ร่ำเพิง=รำพึง คึดใจต่อสิเนหา ร่ำเพิงเถิงราพี่น้อง
รูเปียว=รูสำหรับหนีภัยของสัตว์ หรือปล่องถ้ำที่มีแนวตั้ง บางครั้งใช้ ปล่องเปียว ราชะสีห์จักหนีเสียดอย ก็เพราะดอยอันนั้นบ่มีรูเปี ยวป ล่องถ้ำ



ฤาว่า =



ลวง = ด้าน,ฝ่าย,ทิศ,ข้าง,ทาง,แนว ชาติแล้วได้ด่า คำร้ายว่าลวงผิด แก่เจ้าตนกระทำพรหมจารีตทรงเพศ
ลวงลาย,ลายลวง = ลวดลาย,ชั้นเชิง
ลวด = เลย, ทำไปพร้อมกันรวดเดียว ซื้อถ้วยลวดช้อน ฤาว่าไปขงขวายหาเครื่องเหล้น กำฝุ่นเต้นลวดลืมมา
ล่อ = ตรง,ตรงหน้า หันหน้ามาให้ตรงกัน บ่อว่ายหน้าล่อเจียรจา ไม่หันหน้ามาเจรจากัน
ล่าย = โกหก ,หลอก
ลี้ = ซ่อน ,หลบลี้ เอาไปซ่อนไว้ไหนบอกแก่ข้า เอาไปลี้หน้าอยู่ทัดที่ทางใด
แลง = (เวลา)เย็น ตาวันใสร่ำห้อย คลาคลาดคล้อยลงแลง



วันวา = วันวาน บางครั้งใช้ ตะวา,ตะวาวันซืน เพื่อหื้อเป็นข้าแก้วแก่มัน ในวันวานี้แล้ว
เวสสันตรราช (อ่าน-เวดสันตะระราด) = พระเวสสันดร ในเมื่อพระยาเวสสันตระราช ได้ประสาทหื้อลูกแก้วเป็นทาน

,

ศรมณ์ = ผู้ปฏิบัติบำเพ็ญพรต,พระสงฆ์ ศรมณ์จักหนีเสียครู ก็เพราะครูนั้นใบ้
ษมา = ขมา ด้วยบ่สุภาพควรละอาย จิ่งษมาถวายกราบไหว้



ส่งสะการ,เลิกซากส่งสะการ = ฌาปนกิจ, การทำพิธีศพ จิ่งจักเป็นโบราณ ส่งสการนางพระยามาแต่ก่อน และนา
สยบตาย = หมดสติ,สลบ นางสยบตายไปหน้อยนึ่งแล้ว นางแก้วก็ตื่นชื่นได้สติฟื้นฅืนมา
สระไน = ปี่ชนิดหนึ่ง? เสียงตื่นต้องด้วยสัพพไชย สระไนจักหื้อสั่น สนั่นด้วยเบ็งตรา
สรี (อ่าน-สะหรี) = ศรี ดูรานางราชะมัทที อันว่าสองสรีหน่อเหน้า
สลอก = ซอก ทุกดงรามและป่ากล้วย ทุกสลอกห้วยและเครือหนาม
สลอด = ? ปล่องรูชีสลอด ใส่ตงสอดขัดขวาง
สลั้ง = พลั้ง,พลาดพลั้ง ได้สลั้งผิดผวน กระทำการบ่ควรผิดแผก
สลาด = ไม้กวาดซี่แข็ง มาละทังสลาดและคันยู
สอด = ซอกซอน ในภาษากลางมีใช้ใน "สอดแนม" (แนม=มอง) บี้เบ้อซว่างบินบน ดอกดวงสนเกี้ยวกอด บินดั้นสอดไปมา
ส้อน = ก.ช้อน เช่น เอาแซะ(เครื่องมือจับปลาชนิดหนึ่ง)ไปส้อนปลา รือว่าเจ้าจำไปรีบร้อน ไปสืบส้อนคำเมือง
ส้อม = เสียบ เช่น อ้อยส้อม -อ้อยที่หั่นเป็นแว่น ๆเสียบด้วยไม้ไผ่ที่ผ่าออกเป็นซี่ ๆ ผู้ใดพ้อยจักมาส้อมดอกไม้เหน็บเกศเกล้าเกษา
สะบันงา = กระดังงา สลิดเทศและสะบันงา มะลิลาหอมยิ่ง
สะโพก = เครื่องจุดระเบิดให้มีอ่านดัง ทำด้วยกระบอกไม้ไผ่ สะโพกลนล่วนแตก ไฟม้าแยกแก้วเป็นเปลียว
สัง = ไฉน,ใย,เหตุใด ทรงยศราชหนักเท่าฟ้า สังบ่เยื้อนหน้าและหูฟัง
สันนี้ = ฉันนี้ กระทำการสันนี้แล้ว จิ่งจักเป็นโบราณ
สัพพะ-สัพพะสัพพี (อ่าน-สับป๊ะสับปี) = สารพัด ,หลายหลาก บางครั้งใช้ สัพพะสัพเพศ (สับป๊ะสับเป้ด) คือหลายหลากเพศพรรณ
สมุนแว้ง = ต้นไม้ชนิดหนึ่งเปลือกมีกลิ่นหอมร้อน ใช้ทำยาได้ ไม้แก่นขั้นจันทน์แดง สมุนแว้งมันซวะซวาด
สายแสง = ฉายแสง พอรวายตรีคืนนั้นรุ่ง พระสุริยะพุ่งสายแสง
สาวจี (สาวจี๋) = สาวแรกรุ่น แต่เมื่อยังหนุ่มหน้อยสาวจี ได้สิบหกปีปลายรอด ดอกจี (ดอกจี๋) = ดอกตูม
สิงห์มอม= รูปราชสีห์ เครือดอกดวงเกี้ยวก่าย สิงห์มอมม่ายหมาหนี
เสาขอม = ? เสาขอมยันถ้อยถี่ คุงค้ามที่ตีนผังมัน
เสียมคันรี - เสียมสุบคันรีจอดบ้อง = ? นางมาละทังเสียมคันรีและกระเช้า
แส่ง ,แส้ง = ฉาบ (เครื่องดนตรี) ลางฅนพี่จักหื้อตบมือตางแส่ง
โสม,โสมสาย = โฉม,โฉมฉาย ลุกมาเทอะแม่โสมสายเฮยสร้อยฟ้า



หกกะโดง = กระโดดตีลังกา,เล่นกายกรรม ฝูงหมู่ฅนจักมาม่วนเหล้น ชักเชือกเต้นหกกะโดง
หน = ทาง,ทิศ,ครั้ง,คราว,ถอย หนใต้พี่จักหื้อแต่งรูปสิงห์ไว้ถ้า
หน่อง = หน่วงดึง กัณหางามผิวผ่อง เคยเหนี่ยวหน่องกินนม
หน้อย = น้อย,เล็ก แต่เมื่อยังหนุ่มหน้อยสาวจี ได้สิบหกปีปลายรอด
หนัว = คลุกคลี มั่วสุม มัวไปเหล้นชู้ลวดลืมผัว สนุกสมหนัววอนยิ่ง
หนิม = นิ่ง,(กิริยา)สงบเสงี่ยม ตั้งตนตัวหนิมอยู่ บ่เบ่นหน้าสู่สักคำ
หมากเกวน = ผลไม้ชนิดหนึ่ง หมากเกียง (อ่าน-หมากเกี๋ยง) = ลูกหว้าชนิดหนึ่ง หมากคับทอง = มะพลับ ผลไม้ในวงศ์ตะโกลูกกินได้
หมากเต้า = แตงโม หมากพิน (อ่าน-หมากปิน) = มะตูม หมากหาด = ผลไม้ชนิดหนึ่ง หมากหำฟาน = ? หมากหำรอก = ?
หมากขะตูม (อ่าน-หมากขะตู๋ม) = ? หมากขะตูมตืนต้อง แม่ก็เอาหื้อคิ้วค้อมก่องชาลี
หย้อง = ตกแต่ง,ประดับประดา แม่คอกลมตกปล้อง เต็มว่าบ่หย้องก็หากดูงาม
หยืด = ยืดกาย ,ชะเง้อ นางก็ไปหยืดร้องหา ก็บ่หันสองบัวตราหน่อท้าว
หยุบ = จับ พระมาหยุบกำตัวน้อง ด้วยกองข้องสิเนหา
หรึ่ง = หริ่ง หนูหริ่ง?หนูขนาดเล็ก เห็นอ้มลายหรึ่งเหม้น หกตื่นเต้นไปมา
หลอน = แอบเข้ากระทำ เช่นหลอนหลัง แอบเข้าข้างหลัง ,หาก หลอนว่านางมีใจบ่ตั้ง
หลังจอง = อกไก่ (โครงสร้างของหลังคา) รูปนาคอวบหลังจอง ยอหัวยองหลังกูบ
หลัว = ฟืน กองหลัวสูงร้อยชั้น ไม้แก่นขั้นจันทน์แดง
หลาก = แปลก วันนี้อัศจรรย์ดูหลาก สองก่ำพร้าพรากไปไหนนี้ชา
หล้าง ,บ่หล้าง หล้างว่า = ควรจะ น่าจะ คง บ่หล้างจักกระทำทุจริตกัมม์อันเป็นบาป
ห้อง = ห้อง บางกรณี คือ ห้วง เช่นห้องอบาย ส่วนรัศมีพระอาทิตย์เรืองใสส่อง ในแห่งห้องยุคันธร
หัน = เห็น เพราะบ่หันสองลูกแก่นไท้ แสนโศกไหม้วอนทรวงมากและนา
หิง = ตาข่ายตาถี่ ? ,ปัจจุบันหมายถึงมุ้งลวด เรียก ตาหิง ข่ายหิงห้อยประตูโขง ผ้าพับวงยาบย้อย
หิว = อ่อนระโหย เหนื่อยอ่อน หิวโหย มักใช้ อิดหิว -เหนื่อยและหิว เยียวว่านางจักไห้หิวรอดตาย
หีด = หีบ ทุกที่แห่งท่ำกลาง ตีนเจือแป้นวางตงหีด งามประณีตสุวรรณ
หื้อ = ให้ จักหื้อช่างขีดลายลวง ลายดอกดวงเกี้ยวรอด
เหงี่ยง = เอียง เหงี่ยงก้างหง้าง = เอียงกะเท่เร่ ยามนั้นกูพี่จักแหงนเหงี่ยงหน้าผ่อเล็งดู
เห็นอ้ม = ชะมด เห็นอ้มลายหรึ่งเหม้น หกตื่นเต้นไปมา
เหนาะหน่อง = ยึดเหนี่ยว เช่น เป็นที่เหนาะหน่องน้าวชื่นเชยใจ
เหนี่ยง = (แมลง)เหนี่ยง ฝูงปูปลาเหนี่ยงเหนี้ยว เหล้นสอดเสี้ยวไปมา
เหนี้ยว = ตัวอ่อนของแมลงปอช่วงที่อาศัยอยู่ในน้ำ เรียก อี่เหนี้ยว
เหม้น = เม่น เห็นอ้มลายหรึ่งเหม้น
เหล้น = เล่น ฝูงหมู่ฅนจักมาม่วนเหล้น
เหลื้อมมะมาบ = เลื่อมเป็นมัน,แวววาว ประดับแดงดำลายก้านกาบ เหลื้อมมะมาบมีวรรณ
เหิง = นาน ไผจักมาเป็นเพื่อนไท้ กูพี่ไห้หาแม่เหิงนาน



อิงฅะนิง = ? นกเขียนม่ายหัสดีลิงค์ อิงฅะนิงแลการวีก
อยากเข้า = หิวข้าว
อยากน้ำ = กระหายน้ำ
อวบ =ก.ว. คร่อม เช่น นอนอวบ=นอนคร่อม ทังขันหงายชายฅวบ รูปนาคอวบหลังจอง
อว่าย ,หว่าย = เอี้ยว,เลี้ยว,หัน เช่น อว่ายรถ = เลี้ยวรถ อว่ายหน้า = หันหน้า เมื่อนั้นท้าวจิ่งขานไขต้านต่อ อว่ายหน้าล่อเจียรจาว่า
อะธะวา = ? ไปลี้หน้าเสียไหนนี้ชา นางก็อะธะวาอยู่ไจ้ๆ
อันนึ่ง = อนึ่ง อันนึ่งเจ้าทังหลาย จุ่งรักษานางมัททีแก่เนื้อเบื้อคะนองของป่า
อั้นชาฤา = เช่นนั้นหรือ,กระนั้นหรือ หลับบ่ชื่นอยู่วอนวอยอั้นชาฤา
อา = น้องผู้หญิงของพ่อ อาว = น้องผู้ชายของพ่อ ฝูงน้องพี่หมู่อาวอา ญาติกาแห่งเจ้า
อิ่นดู = (อีสานใช้อีดู-สอ.) สงสาร,เมตตา ,เอ็นดู ผู้ใดพ้อยจักมาอิ่นดูนางน้องไท้
อินทา (อ่าน-อินตา) = อินทร์ ขออาราธนาขุนสวรรค์อินทาเจ้าฟ้า
อุทิสสรอด (อ่าน-อุติ๊ดสะรอด) = อุทิศถึง พร้อมกันมาเลิกซากส่งสะการ ดาเครื่องบริขารทานทอด อุทิสสรอดนางเมือง
อู้ = พูด จาอวดอู้โกธา ว่าข้าไปเหล้นชู้มายาจากเจ้า
อูบ = อวบ, ครอบ,คร่อม ยอหัวยองหลังกูบ เอาอกอูบหลังชาย อูบ = ภาชนะเครื่องเขินชนิดหนึ่งรูปทรงคล้ายเจดีย์

แฮ่น = คึกคะนอง, บอกไฟรูปม้าก็จักริแฮ่นตามเสียง แฮ่น ๆแด่นๆ -ลิงโลด คึกคะนอง

 

เมรุปราสาทมัทที
"กูพี่จักหื้อสร้างวิมานปราสาท

ดูรานางมัททีสรีสะอาด
 
  
                      ปองว่าสองราได้เสวยราชเมืองขวาง และมึงนางตายจาก ชีวิตพรากสันดาน กูพี่จักหื้อสร้างวิมานปราสาท งามวิลาศบวร แด่แม่เรือนนอนเหนือแผ่น แทบท้องแท่นปฐวี ปล่องรูชีสลอด ใส่ตงสอดขัดขวางเจือแป้นวางลาดเลื่อน บ่หื้อขดคล้ายเคลื่อนไปมา ด้วยอันช่างไม้หากรจนาตกแต่ง

ทุกที่แห่งท่ำกลาง ตีนเจือแป้นวางตงหีด งามประณีตสุวรรณ เสาขอมยันถ้อยถี่ คุงค้ามที่ตีนผังมัน เบ็งจะพาดผันขัดไขว่ ชายหลวงใส่มุงดี ตั้งยองปีและกาบจว้า แต่งมุขหน้าออกทุกพาย ทังขันหงายชายควบ รูปนาคอวบหลังจอง ยอหัวยองหลังกูบ เอาอกอูบหลังชาย ขันคว่ำหงายยายเถียวถอด เรียวรุดรอดเถิงปลาย ประดับแดงดำลายก้านกาบ เหลื้อมมะมาบมีวรรณ

                    กระบานใบขันแนวนีด จักหื้อช่างขีดลายลวง ลายดอกดวงเกี้ยวรอด บี้เบ้อสอดบินตอม เสาขอมประดับด้วยแก้ว เรืองร่างแล้วด้วยคำแดง พร่องพรายแสงด้วยโกฏิ์ งามสะโรจรังษี ประดับมณีแต่งตั้ง ทังสี่แจ่งจตุรา รูปเทวดายืนถ้อยเถียบ ตีนจับเลียบประนมกร งามบวรซะแล้ม ลายช่างแต้มสัพพะอันมี ทังรูปกินรีแอ่นฟ้อน รูปกินนรย้อนหลัง ถือปุบผังดวงดอก กิ่งก้านออกเพิงพาว รูปเดือนดาวและอากาศ รูปฟ้าหยาดกลางหาว รูปนางสาวใส่สร้อย ข่ายหิ่งห้อยประตูโขง ผ้าพับวงยาบย้อย แขวนข่ายสร้อยใบไร มีทังทุงไชยและทุงช่อช้าง ยายแลบข้างฉัตรคำ ขาวเขียวแดงดำด่าง หม่นเหลื้อมหย่างยายตาม สิ้วสองงามยะยาด

                      รูปนาคะบ้วงบาศก์เกี้ยวตีนโรง เครือดอกดวงเกี้ยวก่าย สิงห์มอมม่ายหมาหนี ทังกินรีแลเถื่อนถ้ำ ครุฑนาคน้ำมังกร รูปม้าอัศดรตัวองอาจ รูปช้างแก้วราชกุญชร งาเงยงอนเง้าเงื่อน ใหญ่หน้อยเพื่อนพังพลาย รูปงัวควายอุสุภราช รูปนกจากะพากแลหงสา รูปมิคาเทียวตีนข่าย รูปช้างม้าก่ายงวงงา รูปพยัคฆาตัวองอาจ รูปเสือโคร่งหยาดยังยาย รูปตัวกลายแลกระแตกระต่าย นกเขียนม่ายหัสดีลิงค์ อิงฅนิงแลการวีก แขกเต้าปีกเขียวจี สัพะสัพพีรูปงูรีและงูเงี้ยว แมบลิ้นเกี้ยวเครือหนา ทังปักขีทิชาแบ้วบ่าง บี้เบ้อซว่างบินบน ดอกดวงสนเกี้ยวกอด บินดั้นสอดไปมา นกปะทาและกาป่า กาน้ำฝ่าเฟืองฟอง รูปไก่หยองและเป็ดพาบ รูปกาลาบและตระเหวา รูปนกเขาและนกขุ้ม มีเป็นชุมเป็นหมู่ จับไม้อยู่เหนือคอน รูปกินรีนรอนม่ายฟ้อน ยายเหยียบหย้อนหากัน มีหลายพรรณหลายหลาก รูปนาคน้ำนาคี อัสสหัตถีช้างม้า หลายหลากหน้าเสือสิงห์

                 รูปผู้ญิงโสมแสล้ม ชายจูบแก้มเล้าโลมใจ รูปเมฆะไหลเดระดาษ เครือวัลย์วาดสมตัว ดอกบัวบานสะอาด ดอกพ้านพาดเจจน ดอกนิโลบลเขียวอะทุ่ม ดอกแก้วหนุ่มแกมกัน เครือวัลย์หวันสะอาด ปราสาทแก้วแววยูง กองหลัวสูงร้อยชั้น ไม้แก่นขั้นจันทน์แดง ละมุนแว้งมันซวะซวาด ปราสาทแก้วเรียงราย มีเชิงชายงามสะอาด น้ำแต้มหยาดเพิงพาว ดำแดงขาวหยดหว่าง แมงพู่ซว่างชมละออง เอนกนองแสนสิ่ง ข่ายหิงแก้วทุกพาย
              
                  ตระบอมคว่ำพี่จักใส่รูปม้าน้ำตัวกลาย ตระบอมหงายพี่จักใส่แก้วแว่น ตีนแท่นหั้นพี่จักใส่ลายวง ประตูโขงพี่จักหื้อแต้มรูปเทวดาถือดอกไม้ ประนมมือไหว้อยู่ซอนลอน ลางฅนพี่จักหื้อแต้มรูปทิพยาธรงามพ้นแป่ง ลางฅนพี่จักหื้อถือจามรแกว่งกวัดไกว ลางฅนพี่จักหื้อถือฉัตรใบไรหยาดย้อย ลางฅนพี่จักหื้อถือข่ายสร้อยและหางยูง ฝ่ายหลังคามุงพี่จักหื้อแต้มลายฟ้า ฝ่ายมุขหน้าพี่จักหื้อใส่ลายคำ ลายขะแจจำถ้วนถี่ ลายกาบควี่บานใบ ยายย้อยไกวยะยาบ เหลื้อมมะมาบส่องแสงสี มีทังพัดวีพัดพร้าวและจามรีดูยิ่ง ใต้ฟ้ากริ่งสถาน เพื่อส่งสการน้องแก้วพี่ ทุกด้าวที่แจจน ฝูงหมู่ฅนจักมาม่วนเหล้น ชักเชือกเต้นหกกะโดง ฝูงฅนโถงจักหื้อที่พาทย์ฆ้อง เสียตื่นต้องด้วยสัพพไชย สระไนจักหื้อสั่น สนั่นด้วยเบ็งตรา จากับด้วยเสียงปี่ นันทุกที่อือทือ ลางฅนพี่จักหื้อตบมือตางแส่ง จักหื้อมีเรื่องเหล้นหลายประการ เป็นประหมาณดังกล่าวแล้ว                    

                 พี่จักแต่งไฟม้าแก้วแล่นตามดิน พ่องก็พาบินเร็วแล่น บอกไฟช้างแฮ่นเสียงคราง บอกไฟรูปม้าตกหางเต้นตว่าง บอกไฟรูปกว่างป่วงจับหลังชาย บอกไฟรูปงัวผายเสียงส่ง บอกไฟรูปควายจ่งจับบน บอกไฟรูปแรดโยนปาวเปิบ แล่นผะเผิบเลยกัน แล่นพอมควันงะหงาด เป็นดังสายฟาดธรณี ฝุ่นผงธุลีพอมืดคุ้ม อากาศกุ้มพายบน บอกไฟรูปฅนก็ว่าจักแล่น บอกไฟรูปม้าก็จักริแฮ่นตามเสียง สัตตะสำเนียงเกิดก้อง นันทั่วท้องสากล พายบนหนอากาศ ผู้จักหื้อช่างฉลาดแต่งไฟยิง หนใต้พี่จักหื้อแต่งรูปสิงห์ไว้ถ้า ขึ้นขี่ม้ายาดยิงบน หนวันตกพี่จักหื้อแต่งไฟโยนรูปช้าง แล่นขึ้นม้างกองฟอน หนเหนือจักหื้อแต่งทิพยาธรและนางฟ้า ขึ้นขี่ม้าอัศดร หัวก็งอนน่องก็อ้า ดั่งว่าจักขึ้นฟ้าก็บ่หน แล่นขึ้นสะสนสะสาด ขึ้นเจาะโขงปราสาทแก้ว เจาะแล้วแล่นลงมา นางเทวดาพ้อยแล่นขึ้น เจาะแต่พื้นลายวงโขงปราสาทแก้ว เจาะแล้วแล่นลงมาบ่ติง นางสิงห์พ้อยแล่นขึ้น เจาะแต่พื้นขันหงาย ลงลวดยายกาบจว้า ติดช่อฟ้าและป้านลม หนวันออกพี่จักแต่งไฟเข้าตอก ทังไฟดอกและไฟขวี รูปมอมพีตัวใหญ่ ไต่เชือกขึ้นจับโขง รูปไฟยนต์หงษ์และนกยูงตัวมีปีก ขึ้นฟ้อนฟีกกันลง ลือทั่วโขงเมืองใหญ่ สะท้านไคว่ผืนธร แก่นปูนวอนแกมโศก เป็นที่เล้าโลกสงสาร ด้วยประการดั่งนี้แล้ว

                   ไฟม้าแก้วแยกเป็นเปลียว ควันไฟเขียว ติดซวะซวาด น้ำแต้มหยาดกองหลัว ควันไฟมัวชะโชติ โสลดขึ้นกลางหาว ปานดังดาวอยู่ยังฟ้า ยามนั้นกูพี่จักแหงนเหงี่ยงหน้าผ่อเล็งดู ขึ้นพระพรู่ตกพระพรั่ง เป็นคู่หลั่งไหลตาม เป็นไฟงามย้อยดอก ปานเข้าตอกเต้นประปราย ไฟสะหงายดอกน้อย ขวีดอกสร้อยแจจน สะโพกลนล่วนแตก ไฟม้าแยกแก้วเป็นเปลียว ควันไฟเขียวติดช่อฟ้า มานค่าอ้าปานจักบินบน ลมกิดกิวปั่นเค้า ปานดั่งจักยกเอาหอปราสาทเจ้าแม่เมือบน กระทำการสันนี้แล้ว จิ่งจักเป็นโบราณ ส่งสการนางพระยามาแต่ก่อน และนา ฯ

 

 

 

 

มหาเวสสันดรชาดกภาษาล้านนา
พรรณนาเมรุปราสาท และพิธีศพนางมัทรี

 

 

พิธีศพมหาเทวีเชียงตุง

 

          ความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์เป็นประหนึ่งสมมุติเทพ ที่อวตารมาในมนุษยโลก เมื่อถึงกาลดับแห่งอายุขัย ร่างก็จะกลับไปยังสรวงสวรรค์ดังเดิม คติเรื่องเขาพระสุเมรุจึงถูกนำมาใช้ในการจัดรูปแบบพิธีศพ เพื่อตอกย้ำความคิดที่มุ่งจะไปสู่สวรรค์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างปราสาท อันเป็นตัวแทนของวิมานพระอินทร์ซึ่งตั้งอยู่บนเขาพระสุเมรุหรือตัวเมรุที่มักสร้างให้สูง แวดล้อมด้วยพระเมรุทิศ พระเมรุแทรก สำซ่าง(หอประจำมุขสี่ด้านที่ล้อมพระเมรุ) อันแสดงสันฐานดุจเขาพระสุเมรุ ที่แวดล้อมด้วยเขาสัตตบริภัณฑ์ หรือแม้กระทั่งสัตว์ในขบวนศพก็ทำเสมือนเป็นสัตว์หิมพานต์ที่สถิตอยู่ ณ เชิงเขานั้น อาทิ คชสีห์ ราชสีห์ นรสิงห์ ทักกะธอ เป็นต้น)
                
                 ตามคติพิธีศพของชาวล้านนา ที่เรียกกันว่าพิธี"ปอยล้อ" "ปอยลากปราสาท"หรือ"ประเพณีลากปราสาท"ทำกันแต่ในหมู่ชนชั้นเฉพาะเจ้านายและพระสงฆ์เท่านั้น ซึ่งธรรมเนียมดังกล่าวเท่าที่มีหลักฐานพงศาวดารเก่าสุด ปรากฎอยู่ในพงศาวดารโยนก ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) กล่าวว่าเกิดครั้งแรกในงานพระศพนางพระยาวิสุทธิราชเทวี ดังนี้

                 "ลุศักราช ๙๔๐ ปีขาล สัมฤทธิศก เดือนอ้าย ขึ้น ๒ ค่ำ นางพระยาวิสุทธิราชเทวี ผู้ครองนครพิงค์เชียงใหม่ถึงพิราลัย พระยาแสนหลวงแต่งการศพ ทำเป็นพิมานบุษบกตั้งบนหลังนกหัสดินทร์ขนาดใหญ่ รองด้วยเลื่อนแม่สะดึง เชิญหีบพระศพขึ้นไว้ในบุษบกนั้น แล้วฉุดไปด้วยแรงคชสาร เจาะกำแพงเมืองไปถึงทุ่งวัดโลก ก็กระทำฌาปนกิจถวายเพลิง ณ ที่นั้น เผาพร้อมทั้งรูปสัตว์และวิมานที่ทรงศพนั้นด้วย จึงเป็นธรรมเนียมลาวในการปลงศพเจ้าผู้ครองนคร ทำเช่นนี้สืบกันมา"

                      ศักราช ๙๔๐ นั้นตรงกับ พ.ศ. ๒๑๒๑ หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรก เพียง ๙ ปีเท่านั้น นับว่านานพอสมควร แต่บางคนอาจมีข้อแย้งว่าพงศาวดารโยนกเพิ่งจะเขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง ข้อมูลที่ได้จากการบอกเล่านั้นจะเชื่อถือได้เพียงไร ในข้อนี้อาจยืนยันได้จาก วรรณกรรมสำคัญทางศาสนา ฉบับสร้อยสังกร ที่เชื่อว่าแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาเวลาใกล้เคียงกับที่แต่งมหาชาติคำหลวง

                   ในกัณฑ์มัทรีของมหาชาติฉบับนี้ ได้บรรยายถึงความวิจิตรของตัวปราสาทและความยิ่งใหญ่โอฬารของงานพระเมรุไว้ อย่างละเอียดเลยทีเดียว
                   
                        " ดูรานางมัททีสรีสะอาด ปองว่าสองราได้เสวยราชเมืองขวาง และมึงนางตายจาก ชีวิตพรากสันดาน กูพี่จักหื้อสร้างวิมานปราสาท งามวิลาศบวร แต่แม่เรือนนอนเหนือแผ่น แทบท้องแท่นปฐวี ปล่องรูชีสลอด ใส่ตงสอดขัดขวาง เจือแป้นวางลาดเลื่อน บ่หื้อขดฅ้ายเคลื่อนไปมา ด้วยอันช่างไม้หากรจนาตกแต่ง ทุกที่แห่งท่ำกลาง ตีนเจือแป้นวางตงหีด งามประณีตสุวรรณ เสาขอมยันถ้อยถี่ คุงค้ามที่ตีนผังมัน เบ็งจะพาดผันขัดไขว่ ชายหลวงใส่มุงดี ตั้งยองปีและกาบจว้า แต่งมุขหน้าออกทุกพาย ทังขันหงายชายควบ รูปนาคอวบหลังจอง ยอหัวยองหลังกูบ เอาอกอูบหลังชาย ขันคว่ำหงายยายเถียวถอด เรียวรุดรอดเถิงปลาย ประดับแดงดำลายก้านกาบ เหลื้อมมะมาบมีวรรณ กระบานใบขันแนวนีด จักหื้อช่างขีดลายลวง ลายดอกดวงเกี้ยวรอด บี้เบ้อสอดบินตอม เสาขอมประดับด้วยแก้ว เรืองร่างแล้วด้วยคำแดง พร่องพรายแสงด้วยโกฏิ์ งามสะโรดรังษี ประดับมณีแต่งตั้ง ทังสี่แจ่งจตุรา "
                
              หรือพรรณนาถึงดอกไม้ไฟนานาชนิดที่ใช้ในการถวายพระเพลิง
                
                       " ไฟม้าแก้วแยกเป็นเปลียว ควันไฟเขียวติดซวะซวาด น้ำแต้มหยาดกองหลัว ควันไฟมัวชะโชติ โสลดขึ้นกลางหาว ปานดังดาวอยู่ยังฟ้า ยามนั้นกูพี่จักแหงนเหงี่ยงหน้าผ่อเล็งดู ขึ้นพระพรู่ตกพระพรั่ง เป็นคู้หลั่งไหลตาม เป็นไฟงามย้อมดอก ปานเข้าตอกเต้นผะผาย ไฟสะหงายดอกน้อย ขวีดอกสร้อยแจจน ซะโพกลนล่วนแตก ไฟม้าแยกแก้วเป็นเปลียว ควันไฟเขียวติดช่อฟ้า มานค่าอ้าปานจักบินบน ลมกิดกิวปั่นเค้า ปานดั่งจักยกเอาหอปราสาทเจ้าแม่เมือบน กระทำการสันนี้แล้ว จิ่งจักเป็นโบราณ ส่งสการนางพระยามาแต่ก่อน และนา ฯ "

                      นี่เป็นเพียงบางบทตอนที่คัดเอามาลงเท่านั้น หากใครได้มีโอกาสได้อ่านทั้งหมด แล้วจินตนาการไปกับคำรจนาของกวีคงอดไม่ได้ที่จะตะลึงถึงความงาม ความยิ่งใหญ่แห่งตัวปราสาท และงานพระเมรุที่ในยุคนี้คงยากจะมีโอกาสได้เห็น เพราะแม้แต่ในงานศพเจ้าแม่ทิพวรรณที่ผู้จัดพยายามจำลองและรักษารูปแบบของโบราณไว้ ก็ยังทำได้เพียงแค่เศษเสี้ยว ด้วยปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการจัดสร้างมหาศาลนัก อีกทั้งช่างผู้มีฝีมือก็คงขาดแคลนเสียแล้ว

                    นอกเหนือจากความงามและความโอฬารของพิธีศพ ที่เราสามารถสัมผัสได้จากถ้อยพรรณนาของกวีโดยตรงแล้ว เรายังพบว่างานพิธีศพโดยเฉพาะของเจ้าฟ้ามหากษัตริย์และเจ้าผู้ครองนครนั้น ยังแฝงความหมายในเรื่องอำนาจไว้ด้วย เพราะยิ่งงานพระเมรุใหญ่โตมากเพียงใด ก็ยิ่งแสดงว่าผู้วายชนม์และญาติมิตรหรือผู้สืบตำแหน่งต่อมามีแสนยานุภภาพและศักยภาพ ที่จะระดมไพร่ฟ้าประชาชนให้มาจัดการงานอันยิ่งใหญ่นี้ได้

มีคุณค่ามากให้ดูเพิ่ม