หน้าแรก 

จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
109979 ครั้ง

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับสมุนไพร



 

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพืชสมุนไพร

 

  

1. ความหมายของสมุนไพร

สมุนไพร ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน พ..2525ให้ความหมายของคำว่า "สมุนไพรว่า ผลิตผลธรรมชาติ ได้จากพืช สัตว์ แร่ธาตุ ที่ใช้เป็นยา หรือผสมกับสารอื่นตามตำรับยา เพื่อบำบัดโรค บำรุงร่างกาย หรือใช้เป็นยาพิษ ส่วนพระราชบัญญัติยา ..2510 ให้ความหมายของ "ยาสมุนไพรว่า ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ แร่ธาตุ ซึ่งยังมิได้ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ

 

2. ความรู้ด้านพฤกษเคมีเบื้องต้น

                การใช้สมุนไพรในการรักษาโรคมีมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สมุนไพรเดี่ยวหรือในรูปยาตำรับ ซึ่งในสมุนไพรประกอบด้วยสารประกอบทางเคมีหลายชนิดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสรรพคุณของพืชสมุนไพรจะขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณของสารประกอบทางเคมีเหล่านี้ ในแต่ละส่วนของพืชสมุนไพรมีสารประกอบที่แตกต่างกันไป และนอกจากนี้ชนิดและปริมาณของสารจะแปรไปตามปัจจัยอื่นๆอีกเช่น ชนิดของพันธุ์สมุนไพร สภาพแวดล้อมที่ปลูก ช่วงเวลาที่เก็บ เป็นต้น

                พฤกษาเคมี (phytochemistry)  เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีในพืชโดยกล่าวถึงชนิด ปริมาณ คุณสมบัติ การตรวจวิเคราะห์ การกระจายตัวของสารเคมีชนิดต่าง ๆ รวมทั้งขั้นตอนการแยกสกัดสารสำคัญจากพืช การทำสารให้บริสุทธิ์ การพิสูจน์เอกลักษณ์ของสารโดยใช้เทคนิคต่าง ๆ รวมทั้งขบวนการชีวสังเคราะห์ของสารด้วย

                สารประกอบทางเคมี ในพืชสมุนไพร จำแนกได้เป็น 2 พวกใหญ่ ๆ

1. สารปฐมภูมิ (primarymetabolite) เป็นสารที่มีอยู่ทั่วไปในพืชชั้นสูงซึ่งเป็นผลิตผลที่ได้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง (photosynthesis) เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เป็นต้น ซึ่งบางชนิดก็มีฤทธิ์ทางยา

2. สารทุติยภูมิ (secondarymetabolite) เป็นสารกลุ่มที่เกิดจากขบวนการชีวสังเคราะห์ เป็นสารประกอบที่พบต่างกันทั้งชนิดและปริมาณ ในพืชแต่ละชนิด และส่วนใหญ่เป็นสารที่จะมีสรรพคุณทางยา หรือมีฤทธิ์ทางชีวภาพ

สารสำคัญในพืชมีหลายชนิดซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดในชนิดที่สำคัญๆเท่านั้น

                สารปฐมภูมิ

 คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate)  

เป็นกลุ่มสารที่พบทั้งในพืชและสัตว์ ในพืช คาร์โบไฮเดรต มักถูกสร้างขึ้นโดยการสังเคราะห์แสง และถูกเก็บสะสมไว้เป็นอาหารของพืช และถูกนำมาใช้เป็นอาหารของทั้งคนและสัตว์

คาร์โบไฮเดรตแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ

-       น้ำตาล (sugars) ซึ่งแบ่งได้เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว (monosaccharidees หรือ simple sugar) ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอน 3-9 ตัว และน้ำตาลเชิงซ้อนซึ่งเกิดจากน้ำตาลเชิงเดี่ยวตั้งแต่ 2 หน่วยขึ้นไปจักกับกัน

-       อนุพันธุ์ของน้ำตาล (sugar derivatives)

ได้แก่ น้ำตาลที่อยู่ในรูปสารประกอบต่างๆได้แก่ sugar alcohols เช่น แมนนิทอล(manitol) sugar acids, sugar esters และ กลัยโคไซด์ (glycosides)ชนิดต่างๆ

-       โพลีแซคคาไรด์และโพลียูรีไนด์ (polysaccharides and polyuronides)

โพลี่แซคาไรด์ พบได้บ่อย เช่น แป้ง กลัยโคเจน(glycogen) และเซลลูโลส (cellulose)

โพลี่ยูโรไนด์ ที่สำคัญเช่น pectin , gum , mucilage

คาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญทางด้านเภสัชกรรม เช่น แป้ง ใช้ในการตอกยาเม็ด กัมอะเคเซีย (acacia gum)  กัมทรากาคานท์ (tragacanth gum) methyl cellulose , carboxymethyl celluloseใช้เป็นสารแขวนตะกอน (suspending agent) น้ำตาลทราย ใช้ในยาน้ำ  วุ้น (agar) ใช้เป็นยาระบาย และใช้เป็นอาหารเลี้ยงเชื้อ วิตามิน ซี (Ascorbic acid)เป็นวิตามินที่ใช้ป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด นอกจากนี้ น้ำตาลบางชนิดยังจับกับสารอื่นปรากฎในรูปกลัยโคไซด์ สารประกอบกลัยโคไซด์บางชนิดมีฤทธิ์ในการรักษาโรค

        สารในกลุ่มไขมัน (Lipids) 

Lipids เป็นเอสเตอร์ที่เกิดจากกรดไขมันชนิดโมเลกุลยาวจักกับแอลกอออล์ แบ่งออกเป็นน้ำมันไม่ระเหย (fix oil) ไขมัน (fat) และไข (wax)

ไขมันและน้ำมันไม่ระเหย ส่วนใหญ่ได้มาจากส่วนเมล็ดพืช มักใช้ทำอาหาร และทางเภสัชกรรม ไขมันมีสภาพเป็นกึ่งของแข็งกึ่งของเหลว  น้ำมันไม่ระเหยมีจุดหลอมเหลวต่ำ ในอุณหภูมิห้องอยู่ในสภาพของเหลว  น้ำมันไม่ระเหยที่นำมาใช้ประโยชน์ทางเภสัชกรรมมีหลายชนิดเช่น น้ำมันระหุ่ง ใช้เป็นยาระบายอย่างแรง น้ำมันมะกอกใช้ช่วยหล่อลื่น(emollient) และเป็นยาระบาย น้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันข้าวโพด  ใช้เป็นตัวทำละลายสำหรับยาฉีด น้ำมันมะพร้าวใช้ในการทำสบู่ และแชมพู นอกจากนั้นยังใช้น้ำมันไม่ระเหยในการเตรียมอีมัลชั่นไข(wax) ใช้ในการเตรียมยาขี้ผึ้ง ครีม เช่น ขี้ผึ้ง (bees wax) และ carnuba wax

       โปรตีน กรดอะมิโน และเอนไซม์ (proteins , amino acids and enzymes)

โปรดีน เป็นสารอินทรีย์ที่มีในโตรเจนอยู่ในโมเลกุล เกิดจากกรดอะมิโนมาจับกันเป็นโมเลกุลใหญ่ โปรตีนถูกสร้างขึ้นในสิ่งมีชีวิตทั้งในพืชและสัตว์ พืชมักเก็บโปรตีนไว้ในรูปเม็ด aleurone

ประโยชน์ของโปรตีนนอกจากใช้เป็นอาหารแล้วยังใช้ในการรักษา เช่น เซรุ่ม(serum)โกลบูลิน (globulins) แอนตี้ทอกซิน(antitoxin)  ในทางเภสัชกรรมใช้ เยลลาติน (gelatin)เป็นสารเคลือบยาเม็ด สารแขวนตะกอนในยาน้ำ และใช้เป็นอาหารเลี้ยงเชื้อ microfibrilla collagen ใช้ทำให้เลือดหยุดไหล

        กรดอะมิโน  มีความสำคัญในขบวนการเมตาโบลิซึมในพืชชั้นสูง

                 เอนไซม์ เป็น colloid ที่ละลายในน้ำ ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาโดยทำงานได้ดีในอุณหภูมิ35-40   เอนไซม์มักทำหน้าที่ร่วมกับสารอินทรีย์ หรืออนินทรีย์ในการเร่งปฏิกิริยา เอนไซม์มีประโยชน์หลายอย่างเช่น ช่วยในการย่อยแป้ง และโปรตีน ช่วยให้เลือดหยุดไหล

         สารทุติยภูมิ

อัลคาลอยด์ (alkaloids)

อัลคาลอยด์เป็นกลุ่มสารที่พบมากในพืชชั้นสูง พบบ้างในพืชชั้นต่ำ สัตว์ และจุลินทรีย์  เป็นกลุ่มสารที่ถูกนำมาใช้มากในการเป็นยารักษาโรค และส่วนหนึ่งเป็นสารพิษปัจจุบันพบอัลคาลอยด์มากกว่า 5,000 ชนิด

อัลคาลอยด์เป็นสารอินทรีย์ที่มีลักษณะโดยรวมคือส่วนใหญ่มีฤทธิ์เป็นด่างและมีไนโตรเจน (nitrogen)อยู่ในโมเลกุล  มีรสขม ไม่ละลายน้ำ แต่ละลายได้ดีในตัวทำละลายอินทรีย์ (organic solvent) เป็นสารที่พบมากในพืชใบเลี้ยงคู่ ที่พบได้บ่อยเช่นวงศ์Apocynaceae, Papaveraceae, Papilionaceae, Rubiaceae, Rutaceae, Menispermaceae, Lauraceae, Solanaceae, Loganiaceae, Berberidaceae และCompositae  พืชใบเลี้ยงเดี่ยวที่พบอัลคาลอยด์ เช่น วงศ์ Liliaceae และAmaryllidaceae

ปริมาณอัลคาลอยด์ในพืชแต่ละชนิดจะสร้างและสะสมอัลคาลอยด์จปริมาณต่างกันไปขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุของพืช อุณหภูมิ แสงสว่าง ฤดูกาล ความชื้นในอากาศ ปริมาณน้ำในดิน ความอุดมสมบูรณ์ของพื้นดิน ปริมาณน้ำฝน  เป็นต้น 

อัลคาลอยด์มีการสะสมในเกือบทุกส่วนของพืช เช่น ใบ เส้นใบ ขน ดอก ผล เมล็ด ราก เปลือก หัวใต้ดินช่องว่างภายในเซลล์ (vacuole)

หน้าที่ของอัลคาลอยด์ในพืชยังไม่ทราบแน่ชัด คาดว่าอัลคาลอยด์ทำหน้าที่ช่วยป้องกันพืชจากสัตว์และแมลงต่างๆ เนื่องจากสารกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีรสขมและเป็นพิษ เป็นแหล่งสะสมไนโตรเจนในพืชเพื่อใช้สร้างโปรตีน ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของพืช เป็นต้น

อัลคาลอยด์เป็นกลุ่มสารประเภทที่ให้ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในหลายระบบ

ตัวอย่างของอัลคาลอยด์ที่มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ได้แก่

                -เอฟริดีน (ephedrine) ได้จากต้นมั่วอึ๊ง หรือมาฮวง (Ephedra equisetina Bunge) และจากใบหญ้าขัดใบป้อม (Sida cordifolia L.) มีฤทธิ์ขยายหลอดลม จึงใช้เป็นยารักษาโรคหอบหืด และยังมีผลทำให้ม่านตาขยายด้วย

                -คอลชิซิน (Colchicine) ได้จากส่วนเมล้ด และลำต้นใต้ดิน (corm ) ของ Colchicium autumnale L. มีฤทธิ์ระงับอาการปวดและอักเสบจากโรคเก๊าท์

-ริซินีน (ricinine) ได้จากเมล็ดและใบของระหุ่ง (Ricinus communisเป็นสารพิษที่ทำให้เกิดการอาเจียน คลื่นไส้ ความดันโลหิตต่ำ มีพิษต่อตับ และไต ทำให้หยุดหายใจ และตายได้

-โคเคน (cocain) ได้จากใบโคคา (Erythroxylon cocaซึ่งใช้เป็นยาชาเฉพาะที่ชนิดแรกที่ได้จากธรรมชาติ แต่เนื่องจากมีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการประสาทหลอนและอาการเคลิ้มฝันด้วย ใช้นานๆอาจติดได้ ปัจจุบันจึงใช้เป็นยาชาเฉพาะที่ที่ใช้ภายนอก

-มอร์ฟีนและโคเดอีน (morphine และ codeine) พบในยางกรีดจากผลของต้นฝิ่น(Papaver somniferum Linn) ใช้เป็นยาระงับปวดที่ได้ผลดีมากแต่ข้อเสียทำให้เกิดการเสพติดได้

-คาร์ทราแรนทัส อัลคาลอยด์ (Catharanthus alkaloids) ได้จากทั้งต้นของแพงพวยฝรั่ง(Catharanthus roseus N. Don.) อัลคาลอยด์ในกลุ่มนี้มีมากมาย ที่สำคัญและใช้เป็นยารักษาโรคมะเร็งอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ วินบลาสตีน และวินคริสตีน(vinblastineและvincristine)

-คาเฟอีน (caffein) เป็นอัลคาลอยด์ที่ได้จากใบเลี้ยงต้นอ่อนของโคล่า (Cola nitidaได้จากเมล็ดสุกของต้นกาแฟ (Coffea arabica Linn.) และได้จากใบชา (Camellia sinensisคาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างการตื่นตัวกระตุ้นระบบทางเดินหายใจ และขับปัสสาวะได้

-นิโคตีน (Nicotine) จากใบยาสูบ (Nicotiana tabacum L) มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท และทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ใช้เป็นยาฆ่าแมลง

-อะโทรปีน และ  ไฮออสไซยามีน (Atropimne , Hyoscyamine) มีฤทธิ์ขยายม่านตา ลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ

-ฯลฯ

น้ำมันหอมระเหย (volatile oil , ethereal oil,essntial oil)

เป็นสารที่มีลักษณะเป็นน้ำมันซึ่งได้จากการกลั่นด้วยไอน้ำ (steam distillation)การบีบ(Expression) การสกัดด้วยสารเคมี (Extraction) พบได้ในส่วนต่างๆของพืช เช่น ดอก ใบ ผล กลีบเลี้ยง มีกลิ่นเฉพาะตัว ระเหยได้ง่ายในอุณหภูมิปกติ เบากว่าน้ำ น้ำมันนี้เป็นส่วนผสมของสารเคมีหลายชนิด มักพบในพืชสมุนไพรที่เป็นเครื่องเทศเช่นวงศ์ Zingiberaceae  เช่น ข่า ขิง ตะไคร้ วงศ์ Rutaceae , Lamiaceae ,Umbelliferae เป็นต้น สารกลุ่มนี้มักเป็นสารที่ให้ฤทธิ์ขับลมและฆ่าเชื้อโรค

น้ำมันหอมระเหยมักจะไม่มีสี แต่เมื่อตั้งทิ้งไว้นานๆ อาจจะถูกอ๊อกซิไดซ์ ทำให้สีเข้มขึ้นจึงควรเก็บในขวดสีชาที่ปิดสนิท เก็บไว้ในที่แห้งและเย็น

น้ำมันหอมระเหยถูกนำมาใช้ประโยชน์หลายๆด้าน เช่นในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง อุตสาหกรรมอาหาร  และยา นอกจากนี้ยังใช้ในการรักษาบรรเทาอาการต่างๆโดยตรง เช่น Aromatherapy

 เรซิน และบาลซัม  (Resins and balsams)

เรซินเป็นสารประกอบรูปร่างไม่แน่นอน เมื่อเผาไฟจะได้ของเหลวใส เรซินที่นำมาใช้ในทางเภสัชกรรมเช่น ชันสน ใช้ในอุตสาหกรรมพลาสเตอร์

โอเลโอเรซิน  เป็นสารผสมระหว่างเรซินกับน้ำมันหอมระเหย ยางสน(terpentine) โอเลโอเรซิน.ในพริก และขิงเป็นต้น

                                โอเลโอ-กัม-เรซิน เป็นสารผสมระหว่างกัมและโอเลโอเรซิน เช่น มหาหิงคุ์(asafoetida) มดยอบ (myrrh)

 กลัยโคไซด์ (glycosides)

เป็นสารกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งที่พบมากในพืชสมุนไพร พบมากในพืชชั้นสูง พบน้อยในพืชชั้นต่ำ ในเกือบทุกส่วนของพืช เช่น ใบ ดอก ผล เมล็ด เปลือก ราก หัว โดยที่โครงสร้างหลักจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำตาล (glycone) และส่วนที่ไม่ใช่น้ำตาล (aglycone) สารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติละลายน้ำได้ดี เนื่องจากมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ส่วนที่ไม่ใช่น้ำตาลมีโครงสร้างที่แตกต่างกันไป ซึ่งมีผลทำให้ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของกลัยโคไซด์ต่างกัน อาทิเช่น มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ยาลดการอักเสบ เป็นต้น และทำให้สามารถแบ่งชนิดของกลัยโคไซด์ได้หลายชนิด

กลัยโคไซด์พบในพืชชั้นสูง ทั้งใบเลี้ยงเดี่ยว เช่นวงศ์ Liliaceae และใบเลี้ยงคู่ เช่นวงศ์ Rubiacae ,Leguminosae, Euphorbaiceae เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบในlichen, fungi เช่น Penicillium

ตัวอย่างของกลัยโคไซด์ที่นำมาใช้ในทางยา

                                1. แอนทราควิโนน กลัยโคไซด์ (anthraquinone glycosides)  พบมากในพืชวงศ์ Leguminosae   เป็นสาร   กลุ่มที่มีอนุพันธ์ของแอนทราซีน  (anthracene) เป็นส่วนประกอบของส่วนที่ไม่ใช่             น้ำตาล (ส่วน aglycone) ตัวอย่างเช่น

 แอนทราควิโนน กลัยโคไซด์ในใบและฝักมะขามแขก (Cassia acutifolia Delile และ

        C.angustifolia Vahl) ซึ่งมีสารที่เรียกว่า เซนโนไซด์ เอ และเซนโนไซด์ บี  ที่ให้ฤทธิ์เป็นยาระบาย

                        อะโลอิน และบาบาโลอิน (aloin และbarbaloin) พบในเปลือกของใบว่านหางจระเข้(Aloe spp.) ใช้เตรียมยาดำ ซึ่งเป็นยาถ่าย

                2. ฟลาโวนอยด์ กลัยโคไซด์ (Flavonoid glycosides) เป็นสารกลุ่มที่มีอนุพันธ์ของฟลาโวนอยด์เป็น         องค์ประกอบในส่วนที่ไม่ใช่น้ำตาล ซึ่งฟลาโวนอยด์ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีกหลายชนิด ตัวอย่างเช่น ฟลาโวนส์             และฟลาโวนอลส์เป็นสารที่ให้สี (สีเหลือง)ที่พบมากในพืชจำนวนมากไอโซฟลาโวนอยด์ (isoflavonoids) หลาย          ชนิดซึ่งพบมากในพืชตระกูลถั่วเป็นสารที่ให้ฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมนเพศหญิง เช่น daidzein ในถั่วเหลือง เป็นต้น

                3. คาร์ดิแอค กลัยโคไซด์ (cardiac glycosides) เป็นกลัยโคไซด์ที่ออกฤทธิ์ต่อระบบกล้ามเนื้อหัวใจและ  การไหลเวียนของโลหิต ตัวอย่างเช่น

                         องค์ประกอบของคาร์ดิแอค กลัยโคไซด์ ที่พบใน Digitalis purpurea และ D. lanata ใช้เป็นยารักษาอาการของโรคหัวใจที่มีรูปแบยาเตรียมต่างๆ

                4. ซาโปนิน กลัยโคไซด์ (saponin glycosides) เป็นสารกลุ่มที่เกิดฟองเมื่อเขย่ากับน้ำ จึงเป็นสารลดแรงตึงผิวที่ดี ใช้เป็นสารชะล้างแทนสบู่ได้ ตัวอย่างเช่น ลูกประคำดีควาย

                แทนนิน (tannin)

                                 เป็นสารรสฝาดที่พบได้ทั่วไปในพืช มีฤทธิ์ฝาดสมาน และมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ แบคทีเรีย ส่วนใหญ่อยู่ในรูปก   ลัยโคไซด์ จับกับโมเลกุลของน้ำตาล

                ตัวอย่างของแทนนินที่นำมาใช้ในทางยา

                1. แทนนิค เอซิด (tannic acid) ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแก้ท้องเสีย หรือใช้กับบาดแผลที่ผิวหนัง

                                2. สารฝาดสมาน ที่พบในใบฝรั่ง ในเนื้อของกล้วยน้ำว้าดิบใช้รักษาโรคท้องร่วง

 

3. รูปแบบยาเตรียม

                รูปแบบของยาสมุนไพรไทยแผนโบราณมีหลายรูปแบบ ในตำราเวชศึกษาจะแบ่งเป็น 24 รูปแบบ จัดรวมเป็นกลุ่มใหญ่ ได้ 3 กลุ่ม คือ

                   1. ยารับประทาน ได้แก่ ยาลูกกลอนยาผงละลายน้ำดื่มยาต้มเอาน้ำดื่มยาดองเหล้ายาสกัดด้วยเหล้าแล้วนำมาผสมน้ำดื่มยานำมาเผาแช่น้ำแล้วรินเอาแต่น้ำดื่มยากลั่นเอาน้ำมาใช้ดื่ม

                   2. ยาใช้ภายนอก ได้แก่ ยาทาภายนอกยาเป่าแผลยาแช่,ยาชะยาต้มเอาน้ำอาบยาประคบยาต้มเอาไอรมยาสุมยาพอก

                   3. ยาใช้เฉพาะที่ ได้แก่ ยาดมยาสูบเอาควันโดยมวนเป็นบุหรี่ยานัตถุ์ยาน้ำใช้อมและบ้วนปากยาน้ำสวนทวารยาเหน็บทวาร

                   ยาแผนโบราณนั้นมีความหลากหลายของตัวยาและรูปแบบของยาเตรียม ทำให้ผู้ที่จะปรุงยาแผนโบราณได้เป็นเพียงแพทย์ หรือเภสัชกรแผนโบราณ ความรู้เกี่ยวกับตัวยาในตำรับหรือเทคนิคการปรุงยาแต่ละตำรับไม่เกิดการเผยแพร่ หรือถ่ายทอดสู่ผู้อื่น ตลอดจนประสิทธิภาพการรักษาหรือความเป็นพิษของยาไม่มีการบันทึกผลให้เห็นอย่างชัดเจน จึงไม่เกิดความเชื่อถือในการนำมาใช้ จนกระทั่ง พ..2530 เป็นปีที่เริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่มีการส่งเสริมการนำสมุนไพรมาใช้ในทางสาธารณสุขมูลฐาน ทำให้เกิดการฟื้นฟูวิธีการใช้สมุนไพร มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของสมุนไพรแต่ละชนิด เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประโยชน์และการใช้สมุนไพรออกไปอย่างกว้างขวาง ประชาชนผู้สนใจในเรื่องการใช้สมุนไพร จะได้มีความรู้ความเข้าใจในการนำสมุนไพรมาใช้รักษาตัวเองมากขึ้น การสนับสนุนการใช้สมุนไพรในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 7 (..2535-2539) ยังมุ่งให้เกิดการพัฒนาสมุนไพรมาใช้อย่างจริงจังในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นหนทางที่ทำให้ประเทศสามารถพึ่งตนเองได้ในด้านยา

                การพัฒนายาเตรียมจากสมุนไพรในปัจจุบัน จึงมุ่งพัฒนารูปแบบยาเตรียมจากพืชสมุนไพรเดี่ยวๆ ที่มีข้อมูลยืนยันผลการรักษา นำมาเตรียมเป็นรูปแบบต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ช่วยเตรียมยาให้มีรูปแบบทันสมัยใช้สะดวก และควบคุมขนาดการใช้ยาได้ง่าย เช่น ขมิ้นชันมาตอกเป็นยาเม็ดฟ้าทะลายโจรทำเป็นยาเม็ดเคลือบน้ำตาลหรือยาแคปซูลพริกนำมาทำเป็นยาขี้ผึ้งทาถูนวดพญายอนำมาทำเป็นเจลป้ายปาก เป็นต้น    

                รูปแบบยาสมุนไพรที่ใช้บ่อย เพื่อใช้รักษาตนเอง มีดังต่อไปนี้

                1.  ยาชง

                 ยาชง เป็นรูปแบบยาเตรียมที่เตรียมง่าย ส่วนใหญ่เป็นการใช้ยาสมุนไพรแห้งและเติมน้ำร้อนเป็นตัวทำละลาย ข้อดีของยาชงคือดูดซึมง่าย มักมีกลิ่นหอมและรสชาติดี ตัวอย่างเช่น ขิงแห้งดอกคำฝอยใบชาผลมะตูมใบหญ้าหนวดแมว เป็นต้น

                วิธีการเตรียมยาชง ทำได้โดยนำส่วนของพืชสมุนไพรที่ต้องการใช้มาล้างให้สะอาดหั่นหรือตำให้มีขนาดพอประมาณ ตากแดดหรืออบจนแห้ง (บางอย่างนำไปคั่วหรือย่างไฟเก็บในภาชนะปิดสนิท เวลาใช้ให้นำพืชหรือผงยาใส่แก้วตามขนาดที่กำหนด เติมน้ำเดือดลงไป ปิดฝาทิ้งไว้ 3-5 นาที แล้วรินยา เอาเฉพาะส่วนที่ใสมาดื่ม ยาชงควรจะเตรียมเป็นครั้งๆ ไป และควรใช้ให้หมดใน 12 ชั่วโมง

                 2.  ยาต้ม

                 ยาต้ม เป็นรูปแบบยาเตรียมที่ใช้มานาน เหมาะกับสมุนไพรที่มีสารสำคัญละลายออกมาในน้ำ สามารถต้มเคี่ยวให้ได้น้ำยาสกัดเข้มข้นได้ เป็นวิธีการปรุงยาที่สะดวกและได้เนื้อยาสม่ำเสมอ ข้อดีของยาต้มคือ ดูดซึมง่าย ออกฤทธิ์เร็ว วิธีการเตรียมง่าย และสะดวก ส่วนข้อเสียคือ รสชาติและกลิ่น อาจรับประทานยาก เก็บไว้ไม่ได้นาน ขึ้นราง่าย ยาสมุนไพรในรูปแบบยาต้ม ได้แก่ ยาต้มเปลือกรากทับทิมยาต้มเนื้อในหมากสงยาต้มเนื้อในเมล็ดมะขาม ซึ่งทั้ง 3 ตำรับนี้ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ ยาต้มใบชุมเห็ดไทย ใช้เป็นยาระบายยาต้มกระเจี๊ยบ ใช้ลดไขมันในเส้นเลือดหรือยาต้มเพื่อใช้อาบหลังคลอดกันผิวแตก ได้แก่ ยาต้มใบส้มป่อยใบส้มโอใบหนาดใหญ่ใบมะขามเหง้าไพล เป็นต้น

                วิธีการเตรียมยาต้ม ทำได้โดยนำพืชสมุนไพรมาล้างให้สะอาด หั่นให้เป็นชิ้นมีขนาดพอประมาณ ไม่หยาบ หรือละเอียดเกินไป ถ้าเป็นยาต้มจากพืชสดให้นำพืชสมุนไพรใส่หม้อ เติมน้ำ แล้วตั้งไฟต้มได้ ส่วนยาต้มจากพืชแห้งให้เติมน้ำแล้วแช่ทิ้งไว้ 10-20 นาที (ถ้าเป็นสมุนไพรสดไม่ต้องแช่ก่อนตั้งไฟ

                ระยะเวลาการต้มมักขึ้นกับลักษณะของพืชสมุนไพร ในตำรับยารักษาท้องอืดท้องเฟ้อ ประกอบด้วย สมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย ควรกะปริมาณน้ำที่ต้มให้ดื่มให้หมดในครั้งเดียว คือประมาณ 1ถึง 1 ถ้วยครึ่ง ต้มน้ำให้เดือดแล้วทุบสมุนไพรใส่ลงไป ปิดภาชนะ ทิ้งให้เดือดนาน 1-2 นาที แล้วยกลงรินเฉพาะน้ำดื่ม ส่วนสมุนไพรที่ไม่ได้ระบุให้มีการต้มเคี่ยว ให้เติมน้ำในสมุนไพรและต้มให้เดือดนานประมาณ 10 นาที แล้วรินเอาเฉพาะน้ำต้มมาดื่ม ส่วนการต้มเคี่ยวมักจะใช้น้ำ 3 ถ้วย ต้มให้เหลือ 1 ถ้วย ยาต้มควรรับประทานเวลาท้องว่าง จำนวนครั้งละปริมาณตามที่กำหนดในวิธีใช้ยา

                  ยาต้มควรต้มให้กินให้หมดเฉพาะในแต่ละวัน ไม่ควรเก็บค้างคืน ภาชนะที่ใช้ต้มควรเป็นหม้อดิน หม้อเคลือบ หรือหม้อสเตนเลส ห้าใช้หม้ออลูมิเนียม หรือเหล็ก เพราะกรดหรือสารฝาดในสมุนไพรจะทำปฏิกิริยากับโลหะจำพวกนี้

                   3.  ยาดองเหล้า

                ยาดองเหล้า เป็นรูปแบบยาเตรียมที่เหมาะกับสมุนไพรที่มีสารสำคัญละลายน้ำได้น้อย ละลายได้ดีในเหล้า หรือแอลกอฮอล์ การใช้เหล้าเป็นตัวทำละลายจะทำให้สารประกอบต่างๆ ในพืชสมุนไพรถูกละลายออกมาได้จำนวนมาก ทำให้ใช้ยาได้ในปริมาณน้อยๆ ยาดองเหล้ามักจะสามารถเก็บไว้ได้นานกว่ายาต้ม ตัวอย่างของยาดองเหล้า ได้แก่ บอระเพ็ดทิงเจอร์ใช้เป็นยาขมเจริญอาหารหรือใช้ลดไข้ยาดองใบขี้เหล็กใช้เป็นยากล่อมประสาททำให้นอนหลับ เป็นต้น

                วิธีการเตรียมยาดอง มักเตรียมพืชสมุนไพรให้แห้งก่อน(โดยปกติจะมีน้ำไม่เกิน 5%) โดยนำมาล้างให้สะอาดหั่นให้มีขนาดพอประมาณ แล้วนำไปตากแดดหรืออบจนแห้ง จากนั้น ชั่งยาตามน้ำหนักที่ต้องการ ห่อผ้าขาวบางใส่ในขวดโหลแก้ว เติมเหล้าให้ท่วมตัวยา(ใช้ได้ทั้งเหล้าโรงและเหล้าขาวที่มีดีกรีตั้งแต่ 28-40 ดีกรีปิดฝาขวดให้สนิท เปิดฝาขวดเพื่อคนทุกวัน จนครบ 1-6 สัปดาห์

               บางครั้งใช้วิธีการดองแบบร้อน เนื่องจากจะทำให้ยาใช้ได้เร็ว ภายใน 1-2 สัปดาห์ ทำได้โดยนำภาชนะที่ใส่ยาดองเหล้า วางในหม้อที่ใส่น้ำไว้ ต้มน้ำให้เดือด แล้วเอาภาชนะที่ใส่ยาดองเหล้านั้น ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์นำมาใช้ได้ หรืออาจเตรียมโดยวิธีเตรียมแล้วนำไปตากแดดคนยาวันละครั้ง จนกว่าจะครบเวลา

               ข้อควรระวัง สำหรับการใช้ดองเหล้า คือ ไม่ควรใช้ในสตรีมีครรภ์ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงผู้ป่วยโรคหัวใจ และผู้ป่วยที่แพ้เหล้า เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายได้

                   4.  ยาลูกกลอน

              ยาลูกกลอน เป็นรูปแบบยาที่เหมาะกับการเตรียมสมุนไพรที่มีสารสำคัญที่ละลายน้ำได้ยาก หรือยาที่มีกลิ่นรส ไม่ชวนรับประทาน เช่น ฟ้าทะลายโจรขมิ้นชัน ยาลูกกลอนทำจากผงยาชนิดเดียวหรือหลายชนิด ผสมกับสารที่ทำให้ผงยาเกาะตัว เช่น น้ำ น้ำแป้ง น้ำผึ้ง เป็นต้น ยาลูกกลอนอาจเตรียมเก็บไว้ได้ล่วงหน้านานถึง 1 เดือนหรือนานกว่า ลักษณะยาลูกกลอนที่ดีควรจะแห้งสนิท ไม่เยิ้มติดกัน ไม่มีเชื้อรา

              วิธีเตรียมยาลูกกลอน (จะกล่าวถึงยาลูกกลอนน้ำผึ้งเท่านั้นนำสมุนไพรที่ใช้มาทำความสะอาด ตากหรืออบให้แห้ง แล้วบดให้ละเอียด อาจนำมาผ่านแร่งให้ได้ผงสมุนไพรที่มีขนาดสม่ำเสมอ จากนั้นชั่งผงยาให้ได้น้ำหนักตามต้องการใส่ภาชนะแห้ง เติมน้ำผึ้งทีละน้อย คนจนเข้ากันดี ปริมาณน้ำผึ้งที่เติมลงไปกะให้ผงยาทั้งหมดเกาะติดกันได้แต่ไม่เหนียวติดมือ ถ้าผงยาเหนียวและติดมือแสดงว่าน้ำผึ้งมากเกินไป ต้องเทผงยาลงไปอีก ถ้าผงยาแห้งร่วนไม่เกาะกันต้องเติมน้ำผึ้งอีก ในการผสมผงยาจึงควรทำทีละน้อย เพื่อจะได้ปั้นลูกกลอนให้หมดก่อนที่ผงยาจะแห้งลง เพราะถ้าผงยาแห้งต้องคอยเติมน้ำผึ้งบ่อยๆ อาจทำให้น้ำหนักยาไม่สม่ำเสมอกันได้

              เมื่อผสมผงยาได้ที่แล้ว ให้ปั้นเป็นลูกกลอน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.8 เซนติเมตร นำลูกกลอนไปตากแดด 1-2 วัน หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส นาน 3-4 ชั่วโมง

              ควรเก็บยาลูกกลอนไว้ในขวดที่สะอาดและแห้งสนิท ปิดฝา เก็บไว้ในที่โปร่ง มีความชื้นต่ำ และไม่มีแดดส่อง