หน้าแรก 

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
120863 ครั้ง

หลักปรัชญาเศรษกิจพอเพียง



หลักปรัชญาเศรษกิจพอเพียง

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

เรียบเรียงโดย  นายณรงค์ฤทธิ์  อ่อนช้อย

เกษตรและสหกรณ์จังหวัดมหาสารคาม

เศรษฐกิจพอเพียง

                “เศรษฐกิจพอเพียง”  เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า 25 ปี

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

                “เศรษฐกิจพอเพียง”  เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับตั้งแต่ระดับครอบครัว  ระดับชุมชนจนถึงระดับรัฐ  ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง

                ความพอเพียง  หมายถึง  ความพอประมาณ  ความมีเหตุผล  รวมถึงความจำเป็นที่ต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ  อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน  ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้  ความรอบคอบ  และความระมัดระวัง  และขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ  โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีสำนึกในคุณธรรม  ความซื่อสัตย์สุจริต  และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม  ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน  ความเพียร  มีสติปัญญา  และความรอบคอบ

คำนิยาม  ความพอเพียงจะต้องประกอบด้วย  3  คุณลักษณะพร้อมๆ กัน  ดังนี้

·       ความพอประมาณ  หมายถึง  ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไป  และไม่มากเกินไป  โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  เช่น  การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

·       ความมีเหตุผล  หมายถึง  การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น  จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ  อย่างรอบคอบ

·       การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว  หมายถึง  การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ  และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ  เงื่อนไข  การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่างๆ  ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น  ต้องอาศัยทั้งความรู้และคุณธรรมเป็นพื้นฐาน  กล่าวคือ

·       เงื่อนไขความรู้  ประกอบด้วยความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ

·       เงื่อนไขคุณธรรม  ประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม  มีความซื่อสัตย์สุจริต  และมีความอดทน  มีความเพียรใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิต 

สรุปปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ทางสายกลาง

3 ห่วง  2  เงื่อน

พอประมาณ

             มีเหตุผล                                    ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี        

    -   เงื่อนไขความรู้             -     เงื่อนไขคุณธรรม

ในด้านการเกษตร  การผลิตของพี่น้องเกษตรกร

จาก  3  ห่วง  2  เงื่อนไข  อันได้แก่

ห่วงที่ 1  ความพอประมาณ

ห่วงที่ 2  ความมีเหตุมีผล

ห่วงที่ 3  การมีภูมิคุ้มกัน

และ  2  เงื่อนไข  อันได้แก่

-                   เงื่อนไขความรู้

-                   เงื่อนไขคุณธรรม  จริยธรรม

ในด้านการเกษตรนั้น  นำมาใช้กับตนเอง  ครอบครัว  ชุมชนได้เป็นอย่างดี  เพราะปรัชญานี้เป็นหลักธรรม

เป็นการพึ่งพาตนเอง  ใช้ปัจจัยการผลิตภายใน  ไม่ใช้ภายนอก  ต้องพึ่งพาตนเอง  ผลผลิตพอกิน  พอใช้  หาปัจจัยการผลิตภายในที่ตนเองผลิตได้  เช่น  ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยพืชสด  น้ำหมักชีวภาพ  ลดการพึ่งปัจจัยภายนอก  เช่น  ปุ๋ยเคมี  สารเคมีกำจัดศัตรูพืช  รถไถ  รถแทรกเตอร์  ปัจจัยภายนอก  ซึ่งต้องซื้อ  เพิ่มค่าใช้จ่ายมาก  หากไม่มีต้นทุนตัวเองก็ต้องไปกู้สร้างหนี้สินให้กับตนเองและครอบครัว

                หากเรานำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาให้ก็จะเป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือนขอพี่น้องเกษตรกร  สรุปเศรษฐกิจพอเพียง คือ  เน้น  4    นั่นเอง                           

  แรก  -   พึ่งพาตนเอง

                  สอง  -   พอกิน

                  สาม  -  พอใช้

                  สี่      -  พอใจ

                -  เมื่อเราใช้ปัจจัยภายใน  นึกถึงการทำการเกษตรสมัยปู่ย่าตายาย

                -  เป็นการเกษตรแบบเรียบง่าย  ตามวิถีชีวิตคนไทย  เรียบง่าย  ปลอดภัย  สิ่งแวดล้อมดี  อากาศดี  ดินอุดมสมบูรณ์  เป็นสังคมที่มีความสุข  ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เช่น  การลงแขก  ทำการทำนาร่วมกัน  ปักดำ  เก็บเกี่ยว

ผลที่ช่วยตัวเองไม่ต้องพึ่งปัจจัยภายนอก  ทำให้เกิดการลดต้นทุนในการผลิต

เช่น        -  ผลิตปุ๋ยใช้เอง                                  -  ลดรายจ่าย  -  ปลอดภัยเกษตรอินทรีย์

                -  ใช้ควายไถ                                       -  ลดรายจ่ายไม่ต้องเสียเงินค่าจ้าง  ค่าน้ำมันสำหรับรถไถ  รถแทรกเตอร์  ลดต้นทุนการผลิต

                                                                              -  ไม่มีมลพิษจากควันน้ำมันรถไถ / ค่าซ่อม

                -  ผลิตสารกำจัดแมลงใช้เอง   -  ลดต้นทุน  เช่น  สารสกัดจากพืช  จากเชื้อจุลินทรีย์  อี.เอ็ม.  เป็นต้นปลอดภัย  ไม่มีพิษตกค้าง  เช่น  เกษตรอินทรีย์  เกษตรธรรมชาติดินไม่ตาย  ดิน  น้ำ  ธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อมไม่เสีย  เกิดจากเกษตรกรรมที่ยั่งยืนในสังคมไทย

                หากพี่น้องเกษตรกรนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้จะทำให้เกิดเกษตรอินทรีย์มีผลผลิตที่ปลอดภัยจากสารพิษ  ทำให้สุขภาพดีทั้งผู้ผลิต  และผู้บริโภคปลอดภัย  เป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือน  ลดต้นทุนการผลิตปัญหาหนี้สินลดน้อยลงได้  เกิดการเกษตรที่ยั่งยืน  สังคมโลกยอมรับ

               

นอกจากความหมาย  4    แล้ว ยังเป็นปรัชญาของพุทธศาสนา  ซึ่งหมายถึงทางสายกลาง  (มัชฌิมาปติปทา)  และเข้ากับหลักที่พระพุทธองค์ใช้สอนพุทธศาสนิกชนในการดำเนินชีวิต  เพื่อการอยู่ดีมีสุข  การอยู่ดีกินดี  ที่เรียกว่า  หัวใจเศรษฐี ได้แก่  อุ  อา  กะ  สะ

อุ    =  อุฏฐานสัมปทา   :  การช่วยเหลือตัวเอง  พึ่งพาตัวเองมีความขยัน  อดทน  ในการประกอบอาชีพ

อา  =  อารักขะสัมปทา  :  เมื่อหามาได้  ต้องรู้จักมีเหตุผลในการใช้จ่ายเงินที่หาได้  รู้จักออมเก็บทรัพย์ไว้   ใช้ เท่าที่จำเป็น

                กะ  =  กัลยาปิตตตา  :  การมีเพื่อนบ้านที่ดี  ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ค้นคว้า  ใฝ่รู้แลกเปลี่ยนความรู้

                สะ  =  สมชีวิตา  :  ความมีคุณธรรม  จริยธรรม  ดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายอยู่อย่างพอเพียงห่างไกลจากอบายมุข

                สรุปปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวคิดในการพัฒนาสังคมและชุมชนพอสรุปได้ว่าการทำการเกษตรเน้นทำการเกษตรแบบเรียบง่าย  ตามแบบวิถีชีวิตคนไทยเรียบง่ายงดงามและสมถะ  เป็นการเกษตรที่ยึดหลักการของเกษตรธรรมชาติ  ประสานกับการดำรงชีวิต  ตามแนวพุทธศาสนา  ไม่ต้องเผาตอซัง  ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี  ไม่ต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช  ยึดหลักธรรมชาติของสังคมไทย  ที่มีความสุขช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  เอื้ออาทรต่อกัน  ถ้าทำอาชีพเกษตรกรรม  ต้องยึดหลักผลิตอาหารปลอดภัย  เช่น  เกษตรอินทรีย์  หรือ  เกษตรกรรมธรรมชาติ  ดินก็จะไม่ตาย  น้ำ  อากาศ  สิ่งแวดล้อมไม่เสีย  เกิดเกษตรกรรมที่ยั่งยืนในสังคมไทย  และยึดหลักพุทธศาสนา  เพื่อจะได้อยู่ดี

มีสุข  การอยู่ดีมีสุขเกิดขึ้นได้จากหลักหัวใจเศรษฐี  ดังนี้

1.             ความขยัน  อดทน  เพียรในอาชีพที่ถูกต้อง  (ขยันหา)

2.             รู้จักอดออม  ประหยัด  เก็บรักษาทรัพย์ที่หาได้  ใช้เท่าที่จำเป็น  (ขยันเก็บ)

3.             มีเพื่อนที่ดีไว้ปรึกษาแลกเปลี่ยนความรู้  ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  (มีเพื่อนดี)

4.             มีชีวิตสันโดษ  สมถะ  ดำรงชีวิตอย่างพอเพียง  มีคุณธรรม  จริยธรรม  (ประหยัด)

สังคมเราก็จะอยู่ได้อย่างสันติและมีความสุขตลอดไป

                หลักเศรษฐกิจพอเพียงหรือหัวใจเศรษฐีของพุทธศาสนายังสามารถนำมาแก้ไขปัญหาทางด้านการเกษตรได้  ซึ่งปัญหาด้านการเกษตรที่พบส่วนใหญ่  พอสรุปประเด็นปัญหาได้ดังนี้

                ปัญหาที่ 1  ต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้น  เกิดจากการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ  เช่นปุ๋ยเคมี  ยาฆ่าแมลง  ยาปราบศัตรูพืช  ยาปราบวัชพืช   เชื้อเพลิง (รถไถ)  ค่าจ้างแรงงาน  ยังต้องเพิ่มปริมาณการใช้ปัจจัยการผลิตเหล่านี้ด้วย  ต้องเพิ่มปริมาณการใส่ปุ๋ย  (ดินเสื่อม)  ต้องเพิ่มจากยาฆ่าแมลงศัตรูพืช (แมลงศัตรูพืชดื้อยา)  ค่าน้ำมันแพงขึ้น  ค่าจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น  แก้โดยช่วยเหลือตัวเอง  ผลิตปุ๋ยใช้เอง

                ปัญหาที่ 2  ผลผลิตตกต่ำ  เนื่องจากดินเสื่อม (ดินตาย)  เพราะปุ๋ยเคมีมาก  สภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมเสีย  แก้โดยทำเกษตรอินทรีย์

                ปัญหาที่ 3  ราคาผลผลิตตกต่ำ  ตลาดผลผลิตซึ่งเกษตรกรเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบเพื่อแปรรูปอุตสาหกรรม  ราคาไม่แน่นอน  อีกทั้งพ่อค้าเป็นผู้กำหนดราคาเกษตรกรไม่สามารถกำหนดราคาเองได้  ถูกกดราคาตลอดเวลา  ผลิตอย่างมีคุณภาพ  ไม่ใช้สารเคมี  ไม่มีพิษตกค้าง  รวมสหกรณ์จัดตั้งตลาดกลาง  แก้ไขปัญหาราคาและพ่อค้าคนกลางได้

               

ปัญหาที่ 4  ปัญหาความยากจน  มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น  ซึ่งชาวนาเป็นกลุ่มคนยากจน  โดยเฉพาะภาคอีสานมีสัดส่วนความยากจนมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคอื่น  เพื่อพึ่งพาตนเองในการผลิตและผลิตพอกิน-พอใช้  ไม่ต้องซื้อจะลดรายจ่ายต้นทุนในการผลิตได้

                ปัญหาที่ 5  คือ  ปัญหาสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมลงจากผลกระทบในการทำเกษตร  แผนใหม่  จากปุ๋ยเคมีจากสารเคมีกำจัดศัตรูพืช  พิษตกค้าง  ในสิ่งแวดล้อม  ในน้ำ  ในดิน  และในอากาศ  เกิดผลต่อสุขภาพผู้ผลิตและผู้บริโภค  เป็นปัญหารุนแรงที่จะต้องแก้ไข  เมื่อใช้ปัจจัยภายในพิษตกค้าง  สิ่งแวดล้อมก็จะดีขึ้น

                ในสังคมของเกษตรกร  เป็นสังคมที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน  เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน  สังคมจะอยู่ดีมีความสุขได้  จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาคนและสังคมว่าจะต้องยึดหลักพุทธศาสนาเป็นมรรควิถีในการแก้ไขปัญหาสังคม  จากการติดตาม  การพัฒนาสังคมของภาครัฐ  พบว่าศาสนายังอ่อนพลังไปมาก  คนขาดคุณธรรม  จริยธรรมกันมาก  จำเป็นต้องฟื้นฟูศาสนาขึ้นใหม่  และอาศัยศาสนาเป็นตัวนำในการพัฒนาชุมชน  เช่น  หลักสงเคราะห์ซึ่งกันและกันเพื่อความสามัคคีในหมู่คณะ  ต้องอาศัยหลักคำสอนของพุทธศาสนา  คือ  สังคหวัตถุ  4  ได้แก่

1.             ทาน  การให้  การช่วยเหลือกัน

2.             ปิยวาจา  การเจรจาที่สุภาพ

3.             อัตถจริยา  การประพฤติปฏิบัติที่ดีเป็นประโยชน์ต่อสังคม  การบำเพ็ญตนช่วยเหลือสังคม

4.             สมานัตตตา  การปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย  มีความซื่อสัตย์ต่อกัน  ซึ่งสังคมจะอยู่ดีมีสุข  อยู่ได้ต้องอาศัยหลักธรรมช่วย

               

…………………………………….